
ล้างทุจริตค้างท่อเศรษฐกิจส่อสะดุด
การที่กระทรวงการคลังออกหนังสือไปถึงรัฐวิสาหกิจนอกตลาดหลักทรัพย์ทุกแห่ง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การที่กระทรวงการคลังออกหนังสือไปถึงรัฐวิสาหกิจนอกตลาดหลักทรัพย์ทุกแห่ง ให้ส่งรายละเอียดโครงการลงทุนมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท ที่อยู่ระหว่างดำเนินการและยังไม่มีภาระผูกพันกับบุคคลภายนอก มาให้กระทรวงการคลังพิจารณาก่อนที่จะลงทุน ถือเป็นดาบสองคมส่งทั้งผลดีและร้ายให้กับเศรษฐกิจไปพร้อมกัน
กระทรวงการคลัง ระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อให้การอนุมัติโครงการมีความโปร่งใสและเกิดความคุ้มค่าของเม็ดเงินลงทุนมากที่สุด ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะปัญหาร้ายของเศรษฐกิจไทยที่ผ่านมา คือ การทุจริตคอร์รัปชั่น ที่มีการหักค่าหัวคิวสูงถึง 30-50% เพื่อให้ได้รับอนุมัติโครงการ
การตรวจสอบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตเป็นเรื่องที่ดี และควรดำเนินการเป็นอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม การเข้มงวดเพื่อป้องกันการทุจริต หรือป้องกันการอนุมัติโครงการลงทุนแบบไม่รอบคอบ ย่อมส่งผลให้การเบิกจ่ายล่าช้าออกไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจปีนี้ในที่สุด
ปีงบประมาณ 2557 มีเม็ดเงินลงทุนของรัฐวิสาหกิจจำนวน 3.64 แสนล้านบาท ลำพังที่ผ่านมาปัญหาทางการเมือง การไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม ก็ทำให้การเบิกจ่ายล่าช้าอยู่แล้ว ช่วง 8 เดือนของงบประมาณเบิกจ่ายไปเพียง 7.17 หมื่นล้านบาท หรือ 20% ของงบลงทุน งบที่เหลือนั้นเดิมคาดว่าหลังจากปัญหาการเมืองคลี่คลาย จะเบิกจ่ายได้เร็วขึ้นในช่วงเวลา 4 เดือนที่เหลือของปีงบประมาณ ก็มาติดล็อกจากการตรวจของคลัง การเบิกจ่ายก็จะล่าช้าเหมือนเดิมที่ผ่านมา
หากเทียบเม็ดเงินจ่ายค่าจำนำข้าวให้คืนชาวนา 9.2 หมื่นล้านบาท จะทำให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัว 0.2% ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนจากรัฐวิสาหกิจที่เคยคาดว่าจะเบิกได้ 12 แสนล้านบาท ก็ทำให้เศรษฐกิจโตได้อีก 0.20.4% แต่หากไม่เป็นไปตามนั้น เศรษฐกิจก็ขยายตัวในอัตราลดลงเป็นเงาตามตัว
ยิ่งการตีกรอบว่าให้ตรวจสอบทุกโครงการที่มีมูลค่าการลงทุนตั้งแต่ 100 ล้านบาท เท่ากับโครงการที่ส่วนใหญ่กระจุกอยู่ในรัฐวิสาหกิจ 22 แห่งจาก 64 แห่ง จะต้องถูกส่งไปให้กระทรวงการคลัง คิดเป็นมูลค่าลงทุนรวมถึง 3.41 แสนล้านบาท จากเงินลงทุนทั้งหมด 3.46 แสนล้านบาทในปีงบประมาณ 2557
ที่สำคัญการลงทุนของรัฐวิสาหกิจใหญ่หลายแห่งมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนของบริษัท ปตท. 8.69 หมื่นล้านบาท การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) 5.04 หมื่นล้านบาท การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) 3.8 หมื่นล้านบาท บริษัท การบินไทย 2.71 หมื่นล้านบาท การรถไฟขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย 2.51 หมื่นล้านบาท การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 1.86 หมื่นล้านบาท บริษัท ท่าอากาศยานไทย 1.76 หมื่นล้านบาท การไฟฟ้านครหลวง 1.38 หมื่นล้านบาท และบริษัท กสท โทรคมนาคม 1.05 หมื่นล้านบาท
หากเม็ดเงินดังกล่าวออกสู่ระบบล่าช้า เศรษฐกิจก็อ่อนแรงลงไปด้วย
