posttoday
เอสเอ็มอีร่อแร่รอคสช. คืนความสุข

เอสเอ็มอีร่อแร่รอคสช. คืนความสุข

13 มิถุนายน 2557

จําได้ว่าเมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยึดอำนาจได้เพียงสัปดาห์เศษ

โดย...เสาวรส รณเกียรติ

จําได้ว่าเมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยึดอำนาจได้เพียงสัปดาห์เศษ ก็มีการเรียกประชุมหน่วยงานราชการทุกกระทรวงทบวงกรม เพื่อให้เสนอเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องทำ พร้อมทั้งปัญหาและอุปสรรคต่างๆ

จากนั้นก็ให้แต่ละหน่วยงานส่งการบ้านภายใน 2-3 วัน ภายหลังประชุม เพื่อที่ คสช.จะได้นำการบ้านนั้นมาพิจารณาดำเนินการต่อไป

เชื่อแน่ว่าในบรรดาเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องมีการเสนอ คสช. ลำดับต้นๆ จะต้องมีเรื่องการขอให้เร่งแก้ปัญหาให้กับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในเรื่องของสภาพคล่อง เงินสดขาดมือ จากการที่ยอดขายสินค้าลดลง เพราะการชุมนุมทางการเมือง เป็นเวลายาวนานกว่า 6 เดือน ทำให้ผู้บริโภค จับจ่ายใช้สอยลดต่ำลง

อย่างไรก็ตาม ผ่านมาจนกระทั่งถึงบัดนี้ ก็ยังไม่เห็นมาตรการแก้ไขที่เป็นรูปธรรมออกมา ล่าสุดที่เห็นคือการตั้งคณะกรรมการส่งเสริมสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมขึ้น ซึ่งก็ต้องมีขั้นตอนอีกมากมายกว่าจะมี มาตรการออกมา

ผิดกับความรวดเร็วอย่างมากในการคืนความสุขให้คอบอลโลก ด้วยการสั่งให้สำนักงาน คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ไปหาทางล้วงเงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) มาจ่ายชดเชยให้กับเอกชน คือบริษัท อาร์เอส ที่ได้ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอลโลก

เป็นการสั่งการที่รวดเร็วทันทีที่ศาลปกครองมีคำสั่งให้ กสทช.คู่กรณีกับอาร์เอส แพ้คดีการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก และก่อให้เกิดคำถามและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมามากมาย

เพราะในอดีตฟรีทีวีก็เคยรวมตัวเป็นทีวีพูลไปประมูลซื้อลิขสิทธิ์บอลโลกมาฉายให้คอบอลได้ดูครบทุกแมตช์อยู่แล้ว ส่วนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นก็ใช้วิธีการหาโฆษณามา แม้ คสช.จะอ้างว่าไม่ได้ใช้เงินงบประมาณจ่ายชดเชย แต่ใช้เงิน กทปส. ซึ่ง คสช.คงลืมไปว่าเงินของหน่วยงานรัฐ หรือหน่วยงานอิสระนั้นรากเหง้ามาจากเงินของคนในประเทศไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ดูท่าแล้ว ถ้า คสช.ยังเชื่อที่ปรึกษาที่เคยอยู่ข้างกาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่แนะนำให้ คสช.เดินรอยตาม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ด้วยการทำอะไรก็ได้ที่เรียกความนิยมจากมหาชนแต่ต้นมือ เพื่อลดแรงเสียดทาน แต่กลับกันก็อาจจะทำให้ คสช.ต้องประสบปัญหาไม่แตกต่างจาก พ.ต.ท.ทักษิณ

เพราะต้องไม่ลืมว่า คสช.ยึดอำนาจมาครั้งนี้ไม่ใช่เพราะมาเพื่อสร้างภาพ เอาคะแนนนิยมจากประชาชนในประเทศ แต่มาเพื่อแก้ไขปัญหาประเทศที่มีอยู่มากมาย

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การแก้ปัญหาเอสเอ็มอีที่อืดอาดล่าช้า เพราะในขณะที่เอสเอ็มอีกำลังประสบปัญหาสภาพคล่องอย่างหนัก ธนาคารพาณิชย์ไม่กล้าปล่อยเงินกู้เพิ่มเติม เพราะเกรงจะมีปัญหาหนี้เสียเกิดขึ้น เห็นได้จากตัวเลขของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่รายงานผลการปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอี 4 เดือนที่ผ่านมา เติบโตเพียง 8% หรือขยายตัวเฉลี่ยเพียงเดือนละ 2% เท่านั้น

นอกจากนี้ ธปท.ยังแสดงความกังวลถึง ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีบางกลุ่มที่ขาด สภาพคล่อง เพราะเข้าไม่ถึงสินเชื่ออีกด้วย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีรายเล็กที่ติดเรื่องหลักประกันการขอกู้เงินเพิ่มเติม

เพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอี ก่อนหน้านี้จึงมีการเสนอให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาค้ำประกันเงินกู้เพิ่มจาก 18% เป็น 50% แต่ บสย.ขอเงินชดเชยส่วนที่ประกันเพิ่มนี้ประมาณ 5,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยสภาพคล่องเอสเอ็มอีได้ไม่ต่ำกว่า 5.2 หมื่นราย

แต่เรื่องก็ค้างคาตั้งแต่รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เรื่อยมาจนถึงบัดนี้ ก็ยังไม่เห็นวี่แววที่จะมีการอนุมัติออกมา

ต้องไม่ลืมว่าเอสเอ็มอีในประเทศไทยนั้น มีอยู่มากมายถึง 2.8 ล้านราย และเป็นฐานใหญ่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ผ่านมา ที่สำคัญก่อให้เกิดการจ้างงานสูงถึง 14.66 ล้านคน

แต่กลับถูกทอดทิ้งมาโดยตลอด ทั้งที่มีปัญหามากมายหลากหลายประเดประดังเข้ามา การแก้ปัญหามีทั้งเรื่องการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า อย่างการเพิ่มสภาพคล่องให้กับธุรกิจเอสเอ็มอี และมีทั้งการแก้ปัญหาระยะยาว ที่ต้องปรับโครงสร้างเพื่อให้เอสเอ็มอีเติบโตอย่างยั่งยืน และเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ

ไม่ใช่เป็นเพียงการปะผุแก้ปัญหาเอสเอ็มอีไปวันๆ เหมือนที่บางหน่วยงานเสนอมา

เพราะเอสเอ็มอีไทยนั้นถูกทิ้งขว้างมานาน ตั้งแต่เรื่องต้นทุนที่สูงขึ้นจากการขึ้นค่าแรงวันละ 300 บาท และวัตถุดิบขยับราคาขึ้น ยังมีปัญหาความสามารถในการแข่งขันภายหลังจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจเสรีอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ที่จะกระทบกับเอสเอ็มอีหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น เพราะประเทศอาเซียนหลายแห่งก็สามารถผลิตได้ด้วยต้นทุนที่ถูกกว่า หากไม่มีการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้กับเอสเอ็มอีสายพันธุ์ไทย ก็อาจสูญเสียตลาดได้อย่างง่ายดาย

นอกจากนี้ ยังมีเอสเอ็มอีอีกกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจบริการ การท่องเที่ยว ที่มีการจ้างงานค่อนข้างสูง ลมหายใจของธุรกิจกลุ่มนี้เริ่ม รวยรินมากขึ้นทุกที หลังจากนักท่องเที่ยวทยอยยกเลิกทัวร์มาไทยตั้งแต่มีการชุมนุมทางการเมือง และเมื่อมีการยึดอำนาจ และประกาศเคอร์ฟิวนักท่องเที่ยวต่างชาติก็แทบร้างหายไปจากเมืองไทยทีเดียว

ก่อนหน้านี้ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) เพิ่งเผยแพร่ผลวิจัย พบว่า ประเทศที่มีอัตราการเพิ่มของการตั้งธุรกิจใหม่ชะลอตัวลง โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอีจะส่งผลกระทบต่อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐ และกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (อียู)

รายงานยังระบุด้วยว่า อัตราการก่อตั้งธุรกิจใหม่ๆ นั้น มีความสำคัญต่ออัตราการเพิ่มตำแหน่งจ้างงานด้วย โดยการสำรวจใน 18 ประเทศกลุ่มโออีซีดี พบว่า บรรดาธุรกิจก่อตั้งใหม่ที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปีนั้น สามารถเพิ่มตำแหน่งงานได้กว่า 42% ของตำแหน่งงานใหม่ทั้งหมด แต่คิดเป็นสัดส่วนเพียง 17% ของการจ้างงานในระบบ เพราะธุรกิจเอสเอ็มอียังมีขนาดไม่ใหญ่

แม้จะเป็นการวิจัยในกลุ่มประเทศพัฒนา แต่สำหรับไทยผลของเอสเอ็มอีต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการจ้างงานคงไม่แตกต่างกันมากนัก

ถ้าเป็นไปได้ นอกเหนือจากการตั้ง คณะกรรมการส่งเสริมสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมขึ้นมาแล้ว ควรมีการหยิบยกเรื่องเอสเอ็มอีขึ้นเป็นวาระแห่งชาติ และหยิบยกข้อศึกษาเรื่องเอสเอ็มอีที่มีอยู่มากมายหลายหน่วยงานนั้นมาใช้เป็นประโยชน์ โดยไม่ต้องไปศึกษาใหม่ให้วุ่นวายเสียเวลา

การปรับโครงสร้างเช่นนี้ เป็นงานที่หนัก ต้องใช้พลังกายและพลังใจทั้งหมดในการ ทุ่มเทลงมือทำ แต่ผลที่ได้คือเอสเอ็มอีจะแข็งแรงและเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท