
โลกเสมือนแห่งความเป็นจริง
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเครือข่ายสังคมออนไลน์ หรือที่เรียกกันติดปากว่า โซเชียลมีเดีย เป็นสะพานเชื่อม
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเครือข่ายสังคมออนไลน์ หรือที่เรียกกันติดปากว่า โซเชียลมีเดีย เป็นสะพานเชื่อมให้โลกแห่งความเป็นจริงกับโลกเสมือนมารวมอยู่ด้วยกันและดำเนินไปพร้อมๆ กัน
โลกอินเทอร์เน็ตในยุคปัจจุบันจึงแตกต่างในอดีตอย่างเห็นได้ชัด เพราะเดิมนั้นผู้คนจำนวนไม่น้อยมักคิดว่าจะพูด จะโพสต์ จะทำอะไรก็ได้ หรือแม้แต่ปล่อยด้านมืดบางอย่างออกมาบนโลกอินเทอร์เน็ต เพราะเหมือนเป็นโลกที่เต็มไปด้วยหมอกสีทึมที่ช่วยอำพรางตัวตนที่แท้จริงของคนผู้นั้น จะเปิดเผยกันก็เพียงแต่ชื่อที่ตั้งขึ้นเล่นๆ เพื่อใช้ท่องโลกออนไลน์
ทว่า โลกอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันกลับเปรียบเหมือนการเดินกลางแดดเปรี้ยงที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็สามารถมองเห็นได้แต่ไกล หรือแม้แต่เลือกจะยืนอยู่เฉยๆ เพื่อเฝ้ามองอย่างเงียบๆ ก็ไม่อาจรอดสายตาของผู้อื่นไปได้ ที่สำคัญ คนอื่นๆ สามารถนำเอาสิ่งที่เราทำไปแชร์ต่อให้อีกหลายคนได้รับรู้ทันที และเพียงเวลาไม่กี่นาทีสิ่งที่เราทำขึ้นอาจถูกแชร์ต่อออกไปอย่างกว้างขวางเกินกว่าที่เราจะคาดคิด
โลกเสมือนจริงในปัจจุบันจึงไม่ใช่สังคมของการหลบเร้น หรือแปลงร่างเป็นอีกคนที่แตกต่างไปจากโลกแห่งความเป็นจริง หากแต่เป็นอีกสังคมที่สะท้อนตัวตนของเราในโลกของความเป็นจริง
แม้ทั้งสองโลกจะคู่ขนานกันมากขึ้น หากแต่ผู้คนจำนวนไม่น้อยก็ยังดูเหมือนจะมีลักษณะอันแตกต่างอย่างชัดเจนบนโลกแห่งความเป็นจริงและโลกอินเทอร์เน็ต
หนึ่งในลักษณะบางอย่างที่พอจะเห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ การแสดงความเห็น
บางคนอาจดูเขินอายและนิ่งเงียบในโลกแห่งความเป็นจริง แต่เมื่ออยู่บนโลกของสังคมออนไลน์แล้ว เขาหรือเธอคนนั้นก็ดูจะเป็นนักแสดงความเห็นตัวยงที่มีข้อความดุดันออกมาอยู่เสมอ
เว็บไซต์ momypedia.com รายงานว่า ผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก และมหาวิทยาลัยสแครนตัน ในสหรัฐ ที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Memory & Cognition ระบุว่า ผู้ที่เล่นเฟซบุ๊กเป็นประจำนั้นจะจดจำข้อความที่มีผู้โพสต์ลงในเฟซบุ๊กได้ดีกว่าการจดจำประโยคในหนังสือถึง 1.5 เท่า และผู้ใช้เฟซบุ๊กเป็นประจำยังสามารถจดจำข้อความที่เพื่อนโพสต์ได้ดีกว่าการจดจำใบหน้าของเพื่อนถึง 2.5 เท่า
ทีมวิจัยระบุเหตุผลที่ทำให้คนจำข้อความในเฟซบุ๊กได้ดีกว่าข้อความในหนังสือและ ใบหน้าของบุคคลว่า เป็นเพราะระหว่างการอ่านข้อความในเฟซบุ๊กนั้น สมองของเรา ตอบสนองกับข้อความในลักษณะของการ โต้ตอบระหว่างคนจริงๆ มากกว่าที่จะเป็นเพียงตัวอักษร โดยเฉพาะข้อความประเภทตลก นินทา ตำหนิ
ข้อความเหล่านี้มักเป็นข้อความที่ผู้โพสต์ไม่ได้มีการขัดเกลาประโยคให้สละสลวยเหมือนอยู่ในหนังสือ และส่วนใหญ่มักเป็น ข้อความที่คล้ายกับภาษาพูด จึงทำให้อยู่ในความทรงจำได้ง่ายกว่าปกติ
เมื่อการแสดงความเห็นผ่านสังคมออนไลน์เป็นเรื่องที่แสนง่ายดาย เพราะเพียงพิมพ์ข้อความไม่กี่ประโยคและก็กดปุ่มโพสต์ขึ้นไป หลายคนจึงใช้สังคมออนไลน์ในการบอกกล่าวความรู้สึกแทนการพูดออกจากปากในชีวิต และอีกจำนวนไม่น้อยก็เลือกใช้เป็นพื้นที่ระบายบางสิ่งบางอย่าง
ผู้คนจำนวนไม่น้อยจึงดูเหมือนจะมีความอดทนอันแสนจำกัด เมื่ออยู่บนเครือข่าย สังคมออนไลน์ ข้อความบ่นระบายถึง เหตุการณ์อันไม่สบอารมณ์ที่พบเจอระหว่างการดำเนินชีวิตจึงมักปรากฏให้เห็นผ่าน หน้าจอเป็นจำนวนมาก
รถติด อาหารไม่อร่อย คนอื่นทำบางสิ่งบางอย่างให้ไม่พอใจ งานยุ่งเกินไป ฯลฯ เมื่อมีบางสิ่งบางอย่างเข้ามาสะกิดอารมณ์เพียงเล็กน้อย บางคนก็อาจต้องบอกเล่าอารมณ์ที่ตัวเองรู้สึกในขณะนั้นผ่านสังคมออนไลน์ทันที
ไม่ใช่แค่ความอดทนต่อเหตุการณ์ที่ชวนให้ไม่สบอารมณ์ที่ลดลง หากแต่สมาชิกสังคมออนไลน์จำนวนหนึ่งยังไม่สามารถเก็บเอากิจกรรมในการดำเนินชีวิตเอาไว้เป็นเรื่องที่รับรู้เพียงลำพังได้ แม้บางเรื่องจะเป็นเรื่องที่แสนจะเล็กน้อยมาก และดูจะเป็นกิจกรรมปกติที่ทำมาเป็นประจำตั้งแต่ยังไม่มีสังคมออนไลน์ แต่หลังมีสังคมออนไลน์หลายคนก็ดูเหมือนจะอดทนไม่ได้ที่จะบอกเล่ากิจกรรมประจำวันเหล่านั้นออกไป
ไม่ใช่เรื่องผิด ที่เราจะใช้ช่องทางในการสื่อสารสิ่งที่นึกคิด ความเห็น และกิจกรรมต่างๆ ไปให้ผู้คนได้รับรู้ เพราะจริงๆ แล้วเครือข่ายสังคมออนไลน์ก็ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์ในการให้ผู้คนสามารถติดตามความเป็นไประหว่างกันได้อย่างรวดเร็วและสะดวก
แต่ในฐานะผู้ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ เราอาจต้องรู้ว่าข้อความที่เราส่งออกไปเป็นที่จดจำของผู้คนได้ง่าย และสามารถถูกเผยแพร่ต่อไปได้อย่างกว้างขวางและรวดเร็ว
ฉะนั้น ข้อความบางข้อความ หากไม่คิดไตร่ตรองให้ดีก่อนที่จะตัดสินโพสต์ออกไป ไม่ว่าจะด้วยอารมณ์ชั่ววูบหรือเพราะขีดจำกัดของความอดทนที่หมดลง ข้อความเหล่านั้นก็อาจส่งผลเสียกลับมาที่ตัวเราได้ในวันหนึ่ง ข้างหน้า
ที่สำคัญ อย่าลืมว่าสิ่งที่อยู่บนอินเทอร์เน็ตนั้นเป็นสิ่งที่มีอายุยาวนาน และไม่ได้สูญสลายไปตามกาลเวลา ยิ่งเทคโนโลยีมีเครื่องมือในการค้นหาข้อมูลที่ก้าวล้ำมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้การค้นหาที่มาของข้อมูลเป็นไปได้ง่ายมากขึ้น ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป ข้อความที่เราโพสต์ออกไปในอดีต ก็อาจถูกใครบางคนขุดคุ้ยขึ้นมาเพื่อหวังที่จะสร้างผลเสียให้กับตัวเราได้
โลกอินเทอร์เน็ตไม่ใช่โลกเสมือนที่ผู้คนจะสามารถเข้าไปทำอะไรก็ได้ตามใจชอบโดยไม่มีใครรู้ตัวตนที่แท้จริง แต่เป็นอีกโลกหนึ่งที่ผู้คนเข้าไปใช้ชีวิตคู่ขนานกับโลกแห่งความเป็นจริง และเป็นอีกหนึ่งประตูที่จะเปิดเผยตัวตนของเราไปให้สังคมได้เห็น หรืออาจเรียกว่าเป็นโลกเสมือนแห่งความเป็นจริงก็คงไม่ผิดนัก
เมื่อเทคโนโลยีทำให้ผู้คนต้องเข้าไปดำเนินชีวิตในสองโลกที่คู่ขนานกัน ทุกย่างก้าวและการตัดสินใจบนโลกเสมือนจึงต้องใช้สติที่สมบูรณ์พร้อมไม่ต่างอะไรกับโลกแห่งความเป็นจริง