ด้วยเหตุนี้ กระทรวงการคลังจึงตัดสินใจนาทีสุดท้าย ที่จะไม่ส่งหนังสือดังกล่าวให้รัฐวิสาหกิจที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ส่วนหนึ่งเพื่อให้รัฐวิสาหกิจเหล่านี้เร่งล้างท่อเงินงบลงทุนตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ รวมทั้งไม่ต้องการให้ตลาดหุ้นไทยผันผวน เพราะอาจเกิดปรากฏการณ์นักลงทุนทิ้งหุ้นรัฐวิสาหกิจในตลาดหุ้นที่มูลค่าตลาดขนาดใหญ่ หลังจากถูกแช่แข็งงบลงทุน
นอกจากนี้ การลงทุนภาครัฐยังได้รับผลกระทบจากคำสั่งของ คสช. ให้ตรวจสอบการลงทุน 8 โครงการ มูลค่า 1.4 แสนล้านบาท ว่ามีการดำเนินการที่ถูกต้องหรือไม่ และวงเงินลงทุนเหมาะสมคุ้มค่าหรือไม่ หากลงทุนเกินจริงก็ให้ลดมูลค่าโครงการลง และถ้าไม่คุ้มค่าก็ให้ยกเลิกไป การลงทุนภาครัฐที่คิดว่าจะเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จึงมีปัญหาไม่ราบรื่นอย่างที่วาดหวังไว้
โดยใน 8 โครงการ เป็นโครงการรัฐวิสาหกิจถึง 5 โครงการ คือ ร.ฟ.ท. 2 โครงการ มูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท บริษัท ทีโอที มูลค่า 1.6 หมื่นล้านบาท ทำให้ ร.ฟ.ท. และทีโอที โดนทั้งขึ้นทั้งล่อง คือต้องถูกตรวจสอบโดยกระทรวงการคลัง และตรวจโดย คสช.
ที่เหลืออีก 2 โครงการ เป็นของบริษัท ท่าอากาศยานไทย มูลค่าสูงถึง 7 หมื่นล้านบาท แต่เนื่องจากอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ จึงรอดจากการตรวจสอบโครงการมูลค่าเกิน 100 ล้านบาทของคลัง แต่ไม่รอดการตรวจสอบของ คสช.
ล่าสุด คสช.ยังระงับการดำเนินการ 4 โครงการ ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มูลค่ารวมกันเกือบ 1 แสนล้านบาท และยังแพลมด้วยว่าจะตรวจสอบการลงทุนของหน่วยงานต่างๆ อีก 28 โครงการ มูลค่าถึง 4 หมื่นล้านบาท ทำให้เป็นอุปสรรคกับการเร่งเบิกงบลงทุนค้างท่อกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้นทุกขณะ
ย้อนกลับไปที่ คสช.เข้ามาบริหารประเทศ เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 เศรษฐกิจไทยกลับมามีความหวังอีกครั้ง สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคและนักลงทุน ปลดล็อกทั้งการจ่ายเงินจำนำข้าว 9.2 หมื่นล้านบาท การเบิกจ่ายงบลงทุนปี 2557 ที่ค้างท่อ 12 แสนล้านบาท งบลงทุนรัฐวิสาหกิจอีก 2.3 แสนล้านบาท และเดินหน้าจัดทำงบประมาณ 2558 ให้เบิกจ่ายทันวันที่ 1 ต.ค.นี้ ส่งผลให้กระทรวงการคลังประเมินว่า เศรษฐกิจปีนี้อาจจะขยายตัวได้ถึง 3% จากเดิมไม่ถึง 2%
แต่ทว่าเมื่อมีการตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลของการลงทุนในโครงการต่างๆ ในวงกว้าง ทำให้เครื่องยนต์ด้านการลงทุนภาครัฐกลับมาติดๆ ดับๆ อีกครั้ง และอาจจะกระทบไปถึงการลงทุนของภาคเอกชนให้ขยายตัวได้ไม่เต็มที่อีกด้วย ยังไม่รวมถึงปัญหาแรงงานต่างชาติที่กลับบ้านจำนวนมากจนกระทบการลงทุนของเอกชน
แม้ว่าการตรวจสอบความไม่ปกติของโครงการลงทุนจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องชั่งน้ำหนักให้ดีระหว่างการตรวจสอบกับการผลักดันให้เกิดการลงทุนเพื่อให้เศรษฐกิจผงกหัวขึ้น โดยเลือกตรวจสอบเฉพาะโครงการที่พิจารณาแล้วเห็นว่ามีความเสี่ยงจะเกิดทุจริตจริงๆ แทนการปูพรมตรวจสอบจนทำให้การลงทุนของประเทศหยุดนิ่งไปอีกครั้ง และกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นที่อาจสะดุดจนต้องทิ่มหัวลงอีกครั้ง







