
ปมเด้ง"สุวิจักขณ์"ปัญหาจัดซื้อ-ล้ำเส้นวุฒิสภา
ด้วยบทบาทของสุวิจักขณ์ในช่วงที่ผ่านมา จึงมีความเป็นไปได้ที่คสช.เกิดความไม่ไว้วางใจ
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
คำสั่งโยกย้ายข้าราชการระดับปลัดกระทรวงและเทียบเท่าแบบบิ๊กล็อตถึง 3 คนของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กลางดึกเมื่อวันที่ 11 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้เกิดคำถามในทางการเมืองว่าทำไม ‘สุวิจักขณ์ นาควัชระชัย’ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีอายุราชการเหลือถึงปี 2559 ถึงถูกเด้งให้เข้ามาปฎิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ เป็นเพราะการโยกย้ายข้าราชการสังกัดรัฐสภาส่วนใหญ่มักจะถูกโยกไปโยกมาวนเวียนอยู่ในเฉพาะสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร หรือ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเท่านั้น ไม่ค่อยปรากฎข้าราชการรัฐสภาถูกย้ายข้ามห้วยให้ไปอยู่หน่วยงานอื่น
ประกอบกับการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในฝ่ายนิติบัญญัติอย่างเลขาธิการสภาฯจะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภาที่มีประธานรัฐสภาเป็นประธาน แต่เมื่อคสช.ตัดสินใจในอำนาจรัฎฐาธิปัตย์ด้านนิติบัญญัติโยกย้ายเลขาธิการสภาฯเอง ทำให้กรณีของสุวิจักขณ์ครั้งนี้จึงมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น
สำหรับเส้นทางสายข้าราชการของสุวิจักขณ์นั้น จบการศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และเริ่มรับราชการในรัฐสภาตั้งแต่ปี 2521 ในตำแหน่งนิติกร จากนั้นก็เติบโตขึ้นมาเป็นลำดับ จนกระทั่งในปี 2539 ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักประธานสภาผู้แทนราษฎร ปี 2545 เป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง และในปี 2547 ขึ้นมาดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กำกับดูแล สำนักบริหารงานกลาง และสำนักรักษาความปลอดภัย
ปี 2555 ได้รับเลือกจากที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภาที่มี ‘สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์’ ประธานรัฐสภาในขณะนั้นเป็นประธาน ให้เป็นเลขาธิการสภาฯคนใหม่ต่อจาก ‘พิทูร พุ่มหิรัญ’ ที่เกษียณอายุราชการในปีดังกล่าว
นับตั้งแต่สุวิจักขณ์ได้รับตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดฝ่ายข้าราชการสภาผู้แทนราษฎร ได้ถูกจับตามองจากพรรคประชาธิปัตย์เป็นอย่างมาก เพราะมีการตั้งข้อสังเกตว่าทำไมสุวิจักขณ์ที่เป็นรองเลขาธิการสภาฯมีอาวุโสลำดับถึงได้รับตำแหน่งเลขาธิการสภาฯ แต่เรื่องก็เงียบหายไป
กระทั่งมาถูกพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะฝ่ายค้านในสภาฯตรวจสอบเกี่ยวกับงบประมาณจัดซื้อจัดจ้าง อย่างเข้มข้นในชั้นของคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2557
โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณสำหรับการปรับปรุงอาคารสถานที่ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ได้พยายามขอเอกสารจากสำนักงานเลขาธิการสภาฯแต่ไม่ได้รับความร่วมมือ ส่งผลให้ในที่สุดต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบว่ามีพฤติการณ์ที่ส่อไปในทางทุจริตหรือไม่ จำนวน 5 รายการ
1.การปรับปรุงห้องประชุมคณะกรรมาธิการงบประมาณชั้น 3 อาคารรัฐสภา 3 วงเงิน 36 ล้านบาท
2.การปรับปรุงห้องประชุมยุทธศาสตร์ สภาผู้แทนราษฎร วงเงิน 24 ล้านบาท
3.สัญญาจ้างเหมาปรับปรุงลานอนุสาวรีย์ รัชกาลที่ 7 วงเงิน 13.8 ล้านบาท
4.สัญญาจ้างเหมาจัดสร้างห้องจำหน่ายของที่ระลึกสภา และห้องทำงานศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ วงเงิน 3.8 ล้านบาท
5.สัญญาจ้างโครงการก่อสร้างศูนย์บริการจำหน่ายตั๋วเครื่องบิน รถไฟ และรถบขส.วงเงิน 2.6 ล้านบาท
แต่ปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นกล่าวขานกันมากที่สุด คือ การจัดซื้อนาฬิกาดิจิทัล ติดผนังพร้อมอุปกรณ์มูลค่า 15 ล้านบาท จำนวน 240 จุด ที่พรรคประชาธิปัตย์ตั้งข้อสงสัยว่าทำไมถึงมีมูลค่าเฉลี่ยต่อเรือนสูงถึง 6-7 หมื่นบาท และ เครื่องทำน้ำดื่มระบบอัตโนมัติ จากเกาหลีใต้ จำนวน 62 เครื่อง มูลค่า 3.1 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือไปจากเรื่องปัญหาการบริหารภายในสภาฯที่อาจเป็นสาเหตุของการย้ายสุวิจักขณ์แล้ว ยังอาจมีเรื่องของการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
กล่าวคือ เมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา สุวิจักขณ์ได้ทำความเห็นในฐานะเลขาธิการรัฐสภาไปยังสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีว่าการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อดำเนินการถอดถอนบุคคลไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากต้องรอให้มีประธานรัฐสภาก่อน
จากท่าทีดังกล่าวของเลขาธิการสภาฯถึงกับทำให้ ‘สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย’ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ปฎิบัติหน้าที่ประธานวุฒิสภาในขณะนั้น แสดงความไม่พอใจเป็นอย่างมาก เพราะมองว่าวุฒิสภากำลังถูกล้วงลูก ทั้งที่เรื่องการถอดถอนบุคคลเป็นอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาและสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา โดยไม่เกี่ยวกับสำนักงานเลขาธิการสภาฯแต่อย่างใด
ด้วยบทบาทของสุวิจักขณ์ในช่วงที่ผ่านมา จึงมีความเป็นไปได้ที่คสช.เกิดความไม่ไว้วางใจ เพราะเลขาธิการสภาฯอาจต้องทำหน้าที่เป็นเลขาธิการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สภาปฎิรูปประเทศในอนาคต คสช.จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากตัดไฟแต่ต้นลมอย่างที่ปรากฎออกมาในคำสั่งที่ 62/2557







