
เลิกสัมปทาน ปฏิรูปพลังงาน
เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. มหาวิทยาลัยรังสิต จัดเสวนาปฏิรูปประเทศไทย ในหัวข้อ “ปฏิรูปนโยบายพลังงานปิโตรเลียม” โดยมีผู้อภิปราย ประกอบด้วย รสนา โตสิตระกูล อดีต สว.กทม. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน นอกจากนี้ ยังมี พล.อ.สราวุฒิ ชลออยู่ คณะทำงานเตรียมการปฏิรูป เป็น ตัวแทนคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาสังเกตการณ์และรวบรวมข้อมูลสำหรับจัดทำแผนปฏิรูปด้านพลังงานด้วย
เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. มหาวิทยาลัยรังสิต จัดเสวนาปฏิรูปประเทศไทย ในหัวข้อ “ปฏิรูปนโยบายพลังงานปิโตรเลียม” โดยมีผู้อภิปราย ประกอบด้วย รสนา โตสิตระกูล อดีต สว.กทม. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน นอกจากนี้ ยังมี พล.อ.สราวุฒิ ชลออยู่ คณะทำงานเตรียมการปฏิรูป เป็น ตัวแทนคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาสังเกตการณ์และรวบรวมข้อมูลสำหรับจัดทำแผนปฏิรูปด้านพลังงานด้วย
ม.ล.กรกสิวัฒน์ ฉายภาพให้เห็นการจัดการผลประโยชน์ด้านพลังงาน ระหว่างรัฐและเอกชนผู้ลงทุน ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคนี้ที่ยังใช้ระบบสัมปทานให้เอกชนเข้าไป ขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ขณะที่ประเทศใกล้เคียง อาทิ มาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือแม้แต่พม่า เปลี่ยนมาใช้ระบบแบ่งปันผลประโยชน์กันหมดแล้ว
ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าวว่า ภายใต้ระบบสัมปทานประเทศไทยได้เพียงเงินค่าภาคหลวงและเงินภาษี แต่น้ำมันที่ขุดเจาะได้เป็นของบริษัทเอกชน ประชาชนเจ้าของประเทศไม่ได้มีส่วนร่วมด้วย เวลาจะซื้อน้ำมันก็ต้องซื้อในราคาตลาดโลก หรือบางครั้งอาจจะแพงกว่าด้วยซ้ำ
“ผมยกตัวอย่างราคาน้ำมันเบนซิน ณ วันที่ 7 พ.ค. 2556 เมืองไทยน้ำมันลิตรละ 49.45 บาท แต่ที่สหรัฐซึ่งเป็นประเทศที่แข่งขันกันอย่างเสรี น้ำมันที่นิวยอร์ก ลิตรละ 32.89 บาท หรือถ้าเทียบกับประเทศอาเซียน น้ำมันของมาเลเซียลิตรละ 18.83 บาท อินโดนีเซีย 20.38 บาท หรือแม้แต่พม่าที่นำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากประเทศไทยยังขายที่ 29.13 บาท ถูกกว่าไทย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกเสียอีก” ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าว
ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าวว่า ระบบการแบ่งสรรผลประโยชน์พลังงานวันนี้ต้องได้รับการแก้ไข ซึ่งการใช้ระบบแบ่งปันผลประโยชน์รัฐจะคำนึงถึงผลประโยชน์ประชาชนทุกคน แต่ระบบสัมปทานผลประโยชน์ตกอยู่กับเอกชน ซึ่งเน้นที่ผลประโยชน์ของบริษัทและผู้ถือหุ้นเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม อาจมีฝ่ายโต้แย้งบอกว่าประเทศที่เจริญแล้วอย่างสหรัฐอเมริกาและ ยุโรปยังใช้ระบบสัมปทาน ซึ่งข้อนี้เป็นเพราะความแตกต่างกันทางกฎหมาย โดยในอเมริกาหากขุดเจอบ่อน้ำมันถือเป็นสิทธิของเจ้าของ ที่ดินนั้น จึงไม่เหมาะกับระบบแบ่งปัน ผลประโยชน์ ต่างจากเมืองไทยที่หากขุดเจอน้ำมันสิทธิในน้ำมันเป็นของรัฐ เป็นทรัพยากรของประชาชนทุกคน
ด้าน รสนา กล่าวว่า การปฏิรูปเรื่องนี้เราคงไม่ไปยึดสัมปทานกลับมาเป็นของรัฐ แต่ควรเตรียมการเมื่อสัมปทานหมดอายุว่าเปลี่ยนไปใช้ระบบจ้างเอกชนไปผลิตน้ำมันแบบเดียวกับมาเลเซียแทน
“พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2514 อยู่มายาวนาน ยิ่งกว่ารัฐธรรมนูญ มีเนื้อหาที่ผ่องถ่ายทรัพยากรธรรมชาติไปให้คนอื่น และเวลานี้เริ่มมีความพยายามผลักดันสัมปทานรุ่นที่ 21 ก่อนจะทำแบบนั้นเรามาแก้กฎหมายก่อนไหม แล้วใช้ระบบแบ่งปันผลประโยชน์แทน ส่วนสัมปทานน้ำมันรุ่นแรกจะหมดอายุในปี 2566 เราควรเตรียมการได้แล้ว ส่วนสัมปทานที่เหลือก็ใช้วิธีเจรจาเปลี่ยนมาเป็นการแบ่งผลประโยชน์แบบเดียวกับมาเลเซีย ซึ่งเมื่อเลิกระบบสัมปทานก็ใช้เวลา 4-5 ปี เจรจากับบริษัทผู้รับสัมปทานมาเป็นการแบ่งผลประโยชน์สำเร็จ” รสนา กล่าว
รสนา เสนอว่า ในส่วนของการปฏิรูป โครงสร้างพลังงาน เสนอให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีที่ให้สิทธิภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมีใช้ก๊าซแอลพีจีจากอ่าวไทยก่อน โดยเปลี่ยนเป็นให้ภาคครัวเรือนและภาคขนส่งใช้ก๊าซจากอ่าวไทยแทน หากเหลือเท่าไรถึงให้ภาคปิโตรเคมีใช้ หากไม่พอใช้ค่อยนำเข้าแล้วไปรับผิดชอบราคากันเอาเอง ขณะที่ราคาน้ำมันจะพบว่ามีต้นทุนสองตัวที่ราคาขยับตลอด คือค่าการตลาดและราคา ณ โรงกลั่น ซึ่งบวกค่าพรีเมียมเข้าไปด้วย เสนอว่าควรกำหนดค่าการตลาดไว้ที่ประมาณ 1.50 บาท และใช้ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นที่ไม่บวกค่าพรีเมียม
“ถ้ายกเลิกกองทุนน้ำมันฯ เลยราคาน้ำมันจะเขย่งกันหมด ดังนั้นควรทำแบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากปลดล็อกแอลพีจี ต่อมาค่อยลดค่าการตลาด โดยเฉพาะน้ำมันอี85 และปรับเรื่องราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น นอกจากนี้ เมื่อปลดล็อกแอลพีจี ราคาก๊าซภาคครัวเรือนก็จะถูกลง ลดการจ่ายเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ของผู้ใช้เบนซิน 91 และ 95 ภาระของกองทุนน้ำมันฯ ก็จะลดลง ราคาเบนซินและแก๊สโซฮอล์ลดลง แล้วถึงยกเลิกกองทุนน้ำมันฯ” รสนา กล่าว
อดีต สว.กทม. ย้ำอีกว่า ระบบสัมปทานผูกขาดก็คือระบบเผด็จการ แต่การกระจายผลประโยชน์คือประชาธิปไตย หาก คสช.จะเข้ามาปฏิรูปแล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกโจมตี เพราะเป็นการทำให้เกิดการกระจายผลประโยชน์ ซึ่งที่ผ่านมาการต่อสู้กลับไม่ได้สู้กับตัวบุคคล แต่เป็นการ สู้กับระบบนายทุนที่เข้ามาดูดกลืนผูกขาดทรัพยากร ถ้าหากไม่สามารถกระจายการเข้าถึงและการจัดการทรัพยากรอย่างเป็นธรรมได้ ความขัดแย้งก็จะยังดำรงอยู่ต่อไป
ด้าน พล.อ.สราวุฒิ กล่าวว่า การเตรียมการปฏิรูปที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมดำเนินการจะมี 4 ขั้นตอน คือ การรวบรวมข้อมูล รับฟังความคิดเห็นประชาชน ต่อมาจะมีการจัดเสวนาเชิญผู้ทรงคุณวุฒิมาให้ความเห็นการปฏิรูปด้านต่างๆ จากนั้นจะรวบรวมนำเสนอต่อ คสช.ต่อไป







