posttoday
ผ่าสัมปทาน(4) พรบ.50 ผูกขาดจริงหรือ?

ผ่าสัมปทาน(4) พรบ.50 ผูกขาดจริงหรือ?

18 มิถุนายน 2557

การประเมินระบบสัมปทานร่วมกับคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ได้นำไปสู่การปรับปรุง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ในปี 2550 ให้มีมาตรการที่เหมาะสม “สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน” และ “อำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ”

การประเมินระบบสัมปทานร่วมกับคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ได้นำไปสู่การปรับปรุง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ในปี 2550 ให้มีมาตรการที่เหมาะสม “สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน” และ “อำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ”

หนึ่งในนั้นคือ ยกเลิกการจำกัดจำนวนแปลงสัมปทาน เป็นมูลเหตุให้กล่าวหากันว่า สร้างการผูกขาด เพราะ “ส่งผลให้บริษัท เชฟรอน สามารถผลิตปิโตรเลียมได้เกินกว่าครึ่งของที่ผลิตในไทย จึงเป็นอันตรายอย่างมาก” จริงแค่ไหนขอไล่ทีละประเด็น

1.ความใหญ่ของเชฟรอน

ตั้งแต่ พ.ศ. 2464 รัฐบาลไทยได้พยายามพัฒนาปิโตรเลียมเองมาหลายยุคหลายสมัยแต่ไม่สำเร็จ จึงเริ่มใช้ระบบสัมปทานให้เอกชนเข้ามาทำ ทีแรกให้เฉพาะบริษัทไทย ในที่สุดก็เปิดให้ต่างชาติ เพราะต้องใช้ทั้งเงินทุนสูง ความเชี่ยวชาญ และความพร้อมที่จะเสี่ยง เนื่องจากประมูลรับสัมปทานได้แล้วต้องลงทุนมากแต่อาจจะกำไรหรือขาดทุนก็ได้

ในที่สุดก็มีการค้นพบปิโตรเลียมที่ผลิตเป็นเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2524 โดยบริษัท Unocal พบแหล่งเอราวัณ ตามมาด้วยแหล่งอื่นๆ ของ TexasPacific Shell และ Esso การผลิตในประเทศจึงเริ่มต้นด้วยต่างชาติเกือบ 100%

ต่อมา Unocal ทั่วโลกถูกควบรวมกับ Chevron ทำให้กิจการในเมืองไทยตกเป็นของเชฟรอนด้วย อาจจะจริงที่เชฟรอนผลิตปิโตรเลียมเกินครึ่งในไทย (55%) แต่เป็นเพราะเขารับบริหารให้ผู้ถือหุ้นอื่น ผลผลิตที่เป็นของเชฟรอนเองคือ 36% แต่ในมิติของการถือครองพื้นที่ ซึ่งเป็นประเด็นที่โจมตีการแก้ไข พ.ร.บ.นั้น เชฟรอนมีสัดส่วนถือหุ้นในพื้นที่ผลิตทั้งหมดเพียง 31% (ณ 1 ม.ค. 2557) แต่ถ้านับที่บริหารให้ผู้ถือหุ้นอื่นจะเป็น 49%

ที่สำคัญ การแก้ไข พ.ร.บ.ในปี 2550 ไม่ได้เป็นสาเหตุของ “ความใหญ่” ของเชฟรอน รวมทั้งการออกสัมปทานรอบ 20 ในปี 2550 ที่ตกเป็นจำเลยบ่อยๆ ด้วย เพราะพื้นที่ผลิตของเชฟรอนส่วนใหญ่มาจากสัมปทานรอบที่ 1 (2515) ที่ได้จากรอบ 20 มีเพียงน้อยนิด 0.4% ซึ่งยังไม่ผลิต ผลผลิตทั้งหมดจึงมาจากพื้นที่สัมปทานรอบเก่าล้วนๆ

สรุป ทั้งระดับการผลิตและการถือครองพื้นที่ของเชฟรอนนั้น เป็นบุญเก่าที่สะสมมาก่อนปี 2550 แทบทั้งสิ้น

รวมถึงการต่อระยะเวลาการผลิตในปี 2550 ก็เป็นการใช้สิทธิตามสัญญาเดิม แต่ต้องจ่ายค่าตอบแทนให้รัฐเพิ่มเติมอีกร่วม 24,000 ล้านบาท ที่ต้องต่อก่อนหมดเวลา 5 ปี ก็เพื่อไม่ให้การผลิตลดลง ซึ่งรายได้รัฐจะลดและประเทศต้องนำเข้าแพงๆ เนื่องจากเขาจะไม่ลงทุนเพื่อผลิตหากไม่มั่นใจว่าจะได้ผลิตต่อ

2.ความมั่นคงของระบบ

เชฟรอนเป็นบริษัทต่างชาติ เป็นอเมริกัน! จะทำให้ประเทศไทยเสียความมั่นคงไหม?

หากปล่อยวางความรู้สึกชาตินิยม แล้วพิจารณาด้วยเหตุด้วยผล คำตอบคือ ไม่ เพราะ

(1 รัฐมีกลไกหลายอย่างที่จะควบคุม อาทิ สั่งห้ามส่งออกน้ำมันดิบชั่วคราว (พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ม.61) ผู้รับสัมปทานต้องให้โอกาสการใช้ในประเทศก่อนส่งออก (สัญญาสัมปทาน ข้อ 11(4)) ฯลฯ นอกจากนี้ รัฐยังสามารถใช้ พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวการณ์ขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง (2516) สั่งได้สารพัดอย่าง

(2) ปิโตรเลียมสำรองอยู่ใต้พิภพไทย หากเกิดสงครามหรือการขาดแคลน ชาติไหนจะเอาไม่ได้ อ้างสิทธิก็ไม่ได้ เพราะ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ม.23 ระบุว่า “ปิโตรเลียมเป็นของรัฐ”

(3) บุคลากรที่ดำเนินการผลิตของเชฟรอนก็เป็นคนไทยแทบทั้งสิ้น

(4) ปิโตรเลียมส่วนใหญ่ที่ผลิตเป็นก๊าซธรรมชาติ แม้อเมริกาจะเอาเรือรบมาขนก็ขนไม่ได้ เพราะก๊าซต้องไหลเข้าท่อขึ้นฝั่งในประเทศไทยอย่างเดียว

นอกจากนี้ ยังมีการถ่วงดุลด้วย ปตท.สผ. จะดีจะเลวยังไงเขาก็เป็นบริษัทไทยที่บริหารพื้นที่ผลิตอยู่ 44% ของประเทศ (ยอดผลิต 36%) โดยถือหุ้น 40% ในพื้นที่ (แชร์การผลิต 27%)

3.แก้กฎหมายเพิ่มความสามารถแข่งขัน

“สถานการณ์ปัจจุบัน” แย่ลงกว่าปี 2550 เพราะการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมโตไม่ทันการใช้ของคนไทย ทำให้ประเทศต้องนำเข้าแพงๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เนื่องจากสภาพธรณีวิทยาของไทยไม่ดีอย่างซาอุดิอาระเบียตามที่เป็นกระแส โอกาสที่จะพบแหล่งใหญ่กำไรงามเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกจึงไม่สูงนัก โดยเฉพาะพื้นที่ “สัมปทานใหม่” ไม่ได้เป็น Virgin Area พื้นที่แปลงก็ไม่ค่อยต่อเนื่อง จะเห็นว่าบริษัทน้ำมันระดับโลกอย่าง Exxon BP หรือ Shell ไม่เข้ามาประมูลในเมืองไทยนานแล้ว

จึงต้องมีการ “อำนวยความสะดวก” เพื่อเพิ่มแรงจูงใจเอกชนทั้งไทยและเทศให้มาลงทุนสำรวจมากขึ้น จะได้พอแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ที่มีศักยภาพปิโตรเลียมใกล้เคียงได้

ที่ผ่านมาการจำกัดจำนวนแปลงสัมปทานแทบไม่มีความหมาย เพราะเอกชนตั้งบริษัทในเครือมาถือสัมปทานบริษัทละไม่เกิน 45 แปลงอยู่แล้ว ทำให้เกิดงานเอกสารมาก

หากสามารถที่จะรวมสัมปทานหลายๆ แปลงให้อยู่ใต้นิติบุคคลเดียวกัน จะทำให้หักลดหย่อนภาษีได้มากขึ้น ทำให้การลงทุนสำรวจในประเทศไทยมีความเสี่ยงน้อยลง ทั้งนี้ปัจจุบันยังไม่มีบริษัทใดใช้ประโยชน์จากการแก้ไขนี้

ใครคิดว่าการสร้างแรงจูงใจให้เอกชนมาลงทุนเป็นบาปก็ควรเสนอยกเลิก BOI ในธุรกิจอื่นทั้งหมดด้วย

4.ถ้าผูกขาดต้องโขกราคา

ผลผลิตที่เป็นน้ำมันราคาจะตามตลาดโลก แต่ส่วนใหญ่ของเชฟรอนเป็นก๊าซธรรมชาติที่ราคาถูกกำหนดในสัญญา ซึ่งถูกกว่าราคานำเข้าทางท่อจากพม่า

ยิ่งเทียบกับก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ต้องนำเข้าเพิ่มขึ้นๆ ในปัจจุบัน ปรากฏว่าราคาเชฟรอนถูกกว่าถึง 50%!

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท