
มาแว้วว...
....สันทัด กรณี
มาแว้ววว...หายหน้าหายตาไม่ได้พบท่านผู้อ่านซะนาน อันที่จริงไม่ได้หายไปไหน ยังทำหน้าที่ร่วมคาราวานกองบรรณาธิการเคลื่อนที่ทุกวี่ทุกวัน
ครับ...ผู้อ่านหลายท่านกรุณาถามไถ่มาด้วยความห่วงใย ขอขอบพระคุณด้วยความซาบซึ้งหัวใจยิ่ง...
บรรยากาศบ้านเราอบอวลไปด้วยความเครียด อึดอัด คับข้องใจ ไม่ว่าจะยืนอยู่ฝ่ายไหน หรือไม่ยืนอยู่ฝ่ายใด ล้วนแล้วแต่ต้องแบกรับความรู้สึกนี้
อืมมม...ไม่พบกันหลายวัน การจะเพิ่มทุกข์ให้ผู้อ่านมันดูโหดร้ายเกินไป มาคุยเรื่องเบา เอาเรื่องไม่เป็นเรื่องมาคุยกันดีกว่าเนอะ...ดีนะ
ด้วยแรงยั่วยุจากคุณพี่คุณน้องในกองบรรณาธิการ และมิตรรักแฟนเพลง อยากให้บอกกล่าวถึงช่วงเวลาที่หายไป ดังนั้นวันนี้ขออนุญาตโม้หน่อยเถอะครับ
โม้ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อวันเผากรุง 19 พ.ค. แล้วหลังจากนั้นไปทำอะไรที่ไหนกันมา
ครับวันนั้นประวัติศาสตร์การเมืองไทยต้องบันทึก
มองด้วยสายตานักประวัติศาสตร์ ความแตกต่างจากความขัดแย้งทางการเมืองในทุกครั้งตรงที่เมื่อสถานการณ์พัฒนาถึงขั้นแตกหัก
เป้าหมายการทำลาย แทนที่จะจำกัดอยู่ในคู่ขัดแย้ง นั่นคือระหว่างทางการกับมวลชนที่ออกมาต่อต้านอำนาจรัฐ ปรากฏว่าเป้าหมายการทำลายดันเป็นอาคารห้างร้านของเอกชน สื่อมวลชน และแม้กระทั่งประชาชนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งครั้งนี้ซักนิด
วันนั้นหลังจากมีการบุกเผาอาคารห้างร้านต่างๆ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงที่แตกสาขาย่อยออกมาแถวบ่อนไก่ คลองเตย ประกาศสานต่อเจตนารมณ์แม้วๆ เผาเรื่อยไปจนกระทั่งไปถึงตึกสถานีโทรทัศน์ช่อง 3
ทางพวกผมได้รับแจ้งข่าวจากนักข่าวโพสต์ทูเดย์ที่เสี่ยงตายในพื้นที่ว่า อาคารบริษัทเอกชนใหญ่คนร่วมซอยกับโพสต์ทูเดย์และทางเราจะได้รับเกียรตินั้นด้วย โดยได้มีการประกาศบนเวทีย่อยไปแล้ว
อลหม่านกันพอสมควร แต่มีการฝึกซ้อมมาดี ทุกประการจึงเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว ฉับไว
ไอ้เรื่องหนีกับกินเนี่ย...ไม่ค่อยแพ้ใครหรอก (ฮา)
ทั่นบรรณาธิการข่าว ประกาศว่าใครที่ไม่มีหน้าที่ ใครไม่จำเป็นต้องอยู่ให้เดินทางกลับ เหลือเฉพาะที่ต้องทำหน้าที่เพื่อพยายามให้หนังสือพิมพ์ออกให้ได้...
แวบเดียวกองบรรณาธิการโพสต์เหลืออยู่ 13 คน
คนจำเป็นต้องกลับก็กลับ แต่คนที่มีหน้าที่ คนที่จำเป็นต้องอยู่ ดันหายไปกับเขาด้วย...ฮา...
เอ่อ...เพิ่งมาฮาเอาวันสองวันนี่แหละครับ...ฮ่า ฮ่า
ครับ...ก็ทำงานกันท่ามกลางความมืด เปิดไฟฉายเล็กที่บางคนพกติดตัว ซึ่งมีอยู่ 23 อัน เข็นหนังสือพิมพ์ออกมา ซึ่งสภาพมันก็ไม่ได้เสี่ยงไปกว่านักข่าวที่เสี่ยงตายอยู่ในสนาม...หรอกครับ...
ผู้อ่านส่งอีเมลมาถาม... คุณสันทัด กรณี ไม่กลัวหรือต้องทำงานในสภาพกดดันในความมืด อันที่จริงไม่ต้องเสี่ยงขนาดนั้น ไม่มีใครโกรธหรอกถ้าไม่มีหนังสือพิมพ์อ่านในวันรุ่งขึ้น และยังอีกหลายท่านที่บอกกล่าวมาในลักษณะนี้ ฯลฯ ...ขอบพระคุณยิ่งครับ
ครับ...ผมคงไปตอบแทนคนอื่นไม่ได้ว่า ในสภาพอย่างนั้นแต่ละคนแต่ละท่านที่อยู่ในความมืด และมีการปะทะระหว่างคนเสื้อแดงกับบริษัทข้างเคียงก่อนถึงตึกเราเนี่ย มองเห็นเปลวไฟ ได้ยินเสียงบึ้ม...อูย
ใครกลัว ใครไม่กลัว ใครคิดอย่างไร...ไม่ทราบ
ตอบได้ก็แต่ความคิดของผมคนเดียว...กลัวครับ
ถ้า...ก้าวขาออก...ผมเผ่นไปนานแล้วดิ...ฮ่า ฮ่า ฮ่า







