posttoday
คำถามคาใจแด่มิตรคอฟฟี่เมท

คำถามคาใจแด่มิตรคอฟฟี่เมท

18 มิถุนายน 2557

กำลังเขียนบทความนี้อยู่พอดีกับที่ได้อ่านบทความของคุณ ณ กาฬ ในคอลัมน์มุมขวาหน้า 3 ของ Posttoday เรียกสหรัฐว่าเป็น “มิตรคอฟฟี่เมท” ของไทย รู้สึกตรงมากกับบทความที่ผู้เขียนกำลังเขียนอยู่ ก็เลยขอนำมาใช้ด้วย เพราะคอฟฟี่เมทนั้นไม่ใช่เป็นแค่ “นมเทียม” แต่ยังเป็น “คู่รักคู่รสด้วย” ดังนั้นไม่ว่าขณะนี้คนไทยส่วนใหญ่จะมีความเจ็บช้ำน้ำใจโกรธเกลียดสหรัฐอย่างไร เขาก็ยังเป็น “คู่รักคู่รส” ที่ต้องคบกันไป และอันที่จริงประเทศไทยในสายตาเขาก็อาจเป็นคอฟฟี่เมทด้วยก็ได้ หรือไม่ก็เป็นหนามตำคอ เป็นหอกข้างแคร่ อะไรสารพัด เพราะความที่เรามีความสามารถที่จะจัดการปัญหาต่างๆ ได้ตามแบบฉบับของคนไทยนั่นเอง

กำลังเขียนบทความนี้อยู่พอดีกับที่ได้อ่านบทความของคุณ ณ กาฬ ในคอลัมน์มุมขวาหน้า 3 ของ Posttoday เรียกสหรัฐว่าเป็น “มิตรคอฟฟี่เมท” ของไทย รู้สึกตรงมากกับบทความที่ผู้เขียนกำลังเขียนอยู่ ก็เลยขอนำมาใช้ด้วย เพราะคอฟฟี่เมทนั้นไม่ใช่เป็นแค่ “นมเทียม” แต่ยังเป็น “คู่รักคู่รสด้วย” ดังนั้นไม่ว่าขณะนี้คนไทยส่วนใหญ่จะมีความเจ็บช้ำน้ำใจโกรธเกลียดสหรัฐอย่างไร เขาก็ยังเป็น “คู่รักคู่รส” ที่ต้องคบกันไป และอันที่จริงประเทศไทยในสายตาเขาก็อาจเป็นคอฟฟี่เมทด้วยก็ได้ หรือไม่ก็เป็นหนามตำคอ เป็นหอกข้างแคร่ อะไรสารพัด เพราะความที่เรามีความสามารถที่จะจัดการปัญหาต่างๆ ได้ตามแบบฉบับของคนไทยนั่นเอง

ยิ่งถ้ามองย้อนหลังไปดูความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างกัน โดยเลือกแค่เฉพาะเหตุการณ์ใหญ่ๆ เช่น เหตุการณ์ “ต้มยำกุ้ง” เมื่อปี 2540 ก็จะเห็นได้ว่ามีคำถามหนึ่งเกิดขึ้น คือ เคยหรือไม่ที่สหรัฐจะยื่นมือเข้ามาให้ความช่วยเหลืออย่างมิตรแก่ประเทศไทย ผู้เขียนยังจำได้ว่าตอนนั้นเพิ่งไปประจำที่คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก ณ นครเจนีวาใหม่ๆ เอกอัครราชทูตไทยในสมัยนั้น ได้กล่าวสุนทรพจน์ให้มิตรประเทศเห็นว่าจำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพราะไม่มีประเทศไหนที่จะรอดพ้นจากภาวะต้มยำกุ้งได้ เนื่องจากมันเหมือนโดมิโน แต่แทนที่สหรัฐจะให้ความช่วยเหลือประเทศไทย กลับหวดเราผ่าน IMF (International Monetary Fund) โดยให้ IMF ใช้ยาแรงที่สุด เรียกว่าให้ประเทศไทยล้มละลายไปเลย แต่ในที่สุดเราก็หยอดน้ำข้าวต้มกันจนรอดมาได้

ที่มองว่าเป็นการบีบไทยผ่านทาง IMF นั้น เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศทั้งหลายนั้น เขาแบ่งกันระหว่างสหรัฐกับยุโรป ถ้าสหรัฐเป็นหัวหน้า IMF ยุโรปก็เป็นหัวหน้าธนาคารโลก (World Bank) เช่นเดียวกับ WTO (World Trade Organization) WIPO (World Intellectual Property Organization) ฯลฯ สหรัฐกับยุโรปก็ผลัดกันเป็นหัวหน้า และนี่ก็อีกเหมือนกันที่ประเทศไทยเป็นเหมือนก้างตำคอสหรัฐ เพราะริอ่านไปเสนอท่านศุภชัย พานิชภักดิ์ เป็นหัวหน้า WTO แข่งกับคนของสหรัฐ แล้วก็ประสบความสำเร็จด้วย ถึงแม้จะมีการรักษาหน้าสหรัฐไว้บ้าง คือ แบ่งกันคนละ 3 ปี กับคนของสหรัฐ แต่เดาว่าลึกๆ สหรัฐน่าจะเจ็บช้ำน้ำใจพอสมควร เหมือนกับการแพ้สงครามที่เวียดนาม ทั้งนี้การที่สหรัฐจะเป็นหัวหน้าองค์กรระหว่างประเทศองค์กรใด อาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นคนของประเทศเขา แต่เป็นประเทศที่เป็นลูกไล่เขา สั่งซ้ายหันขวาหันได้ ซึ่งคงจะได้ทราบๆ กันดีอยู่แล้วว่ามีประเทศใดบ้าง

อย่างไรก็ตาม เรื่องเหล่านี้พอเข้าใจได้ เพราะเราเป็น “คู่รักคู่รส” กัน ก็จำเป็นที่จะต้องคบกันไป แต่คำถามที่คาใจผู้เขียนอยู่นั้นยังมีอีกมาก เช่น

ทำไมต้องส่งนักการทูตไปเยี่ยมหมู่บ้านแดง และโดยเฉพาะเยี่ยมวิทยุแดงที่ออกอากาศแต่ข้อเท็จในเรื่องเจ้า หรือเป็นการส่งสัญญาณว่าเขาสนับสนุนให้กระทำอย่างนั้นหรือ

โฆษกรัฐบาลสหรัฐออกมาแถลงให้มีการเลือกตั้งวันเดียวกับที่อดีตรัฐบาลเทียมของไทยเสนอ ที่เรียกว่ารัฐบาลเทียมเพราะไม่ได้มีความถูกต้องชอบธรรมที่จะเป็นรัฐบาลต่อไปแล้ว เพียงแต่ไม่ยอมลาออก เหมือนที่รัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยควรจะทำ แล้วก็ยังมีข้อสังเกตว่า สหรัฐพูดคำๆ เดียวกับยิ่งลักษณ์ และพรรคพวกนั่นคือ “เลือกตั้ง” “เลือกตั้ง” แล้วก็ “เลือกตั้ง” ทั้งๆ ที่ก็น่าจะทราบดีว่าการเลือกตั้งไม่ใช่ปัจจัยเดียวของการเป็นประชาธิปไตย

เอกอัครราชทูตสหรัฐเองก็ไม่ใช่จะไม่เห็นอะไรเลย ในเมื่อการที่คนไทยออกมาเป็นแสนๆ คนเพื่อขับไล่ยิ่งลักษณ์กับพรรคพวกนั้น ทำกันในย่านที่เป็นที่ตั้งทั้งสถานทูตและบ้านทูตสหรัฐ ในเมื่อแถวนั้นมีคนเต็มถนนมืดฟ้ามัวดินไปหมด จะไม่เห็นได้อย่างไร

สำนักข่าวใหญ่ที่ออกข่าวไปทั่วโลก ก็ไม่ยอมออกภาพให้ชาวโลกเห็น แถมยังบิดเบือน อย่าคิดว่ารัฐบาลของเขาเองจะสั่งเขาไม่ได้ นั่นน่ะมันแค่ในภาพยนตร์ ยังจำได้ไหม ตอนสงครามเวียดนามที่สื่อยังทำงานกันอย่างอิสระ ภาพที่ออกไปสู่สังคมโลก คือภาพเด็กและชาวบ้านที่ต้องสูญเสีย วิ่งตกใจกลัวระเบิดเพลิงที่สหรัฐนำไปทิ้งที่เวียดนาม และทำให้โลกพากันเห็นอกเห็นใจเวียดนาม ซึ่งจุดอ่อนตรงนี้ถูกกำจัดไปโดยสิ้นเชิง เราไม่ได้เห็นภาพความเดือดร้อนและการตายของประชาชนอีกเลย ไม่ว่าจะเป็นในอิรัก อัฟกานิสถาน หรือลิเบีย กรณีนี้ก็รวมถึงการเดินขบวนของมวลมหาประชาชนของไทยด้วย ตอนที่มีทูตประเทศหนึ่งมาเล่าให้ฟังว่า เวลาที่ยิงระเบิดเข้าไปในแคมป์ผู้อพยพทีหนึ่งคนตายเป็นพันข่าวไม่เคยออก ตอนนั้นผู้เขียนยังไม่เชื่อ จนมาได้เจอกับตัวเองในกรณีของประเทศไทยที่มวลมหาประชาชนออกมาเดินประท้วงเต็มถนนไปหมด ไม่มีนักข่าวต่างประเทศมาทำข่าวเลย แต่พอฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลที่เป็นนักเลงหัวไม้ออกมาอาละวาดหยิบมือเดียว ยังมีนักข่าวต่างประเทศเต็มไปหมด แถมมาตั้งกล้องรอด้วยซ้ำเพื่อถ่ายไปออกข่าว จึงต้องเชื่อว่าเรื่องที่เขาเล่าให้ฟังเป็นจริง ใครว่าสื่อฝรั่งสั่งไม่ได้ และทำให้เกิดคำถามว่า การที่สื่อฝรั่งไม่ออกข่าวนั้นมีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไร ใครเป็นคนจัดการ

การออกมาประกอบพิธีเล่นสงกรานต์ ให้ทำข่าวดูแล้วก็งงๆ ไม่น่าจะได้ประโยชน์อะไร หากไม่เข้าใจคนไทย การทำแบบนั้นจึงเป็นเพียงเรื่องของการตลาด เช่นเดียวกับที่ทักษิณชอบทำ หรือว่าเขาเป็นคนประเภทเดียวกัน จึงเข้ากันได้ดี จะต่างกันก็ตรงที่เขาทำทุกอย่างไปเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ แต่ทักษิณทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเองกับพวกพ้อง

คำถามเหล่านี้คงเป็นคำถามที่ยังต้องคาใจคนไทยต่อไป โดยหาคำตอบไม่ได้ และทำให้คนไทยทั้งชาติเจ็บลึกไปอีกนานกับมิตร “คอฟฟี่เมท” ของเรา

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท