posttoday
เอกลักษณ์ทางการเมืองของจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ตอน 1)

เอกลักษณ์ทางการเมืองของจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ตอน 1)

13 มิถุนายน 2557

เราจะอยู่กันอย่างไรในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) และคนใน จชต. จะอยู่ร่วมกันกับคนในภาคอื่นๆ ของสังคมไทยอย่างไร แล้วถ้าจะให้อยู่กันได้ เราจะต้องทำอะไรบ้าง นี่คือตัวอย่างของโจทย์คำถามที่ถูกยกขึ้นมาถกแถลงในการประชุมเรื่อง นโยบายการบริหารและการพัฒนา จชต. พ.ศ. 2558-2560 ซึ่งจัดโดยสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา

เราจะอยู่กันอย่างไรในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) และคนใน จชต. จะอยู่ร่วมกันกับคนในภาคอื่นๆ ของสังคมไทยอย่างไร แล้วถ้าจะให้อยู่กันได้ เราจะต้องทำอะไรบ้าง นี่คือตัวอย่างของโจทย์คำถามที่ถูกยกขึ้นมาถกแถลงในการประชุมเรื่อง นโยบายการบริหารและการพัฒนา จชต. พ.ศ. 2558-2560 ซึ่งจัดโดยสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา

ขอเสนอคำตอบสั้นๆ ว่า เราต้องบริหารและพัฒนา จชต.อย่างเข้าใจ มีประสิทธิภาพ และมีประสิทธิผล ด้วยความเคารพในเอกลักษณ์ทางการเมืองของ จชต. โดยทำการปฏิรูประบบการเมืองของ จชต.ให้เข้ากันได้กับเอกลักษณ์ ทางการเมืองของสังคมไทยโดยรวม แต่คำถาม ที่สำนักงาน สมช. ถามมีความเจาะจงพอสมควร ซึ่งจะขอตอบเป็นข้อๆ ตามที่ถามดังนี้

สถานการณ์ใน จชต. ที่ผ่านมาและแนวโน้มในอนาคตเป็นอย่างไร

สถานการณ์มีความรุนแรงทางตรงอยู่ในระดับสูง สูงสุดในปี 2550 ซึ่งในปีนั้นมีผู้เสียชีวิตเกือบวันละ 2 คน จากนั้นได้ลดลงเหลือน้อยกว่า 1 คนต่อวัน อย่างไรก็ดี เมื่อมีปัญหาทางการเมืองในส่วนกลาง และการพูดคุยสันติภาพได้หยุดชะงักลง แนวโน้มการเสียชีวิตได้เพิ่มมากขึ้นเป็นกว่า 1 คนต่อวัน ซึ่งรวมถึงเป้าหมายอ่อนแอ (หมายถึงพลเรือนผู้ไม่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้) ที่เสียชีวิตเพิ่มขึ้นด้วย แสดงว่ามาตรการความมั่นคง ไม่สามารถทำให้เกิดความปลอดภัยได้เท่าที่ควร

ความรุนแรงเชิงโครงสร้างดำรงอยู่ เพราะการบริหารราชการพลเรือนยังไม่เอาจริงเอาจังนัก จชต.รั้งท้ายเสมอมาในด้านผลผลิตมวลรวมของจังหวัด รั้งท้ายเสมอมาในเรื่องผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ทรัพยากรธรรมชาติ (น้ำ ดิน ป่า ฯลฯ) ก็ถูกแย่งชิงไปเหมือนอย่างเคย กระบวนการยุติธรรมล่าช้าอย่างไรก็อย่างนั้น ทางการชอบกล่าวถึงภัยแทรกซ้อน เช่น ยาเสพติด น้ำมันเถื่อน สถานบันเทิง/ธุรกิจผิดกฎหมาย การตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร การแพร่หลายของอาวุธ ทั้งที่จดทะเบียนและอาวุธสงคราม แต่ยังมอง ไม่เห็นแนวโน้มการลดลงของปัญหาเหล่านี้มากนัก ส่วนโครงสร้างทางการเมือง มีการเสริมอำนาจการปกครองจากส่วนกลาง (นั่นคือราชการส่วนภูมิภาค ทั้งพลเรือนและทหาร) แต่การให้คนในพื้นที่มีส่วนในการตัดสินใจ ปกครองกันเอง ตลอดจนการพัฒนาการปกครองท้องถิ่น ก็ยังเหมือนเดิม แม้ว่าจะมีการศึกษาและเสนอแนะในเรื่องนี้มากมาย สรุปก็คือปัญหาเชิง โครงสร้างที่ทราบกันดี ก็ดำรงหรือทรงตัวอยู่

ความรุนแรงทางวัฒนธรรมเป็นส่วนที่อยู่ลึกและปรับปรุงแก้ไขได้ยาก อย่างไรก็ดี ทางราชการมีการทำความเข้าใจในเรื่องนี้เพิ่มมากขึ้น และมีแนวโน้มที่ดีในหลายๆ ด้าน เช่น ผ่อนผันและสนับสนุนการใช้ภาษาพูดที่เป็นภาษามลายูท้องถิ่น มีการเปิดพื้นที่ทางการศึกษาประวัติศาสตร์ มีการสนับสนุนการประกอบศาสนกิจของผู้นับถือศาสนาอิสลาม แม้ปัญหาสำคัญในเรื่องการเคารพเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมจะผ่อนคลายลงในพื้นที่ จชต. แต่ยังขาดการทำความเข้าใจกับสังคมไทยโดยรวม ซึ่งคนส่วนใหญ่ยังอยู่ใต้วาทกรรมครอบงำของสังคมในเรื่อง หนึ่งรัฐ-หนึ่งชาติพันธุ์ มาตลอด จึงไม่เข้าใจว่าทำไมคน “ไทย” ใน จชต.จึงดิ้นรนต่อสู้เพื่อรักษาเอกลักษณ์มลายูถึงปานนี้

อะไรคือรากเหง้าและสาเหตุของปัญหา

จะขอให้แนววิเคราะห์ ที่ตั้งชื่อเอาเองว่า PRIC มาใช้ (ไม่รู้จะจ๊าบเหมือนพริกหรือเปล่า) คำๆ นี้ย่อมาจาก Power, Right, Interest, Culture แปลว่า อำนาจ (รวมถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจ) สิทธิ (รวมถึงการคุ้มครองสิทธิอย่างยุติธรรม) ผลประโยชน์ (ทั้งทางเศรษฐกิจ การเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ และทางสังคม) และวัฒนธรรม (รวมถึงทัศนคติ อคติ ระบบความคิด/ความเชื่อ)

รากเหง้าของปัญหาในทางอำนาจสืบเนื่องจากการพ่ายแพ้ของรัฐปาตานีในศึกสงครามสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น การผนวกดินแดน จชต. (รวมสตูล) เข้าเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรสยาม ตามสนธิสัญญา สยาม-อังกฤษ ในปี 2452 และการส่งคนจากส่วนกลาง (ปัจจุบันเรียกว่าผู้ว่าราชการจังหวัด) เข้าไปปกครอง จชต.มาโดยตลอด

รากเหง้าของปัญหาในด้านสิทธิคือ การรับรู้/รู้สึกของคนในพื้นที่ว่าตนเป็นพลเมืองชั้นสอง แต่ก่อนติดต่อกับทางการได้ลำบาก และไม่ค่อยได้รับความเป็นธรรม เพราะการเป็นแขกที่พูดภาษามลายูเคยเป็นความแปลกแยกสำหรับข้าราชการส่วนใหญ่ เรากำลังพูดถึงรากเหง้าที่มีมาแต่อดีต แม้มีความพยายามปรับปรุงแก้ไข แต่การรับรู้/รู้สึกของคนก็เปลี่ยนได้ช้า และการแก้ไขก็ยังไม่ทั่วถึง อย่างไรก็ดี ผลพวงจากการพยายามให้คนเชื้อสายมลายูมีสิทธิเท่าเทียมกับคนเชื้อสายอื่นๆ อาจสร้างความรับรู้/รู้สึกของคนเชื้อสายอื่นๆ ว่าสิทธิของตนด้อยลงไป จนจะกลายเป็นพลเมืองชั้นสองเองไปบ้างแล้ว

รากเหง้าของปัญหาในด้านผลประโยชน์คือ เศรษฐกิจเมืองและนอกภาคเกษตรได้เปรียบเศรษฐกิจชนบทมาตลอด การศึกษาของคนเมืองก็ดีกว่าเช่นกัน เรื่องนี้เป็นปรากฏการณ์ทั่วไป ไม่เฉพาะใน จชต. อย่างไรก็ดี เนื่องจากคนเชื้อสายมลายูส่วนมากจะอยู่ในภาคชนบท ส่วนในเมืองจะมีคนเชื้อสายจีนที่กุมเศรษฐกิจได้ดีกว่า ผลคือความเหลื่อมล้ำและการแบ่งผลประโยชน์ที่ไม่เป็นธรรมที่เป็นหนึ่งในรากเหง้าของปัญหา

รากเหง้าของปัญหาทางวัฒนธรรมจะอยู่ลึก ที่สุด เราได้กล่าวแล้วถึงเอกลักษณ์ทางภาษา ประวัติศาสตร์ และศาสนา แต่สิ่งเหล่านี้รวมกันทำให้เกิดระบบความคิด/ความเชื่อที่หยั่งรากลึก ซึ่งโจฮัน กาลตุง ปรมาจารย์ผู้ศึกษาความขัดแย้งเรียกว่า วัฒนธรรมส่วนลึก วัฒนธรรมหนึ่งมีชื่อย่อว่า CGT (ย่อมาจาก Chosen, Glory, Trauma) อาจเป็นได้ว่าคนใน จชต.จะมีระบบความคิด/ความเชื่อว่า การเป็นชาวปาตานีหมายถึงการเป็นชนที่ถูกเลือก (Chosen) ให้เป็นเสาหลักทางศาสนา เป็นระเบียงแห่งเมกกะ หมายถึงการเป็นชนผู้มีประวัติศาสตร์อันรุ่งเรือง (Glory) เช่น รุ่งเรืองทางการค้า ทางการเกษตร ทางการปกครองสมัยรานี ทางเทคนิคการสู้รบด้วยการสร้างปืนใหญ่ตานี ฯลฯ รวมหมายถึงการเป็นชนที่ถูกรังแกและมีบาดแผลทางประวัติศาสตร์ (Trauma) รวมทั้งการสูญเสีย ดินแดนและการถูกบังคับกลมกลืนทางวัฒนธรรม ในบรรดาคนที่หล่อหลอมด้วยวัฒนธรรม CGT จะมีจำนวนหนึ่งที่มีระบบความคิด/ความเชื่อที่ โจฮัน กาลตุง เรียกว่า DMA (ย่อมาจาก Dualism, Manicheism, Armageddon) อยู่ด้วย กล่าวคือมีวัฒนธรรมเลขสอง (Dualism) คือการแบ่งฝ่ายแล้วเลือกข้าง มีความเชื่อว่าฝ่ายตนถูกหรือเป็นฝ่ายเทพ ส่วนอีกฝ่ายเป็นมาร เป็นพวกนอกรีต (Manicheism) และเชื่อว่า ไม่มีทางที่เทพกับมารจะอยู่ร่วมกันได้ จึงต้องทำสงครามครั้งสุดท้ายเพื่อกำจัดมาร (Armageddon) ถ้าการวิเคราะห์ของกาลตุงมีส่วนถูก หมายความว่าขบวนการที่ต่อสู้ด้วยอาวุธ มีวัฒนธรรมส่วนลึก แบบ CGT + DMA ที่ทำให้ต่อสู้อย่างไม่ลดละ เพื่อให้ได้ชัยชนะ เพื่อจะได้ไม่ต้องอยู่ด้วยกัน

ในวันที่ถกแถลงกันในเรื่องนโยบายการบริหารและพัฒนา จชต. ยังมีคำถามที่ต้องตอบอีกสามข้อ ซึ่งจะขอยกไปเขียนในบทความตอนต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท