posttoday
เดิมพัน "ปรองดอง"สูงลิ่ว

เดิมพัน "ปรองดอง"สูงลิ่ว

12 มิถุนายน 2557

ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) เป็นหน่วยงานสำคัญ ภายใต้โครงสร้างของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีภารกิจผลักดันแนวคิดสลายสีเสื้อของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ให้เกิดขึ้นจริง

ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) เป็นหน่วยงานสำคัญ ภายใต้โครงสร้างของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีภารกิจผลักดันแนวคิดสลายสีเสื้อของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ให้เกิดขึ้นจริง

เมื่อดูวิธีการสร้างความปรองดองครั้งนี้ คสช.และ ศปป.ใช้กลไกของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ซึ่งมีประวัติศาสตร์การสร้างความปรองดองของประเทศมายาวนานตั้งแต่ยุคสงครามเย็น เพื่อสู้รบกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เมื่อ 50 ปีก่อน และให้ดูแล ความมั่นคงแนวชายแดนปราบปรามยาเสพติด รวมถึงมีส่วนสำคัญในการต่อสู้ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มาโดยตลอด

ภารกิจครั้งใหม่ของ กอ.รมน. ในปี 2557 แตกต่างชัดเจนจากเดิมที่เคยทำมาชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ เนื่องจากไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเหมือนที่เคยทำมา แต่กลายเป็นเรื่องอุดมการณ์ทางการเมือง ที่ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา คนไทยจำนวนมหาศาลแบ่งออกเป็น 2 ขั้ว ปะทะกันทางความคิดอย่างรุนแรง หลายคนแสดงอาการอาฆาตมาดร้ายฝ่ายตรงข้ามอย่างชัดเจน

การสร้างความปรองดองใน พ.ศ.นี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่ใช่ว่าต้องสร้างกับคนเสื้อแดงเพียงฝ่ายเดียว จริงอยู่ที่ กปปส.นั้นแฮปปี้กับทหาร เพราะแนวความคิดในการกำจัดระบอบทักษิณนั้นไม่ต่างกัน แต่จะให้ กปปส.ปรองดองกับคนเสื้อแดงนั้นดูจะเป็นไปไม่ได้ เพราะฝ่าย กปปส.เอง หลายคนก็ต้องยอมรับว่าต้องการขจัดคนเสื้อแดงอย่างเด็ดขาด

ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เป็นต้นขั้วของ กอ.รมน.อย่างกองทัพบกนั้นก็ถูกตราหน้าว่าเลือกข้างชัดเจน เพราะจากการแสดงออกของผู้นำเหล่าทัพในรอบ 10 ปี หรือการแสดงออกในปี 2549 2551 2553 หรือในปีนี้ เพราะฉะนั้นการที่ กอ.รมน.จะเข้าไปทำงานมวลชนสลายสีเสื้อ โดยเฉพาะ "เสื้อแดง" ที่เป็น คู่ขัดแย้งโดยตรงนั้นมีโอกาสเป็นไปได้ยากมาก

แต่ก็ไม่ใช่จะเป็นไปไม่ได้ ถ้อยแถลงของ พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายยุทธการ ที่มารับหน้าที่ผู้อำนวยการ ศปป.นั้น ระบุชัดว่า กอ.รมน.จะใช้มาตรการให้ทหารเข้าหามวลชนในพื้นที่ต่างๆ โดยร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง นายอำเภอ ไปจนถึงระดับกำนัน- ผู้ใหญ่บ้าน ร่วมลงพื้นที่สร้างความเข้าใจ รวมถึงจัดกิจกรรมสันทนาการ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแกนนำฝ่ายต่างๆ ซึ่งได้เริ่มไปบ้างแล้วหลายพื้นที่

ตลอด 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา เราจึงเริ่มเห็นกิจกรรมแปลกๆ อย่าง การเซิ้งกลองยาวร่วมกันระหว่างแกนนำ การกินโจ๊ก-ผัดหมี่โคราช ร่วมกัน หรือการร่วมกันสาบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของแต่ละจังหวัด ว่าจะไม่นำมวลชนมาชุมนุมหรือสร้างความขัดแย้งอีก ส่วนประชาชนก็รับมาตรการปรองดองด้วยการร่วมกิจกรรม "ดนตรีในสวน" หรือเข้าร่วมเวทีสันทนาการที่ทางจังหวัดจัดร่วมกับมณฑลทหารบก

เป็นความปรองดองที่เกิดขึ้นในระหว่างที่ คสช.ยังคงเรียกแกนนำทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ เข้ามารายงานตัวที่หอประชุมกองทัพบก เทเวศร์

และเป็นความปรองดองที่เกิดขึ้นภายใต้กฎหมายพิเศษที่ห้ามประชาชนชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมือง...

หันไปดูบทเรียนปรองดองจากแอฟริกาใต้ ที่มี เนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดี เป็นตัวนำก็ใช้วิธีหาทางออกจากความขัดแย้งด้วยการเปิดเวทีให้ทุกฝ่ายพูดคุยสิ่งที่ตัวเองต้องการหาทางออกจากความขัดแย้ง ตลอดจนใช้วิธี "ให้อภัย" อดีตผู้นำผิวขาวจำนวนมาก มีการนิรโทษกรรมผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองที่ถูก คุมขัง รวมถึงยกเลิก-ปรับแก้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม และการลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของประชาชนในประเทศ ก็สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ในที่สุด

หรือในประเทศไทยเอง ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่มี ผู้เล่นบทบาทตัวกลางให้ทุกฝ่ายเดินหน้า เข้าหากัน จับมือ และเดินไปสู่ความปรองดอง เพราะหลังเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งเมื่อเดือน เม.ย.-พ.ค. 2553 รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) และให้ คณิต ณ นคร เป็นประธาน รวมถึงมี กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นตัวตั้งตัวตี "เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป" ในขณะนี้เป็นคณะทำงานเพื่อหาสูตรปรองดองที่ทุกฝ่ายให้การยอมรับ

ครั้งนั้นข้อเสนอของ คอป. ได้แก่ ให้ผ่อนปรนการแจ้งข้อหาและใช้กฎหมายดำเนินคดีความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ความผิดฐาน มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปตามมาตรา 215 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและคดีที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งเป็นช่วงเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองทั้งก่อนและหลังการปฏิวัติ 2549 รวมถึงคดีรวมทั้งคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการหมิ่นพระบรม เดชานุภาพตามมาตรา 112

นอกจากนี้ คอป.ยังเสนอให้ชดเชยเยียวยาและฟื้นฟูผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ ความรุนแรงทุกฝ่าย และผู้ที่ได้รับการดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรม และยังไม่เห็นด้วยกับการแทรกแซงของกองทัพชัดเจน

"การแทรกแซงทางการเมืองของกองทัพและทหาร โดยเฉพาะการรัฐประหารส่งผลให้สังคมไทยขาดโอกาสเรียนรู้ที่จะจัดการความขัดแย้งทางการเมืองตามครรลองแห่งระบอบประชาธิปไตย และทำให้เกิดความไม่พอใจแก่กลุ่มที่เห็นว่าอำนาจอธิปไตย สิทธิ และผลประโยชน์ของตนถูกคุกคามจากการรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง อันทำให้ความขัดแย้งลุกลามบานปลายยิ่งขึ้น" ข้อเสนอของ คอป.ระบุไว้

ทั้งหมดคือตัวอย่างบทเรียนการปรองดองที่น่าศึกษา แม้ว่ารูปแบบที่ คสช. ศปป. และ กอ.รมน.เลือกใช้ขณะนี้ แม้จะยังตอบไม่ได้ว่าสูตรสำเร็จควรเป็นอย่างไร และการสร้าง ความสมานฉันท์รูปแบบใด จะสลายสีเสื้อได้จริง แต่ก็พอเห็นเค้าลางว่าต่างกับรายงานที่เคยทำการวิจัย และต่างกับบทเรียนการแก้ปัญหาความขัดแย้งในต่างประเทศชนิดหนังคนละม้วน

ต้องยอมรับว่าเดิมพันของ คสช.ในการสร้างความสมานฉันท์ให้สำเร็จนั้นสูงลิ่ว เพราะหากไม่สามารถปรองดองสลายสีเสื้อ และทำให้ความเกลียดชังหมกอยู่ใต้พรมแทนที่จะแก้รากของความขัดแย้งได้จริง หลังรัฐประหารประเทศไทยก็ยังต้องเผชิญกับปัญหาเดิม

และครั้งนี้อาจจะหนักกว่าในอดีต เพราะถ้าอีกฝ่ายได้กลับมาเป็นรัฐบาลก็จะไล่ล่า ล้างแค้นไม่สิ้นสุด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท