posttoday
การปฏิรูปอัยการ

การปฏิรูปอัยการ

16 มิถุนายน 2557

คำสั่งให้คุณอรรถพล ใหญ่สว่าง พ้นจากอัยการสูงสุดไปนั่งที่ทำเนียบรัฐบาล

โดย...สมพล ตระกูลรุ่ง

คำสั่งให้คุณอรรถพล ใหญ่สว่าง พ้นจากอัยการสูงสุดไปนั่งที่ทำเนียบรัฐบาล เป็นความกล้าหาญอย่างมากของ คสช. แม้ไม่เหนือความคาดหมาย แต่ก็สร้างแรงสั่นสะเทือนในวงการยุติธรรม โดยเฉพาะองค์กรที่ชื่อว่า สำนักงานอัยการสูงสุด องค์กรที่เป็นอิสระแม้จะทำหน้าที่ในฝ่ายบริหาร ที่มีความสำคัญต่อการอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชน และเป็นองค์กรสำคัญยิ่งในการช่วยประเทศชาติปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น หากอัยการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามกฎหมาย

ในทุกองค์กรย่อมมีทั้งคนดีและคนเลว สำนักงานอัยการก็เช่นกัน ผมเชื่อว่า อัยการ กว่าครึ่งมีความรักชาติ ยึดมั่นในการอำนวย ความยุติธรรมตามกฎหมายให้กับประชาชนและปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ

ผลงานของคุณอรรถพลในตำแหน่งอัยการสูงสุด อาจจะยังไม่เด่นชัดในการปฏิบัติหน้าที่ เพราะท่านเพิ่งจะเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือน ต.ค. 2556 อันเป็นช่วงเวลาที่มีรัฐบาลก็เหมือนไม่มี คดีสำคัญที่จะต้องให้อัยการสูงสุดเป็นผู้สั่งก็ยัง ไม่มี ท่านจึงมั่นใจว่า ตัวท่านเองไม่ได้ทำอะไรนอกลู่นอกทาง แต่สิ่งที่ท่านรับรองแทนอัยการ ทั้งสำนักงาน มันขัดกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

คดีหมอฆ่าหมอ ที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง แต่ ผู้เสียหายฟ้องเอง คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษายืนว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องนั้น ในฐานะนักกฎหมายพอจะเข้าใจสิ่งที่อัยการสั่งได้ เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีที่ไม่พบศพผู้ตาย อันเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะพิสูจน์ว่า มีการกระทำผิดฆ่าคนตาย

แต่หลายคดีที่ผ่านมา อัยการสั่งคดีที่อธิบายไม่ได้จริงๆ

คดีถอนฟ้องธัมมชโย ที่ถูกฟ้องฐานยักยอกเงิน อัยการสูงสุดมีคำสั่งให้ถอนฟ้อง ในขณะที่เหลือการพิจารณาเพียง 2 นัดเท่านั้นก็จะตัดสินคดีแล้ว อัยการสูงสุดในขณะนั้นคือ พชร ยุติธรรมดำรง ถอนฟ้องเมื่อปี 2549 ช่วงที่ทักษิณ ชินวัตร ยังเป็นนายกรัฐมนตรี และบังเอิญทำกิจกรรมร่วมกับวัดธรรมกาย

คุณอรรถพลคงจำได้ดี เพราะในขณะนั้นเป็นอธิบดีอัยการ คณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) และเป็นโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ได้กล่าวว่าการถอนฟ้องคดีก่อนศาลจะมีคำพิพากษาสามารถทำได้ ซึ่งในอดีตอัยการสูงสุดเคยยื่นคำร้องแล้วเช่นกัน ความผิด พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ คดีกบฏ ผู้ก่อการร้าย แต่ไม่ได้บอกว่าทั้งคดีป่าสงวนและคดีกบฏมีข้อเท็จจริงและเหตุผลใดที่ถอนฟ้อง ในขณะที่การถอนฟ้องธัมมชโย ให้เหตุผลว่า ธัมมชโยได้คืนเงินให้วัดและได้สอนถูกต้องตามพระไตรปิฎกแล้ว

เหตุผลการถอนฟ้องเท่ากับยอมรับว่า ธัมมชโยได้กระทำผิดยักยอกเงินวัดจริง ซึ่งในทางธรรมวินัย ย่อมขาดจากความเป็นพระแล้ว การคืนเงินไม่ทำให้สถานะความเป็นพระกลับคืนมาได้ ส่วนเหตุผลที่บอกว่า ได้สอนถูกต้องตามพระไตรปิฎกแล้วนั้น ต้องบอกตรงๆ ว่า อัยการมั่วมากๆ เพราะทุกวันนี้ธรรมกายยังสอนเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง

คุณอรรถพลต้องอธิบายให้ได้ว่า การ ถอนฟ้องคดีนี้เป็นไปตามกฎหมายจริงๆ หรือเป็นไปเพื่อรักษาประโยชน์ของประเทศชาติ ศาสนาแน่แล้วหรือ

สำหรับชาวพุทธที่ไม่ได้หลงไปนั่งเพ่งลูกแก้ว จะไม่มีวันลืมคดีนี้ได้ และคดีนี้จะเป็นตราบาปของผู้ที่เกี่ยวข้องไปทุกภพทุกชาติ

อีกคดีที่คำอธิบายของอัยการขัดกับความรู้สึกของนักกฎหมายจำนวนมาก คือคดีที่คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ กาญจนาภา หงษ์เหิน (เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน) และ บรรณพจน์ ดามาพงศ์ ถูกฟ้องคดีฐานหลีกเลี่ยงภาษีการขายหุ้นชินคอร์ป ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุก ไม่รอลงอาญา ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องคุณหญิงพจมานและกาญจนาภา ลงโทษจำคุกบรรณพจน์ แต่ให้รอลงอาญา อัยการสูงสุดในขณะนั้นคือ จุลสิงห์ วสันตสิงห์ มีคำสั่งไม่ฎีกา โดยอ้างข้อกฎหมายว่าสามารถทำได้ ประเด็นสำคัญคือ อัยการเห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ จึงไม่ฎีกา เพราะการฎีกาต้อง มีเหตุผลคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์

คดีนี้ยังมีข้อเท็จจริงอีกว่า ประธานศาลอุทธรณ์ได้ทำความเห็นไว้ท้ายคำพิพากษา ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์

การอ้างแต่อักษรว่าทำได้ เป็นเหมือน ศรีธนญชัยที่อ้างแต่ประโยชน์ เห็นด้วยกับ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แล้วไม่ฎีกานั้น แม้กฎหมายให้ทำได้ แต่ต้องดูเนื้อหาของคดีด้วยว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ ถ้าบอกเห็นด้วยกับพิพากษาของศาลอุทธรณ์จนไม่มีเหตุผลโต้แย้ง แล้วเหตุผลที่ยื่นฟ้องตั้งแต่ศาลชั้นต้นหายไปไหน หรือเหตุผลที่ฟ้องครั้งแรกเข้าใจผิด อัยการที่พิจารณาให้ยื่นฟ้องนั้นบกพร่องหรือมือไม่ถึงใช่ไหม ทั้งๆ ที่คดีนี้แม้แต่ประธานศาลอุทธรณ์ยัง ไม่เห็นด้วย

ยังมีอีกหลายคดีที่ค้างคาใจของประชาชน ถ้าจะค้นมาเล่าสู่กันฟัง สัปดาห์หนึ่งก็ไม่จบ

แม้อัยการจะมีดุลพินิจ แต่การใช้ดุลพินิจจะต้องมีขอบเขต ไม่ใช่จะใช้อย่างไรก็ได้ เหนือสิ่งอื่นใด การใช้ดุลพินิจของอัยการซึ่งเป็นทนายแผ่นดิน จะต้องเป็นไปเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน

ในฐานะที่อัยการเป็นหนึ่งในกระบวนการยุติธรรม จึงยังจำเป็นต้องมีความเป็นอิสระในการพิจารณาคดีตามกฎหมาย เช่นเดียวกับตุลาการ ซึ่งที่ผ่านมาอัยการเรียกร้องจนได้ความเป็นอิสระ ได้ค่าตอบแทนเท่าตุลาการ แต่อัยการรักษาความเป็นอิสระไม่ได้เหมือนตุลาการ

ความอิสระที่ต้องมี มิใช่เพียงแค่เป็นองค์กร ที่ไม่อยู่ภายใต้การเมือง แต่ความอิสระที่สำคัญ ยังต้องปราศจากผลประโยชน์นอกเหนือจากค่าตอบแทนปกติ โดยเฉพาะผลประโยชน์ที่ได้จากหน่วยงานที่อาจมีข้อพิพาทมาสู่การพิจารณา ของอัยการ

ทุกวันนี้ อัยการระดับสูงไปเป็นบอร์ดในรัฐวิสาหกิจต่างๆ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นเมื่อไร แต่ค่าตอบแทนที่ได้รับในฐานะบอร์ด ปีละเป็นหลักล้านบาทซึ่งในรัฐวิสาหกิจใหญ่ๆ ทั้งค่าตอบแทนเป็นตัวเงิน และผลประโยชน์อื่นๆ รวมกันแล้วมากกว่าเงินเดือนที่ได้รับในตำแหน่งอัยการ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปดูงานต่างประเทศ การได้สิทธิพิเศษในรัฐวิสาหกิจนั้นๆ การได้วงเงินบัตรเครดิตใช้จ่ายเดือนละเป็นแสน หรือค่าใช้จ่ายการตีกอล์ฟของบอร์ด บริษัท ทีโอที ที่เพิ่งเป็นข่าวไป

อัยการเป็นทนายแผ่นดิน มีหน้าที่ให้คำปรึกษากับหน่วยงานของรัฐ รวมทั้งรัฐวิสาหกิจด้วย แต่การให้คำปรึกษาหรือให้ความเห็นทางกฎหมาย ไม่จำเป็นต้องไปนั่งเป็นบอร์ด ให้ คำปรึกษาที่สำนักงานอัยการก็ได้ ซึ่งมีศักดิ์ศรีใน วิชาชีพมากกว่า

การปฏิรูปอัยการเป็นสิ่งที่ต้องกระทำ ซึ่งอัยการส่วนใหญ่ที่เป็นข้าราชการที่ดีก็ต้องเข้าใจและต้องรับความเป็นจริง สำนักงานอัยการอาจต้องบอบช้ำบ้าง แต่ก็ต้องยอมให้เปลี่ยนแปลงเพื่อศักดิ์ศรีของคำว่า อัยการ ในวันข้างหน้า

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท