posttoday
จับตาแบงก์โกยกำไรหุ้นจุดวิกฤตฟองสบู่หวน

จับตาแบงก์โกยกำไรหุ้นจุดวิกฤตฟองสบู่หวน

18 มิถุนายน 2557

สร้างเซอร์ไพรส์เล็กๆ สวนทางกับสถานการณ์เชื่องช้าทางเศรษฐกิจและบรรยากาศคุกรุ่นตึงเครียดทางการเมืองที่กำลังเป็นไปอยู่ทั่วโลกในขณะนี้

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

สร้างเซอร์ไพรส์เล็กๆ สวนทางกับสถานการณ์เชื่องช้าทางเศรษฐกิจและบรรยากาศคุกรุ่นตึงเครียดทางการเมืองที่กำลังเป็นไปอยู่ทั่วโลกในขณะนี้ สำหรับความเคลื่อนไหวในตลาดหุ้นตลาดทุนของหลายประเทศที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะตลาดวอลสตรีทของสหรัฐที่ดัชนีสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ส 500 (เอสแอนด์พี 500) ปิดตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับดัชนีนิกเกอิ 225 ปิดตลาดเมื่อวันอังคารที่ 17 มิ.ย. เพิ่มขึ้น 42.68 จุด มาอยู่ที่ 14,975.97 จุด

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่เอื้อต่อการลงทุน เช่น เหตุความไม่สงบในอิรักจนน่าจะส่งผลให้บรรยากาศการซื้อขายในตลาดหุ้นซบเซาไม่สดใสตามไปด้วยนี้ ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นตรงกันข้ามคือ สถานการณ์ตลาดหุ้นในขณะนี้คึกคักสดใส แถมยังมีปริมาณการซื้อขายที่มากพอจะขับเคลื่อนตลาดได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณารายละเอียดปลีกย่อยของการซื้อขายส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นกลับพบว่า แรงผลักดันสำคัญที่ทำให้หุ้นพุ่งทะยานแรงไม่ได้มาจากเม็ดเงินลงทุนของนักลงทุนในภาคเอกชนแต่อย่างใด แต่เป็นผลพวงจากฝีมือของบรรดาธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลก ที่ตัดสินใจทุ่มเงินเข้ามาในตลาด เพื่อสร้างรายได้และทำกำไรให้กับองค์กรเป็นสำคัญ

เป็นการทุ่มทำกำไรจากตลาดที่บรรดานักวิเคราะห์หลายฝ่ายอดออกโรงเตือนด้วยความเป็นห่วงโดยพร้อมเพรียงกันไม่ได้ว่า อาจส่งผลทำให้ราคาสินทรัพย์ร้อนแรงเกินความจริงทางพื้นฐานเศรษฐกิจ กระทั่งกลายเป็นชนวนเกิดวิกฤตฟองสบู่ในตลาดสินทรัพย์ที่มีผลทำลายเศรษฐกิจ ซึ่งเพิ่งจะฟื้นตัวได้อย่างช้าๆ ในปัจจุบัน ซ้ำเติมความเสี่ยงของการเกิดฟองสบู่ในตลาดหุ้น ซึ่งได้รับผลกระทบจากนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำที่ทำให้นักลงทุนคุ้นชินกับต้นทุนกู้ยืมราคาถูก จนนำเงินลงทุนที่กู้มาไปเก็งกำไรแบกรับความเสี่ยงมากขึ้น

ทั้งนี้ ผลการศึกษาจากสถาบันภาครัฐ 400 แห่ง ใน 162 ประเทศทั่วโลกของสถาบันการเงินชั้นนำและบรรดากองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ Official Monetary and Financial Institutions Forum (โอเอ็มเอฟไอเอฟ) ซึ่งเป็นกลุ่มวิจัยธนาคารกลางและที่ปรึกษาอิสระ พบว่า บรรดาธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ได้กลายเป็นนักลงทุนหลักในตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือตลาดหุ้นทั่วโลกเรียบร้อยแล้ว

กระทั่งอาจกล่าวได้ว่าการลงทุนในตลาดหุ้นของธนาคารกลางนี้ ถือเป็นกระแสที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีแรงผลักดันสำคัญมาจากการที่รายได้ของธนาคารลดลงอย่างฮวบฮาบในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา อันเป็นผลพวงของการใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำที่ธนาคารกลางทั้งหลายงัดขึ้นมา เพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการทำให้มีปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบและก่อสภาพคล่องที่น่าจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจนั้นๆ เนื่องจากต้นทุนกู้ยืมราคาถูก

แต่เพราะต้นทุนกู้ยืมราคาไม่แพงข้างต้นก็ทำให้ธนาคารไม่สามารถเก็บเกี่ยวรายได้ได้อย่างเต็มที่ โดยมีการคำนวณคร่าวๆ ว่า ดอกเบี้ยต่ำนี้ทำให้ธนาคารสูญเสียรายได้ระหว่าง 22.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา ทำให้ธนาคารกลางเหล่านี้จำเป็นต้องขวนขวายหาหนทางเพิ่มพูนรายได้ของธนาคารอย่างเต็มที่ ด้วยการหันมาลงทุนในตลาดหุ้นแทนนั่นเอง

สำหรับในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางใน 162 ประเทศทั่วโลกมีการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดทองคำรวมกันแล้วมากกว่า 29.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดยเป็นแนวโน้มที่จะเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ ยืนยันได้จากความเคลื่อนไหวขอสํานักงานบริหารเงินตราต่างประเทศ (State Administration of Foreign Exchange : SAFE) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ได้ขึ้นอันดับสถานะกลายเป็นภาครัฐที่มีการถือครองหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ มากที่สุดในโลกที่ 3.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดยที่รายงานของโอเอ็มเอฟไอเอฟยังพบอีกว่า พีบีโอซีเริ่มขยับเข้าไปซื้อหุ้นรายย่อยของบริษัทในภูมิภาคยุโรปเพิ่มมากขึ้น

หรือกรณีของภูมิภาคยุโรปอย่างธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์และธนาคารกลางเดนมาร์ก ก็ถือเป็นหนึ่งในธนาคารชั้นนำของยุโรปที่มีการลงทุนในตลาดหุ้นในสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน โดยธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ได้กันสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไว้ที่ 15% ซึ่งผู้ว่าการธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ยอมรับว่า ปัจจุบันธนาคารมีการลงทุนในตลาดหุ้นของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลก ส่วนทางธนาคารกลางเดนมาร์ก เปิดเผยว่า สัดส่วนการลงทุนในหุ้นของธนาคารเมื่อปีที่ผ่านมาคิดเป็นมูลค่าสูงราว 500 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีแผนจะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นให้มากขึ้น

เมื่อประมวลข้อมูลแนวโน้มความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางข้างต้น ทำให้โอเอ็มเอฟไอเอฟคำนวณในภาพรวมได้ว่า สถาบันการเงินและธนาคารกลางของภาครัฐทั่วโลกได้เพิ่มสัดส่วนในการลงทุนในตลาดหุ้นเฉลี่ยอย่างน้อยรายละ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์หลายสำนักประเมินว่า การทุ่มเทให้การลงทุนในตลาดหุ้นของธนาคารค่อนข้างเป็นการกระทำที่อันตราย เนื่องจากทำให้เกิดความต้องการเทียมขึ้น จนผลักดันให้ราคาสินทรัพย์ในตลาดแพงเกินความเป็นจริง โดยขณะนี้มีรายงานจากนักลงทุนในตลาดเอ็มเอสซีไอ อีเมิร์จจิง มาร์เก็ต ที่ระบุว่า ราคาสินทรัพย์มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 10.9% ขณะที่ผู้จัดการกองทุนในตลาดหุ้นไทยยอมรับว่าความเคลื่อนไหวของหุ้นในขณะนี้แรงไปและเร็วเกินไป

ขณะที่ เท็ด ทรูแมน นักวิชาการอาวุโสด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศแห่งสถาบันปีเตอร์สัน แจกแจงว่า ในสถานการณ์เศรษฐกิจปกติ การหันหน้าเข้าหาความเสี่ยงของธนาคารถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ แต่สำหรับสถานการณ์ที่การเติบโตเศรษฐกิจยังคงเปราะบาง การทุ่มให้กับหุ้นนับเป็นความเสี่ยงที่อันตรายอย่างมาก เพราะจะทำให้หุ้นร้อนแรงเกินหน้าการขยายตัวของเศรษฐกิจ และหากเศรษฐกิจไม่โตตามที่หวังก็จะทำให้ฟองสบู่ในตลาดหุ้นแตก จุดชนวนวิกฤตการเงินให้เกิดขึ้นอีกระลอก

ทั้งนี้ มองในแง่หนึ่งความเคลื่อนไหวของธนาคารครั้งนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้เพื่อให้ธนาคารอยู่รอด โดยมีผลพลอยได้ที่ช่วยทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกกลับมาคึกคักอีกครั้ง

แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง การกระทำของธนาคารก็ไม่ต่างอะไรกับการเก็งกำไรของนักลงทุนในตลาดทั่วไป ซึ่งมีความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงินโดยรวม และเป็นเหมือนระเบิดเวลาที่อาจจะทำให้วิกฤตฟองสบู่หวนคืนมาอีกครั้ง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท