
สมรภูมิคดีเดือดจุดอวสาน"ยิ่งลักษณ์"
สถานการณ์ในเวลานี้ของยิ่งลักษณ์จึงทำได้ดีที่สุดแค่ก้มหน้าทำใจต่อสู้คดีไปจนกว่าจะหมดภาระ ซึ่งไม่มีใครบอกได้ว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่
โดย....ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ความเคลื่อนไหวหนึ่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก คือ กระบวนการเกี่ยวกับการปราบปรามการทุจริต หลังจากคสช.ได้ตั้งคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) และส่งพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เลขานุการคณะที่ปรึกษาคสช.ทำหน้าที่ประสานงานกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อประสานงานด้านการตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าวเมื่อไม่นานมานี้
จากท่าทีดังกล่าวของคสช.แน่นอนว่าย่อมทำให้ ‘ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร’ อดีตนายกรัฐมนตรี อยู่ในอาการกระสับส่ายพอสมควร เนื่องจากตัวเองมีคดีความที่ป.ป.ช.พิจารณาเสร็จแล้วและที่ยังค้างอยู่ในป.ป.ช.อีกมาก
สำหรับคดีของยิ่งลักษณ์ที่ป.ป.ช.พิจารณาเสร็จแล้ว คือ กรณีการไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งคดีนี้ป.ป.ช.ได้มีมติชี้มูลความผิดและส่งให้วุฒิสภาไปดำเนินการถอดถอนออกจากตำแหน่งตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 พ.ค.ก่อนเกิดการรัฐประหาร แต่ปัจจุบันคดีดังกล่าวยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะยังไม่มีวุฒิสภาส่งผลให้ต้องรอดูท่าทีของคสช.อีกครั้งว่าจะมอบอำนาจการถอดถอนให้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือไม่
ทว่า แม้คดีรับจำนำข้าวเฉพาะในส่วนของการถอดถอนยิ่งลักษณ์จะต้องชะลอออกไปก่อน แต่การไต่สวนความผิดทางอาญานั้นยังคงเดินหน้าไปตามปกติ ภายหลังคสช.มีประกาศฉบับที่ 24/2557 เมื่อวันที่ 23 พ.ค.เพื่อให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มีผลบังคับใช้ต่อไป
จึงเท่ากับว่าสถานะทางกฎหมายและอำนาจของป.ป.ช.มีความชอบโดยสมบูรณ์ ประกอบกับป.ป.ช.เตรียมสรุปข้อมูลและข้อเท็จจริงทั้งหมดภายในเร็วๆนี้ หากคณะกรรมการป.ป.ช.ทั้ง 8 คนเห็นว่าข้อมูลสมบูรณ์พร้อมแล้วก็สามารถพิจารณาได้เลยว่าจะมีมติชี้มูลความผิดหรือไม่ได้ทันที
นอกเหนือไปจากคดีจำนำข้าวที่ยิ่งลักษณ์ต้องเผชิญแล้วยังมีคดีอื่นๆที่ต้องออกแรงต่อสู้อีกไม่น้อย โดยเฉพาะคดีการปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน จากกรณีที่ยิ่งลักษณ์ไม่ได้แจ้งการถือครองนาฬิกามูลค่า 2.5 ล้านบาทต่อป.ป.ช.เมื่อครั้งการรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งในวันที่ 19 มิ.ย.นี้ป.ป.ช.เตรียมจะสรุปสำนวน โดยหากเห็นว่ามีความผิดก็จะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาได้ต่อไป
สถานการณ์ในเวลานี้ของยิ่งลักษณ์ ไม่ต่างอะไรกับการเผชิญวิบากกรรมถึง 2 ระยะ ได้แก่ “ระยะเฉพาะหน้า” กับ “ระยะยาว”
ระยะเฉพาะหน้า คือ คดีการถอดถอน ถึงตอนนี้จะไม่มีวุฒิสภาแต่ด้วยอำนาจรัฎฐาธิปัตย์ของคสช.ย่อมสามารถให้กระบวนการนี้เดินไปต่อได้โดยอาจให้เป็นอำนาจของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เหมือนกับที่สนช.เคยดำเนินการมาแล้วเมื่อปี 2550
ครั้งนั้น สนช.ที่ตั้งขึ้นด้วยอำนาจของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ได้มีการพิจารณาถอดถอน ‘จรัล ดิษฐาอภิชัย’ ออกจากตำแหน่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตามที่ ‘คำนูณ สิทธิสมาน’ สมาชิกสนช.และคณะรวม ในขณะนั้นเป็นผู้เสนอญัตติ
ในชั้นแรกที่ประชุมสนช.ได้พิจารณาเหมือนกันว่าการเสนอญัตติดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวพ.ศ.2549 มาตรา 9 บัญญัติอำนาจของสนช.ไว้เพียงว่า “มีอํานาจตราข้อบังคับเกี่ยวกับการเลือกและการปฏิบัติหน้าที่ของประธานสภา รองประธานสภาและกรรมาธิการ วิธีการประชุม การเสนอและพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ การเสนอญัตติ การอภิปราย การลงมติ การตั้งกระทู้ถาม การรักษาระเบียบและความเรียบร้อย และกิจการอื่นเพื่อดําเนินการตามอํานาจหน้าที่” โดยไม่มีมาตราใดในรัฐธรรมนูญที่มีบทบัญญัติว่าด้วยการถอดถอนบุคคล
แต่สุดท้ายที่ประชุมสนช.มีความเห็นว่าสามารถดำเนินการถอดถอนได้โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.2542 ก่อนที่สนช.จะมีมติ 156 เสียงจากสมาชิกสนช.ทั้งหมด 242 คนถอดถอนจรัลออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 26 ก.ย.2550
เมื่อนำเหตุการณ์ในอดีตมาวิเคราะห์อนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น เป็นไปได้ไม่น้อยที่คสช.จะมอบอำนาจการถอดถอนให้กับสนช. โดยอาจให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการถอดถอนตามรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 มาใช้โดยอนุโลม ซึ่งถ้าออกมาแบบนี้ ‘ยิ่งลักษณ์’ ย่อมมีความเสี่ยงที่จะเดินตามรอยจรัล นั่นหมายถึงการถูกห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี หมดโอกาสจะกลับมาผงาดอีกครั้งไปโดยปริยาย
ใช่ว่าจะมีแต่วิบากกรรมระยะสั้นเท่าที่กำลังสร้างปัญหาให้กับยิ่งลักษณ์ แต่ในระยะยาวอย่างการต่อสู้คดีอาญาก็เป็นขวากหนามไม่แพ้กัน
‘ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง’ คือ สมรภูมิสำคัญที่อดีตนายกฯหญิงต้องเผชิญในระยะยาว เพราะทั้งคดีจำนำข้าว ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ คดีการปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน จะต้องเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกาฯในชั้นสุดท้าย เพื่อตัดสินว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ชื่อยิ่งลักษณ์จะมีบทสรุปตามรอยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ถูกศาลฎีกาฯพิพากษาให้จำคุกหรือไม่
ดังนั้น สถานการณ์ในเวลานี้ของยิ่งลักษณ์จึงทำได้ดีที่สุดแค่ก้มหน้าทำใจต่อสู้คดีไปจนกว่าจะหมดภาระ ซึ่งไม่มีใครบอกได้ว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่
ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ







