
เดิมพัน "ปรองดอง"สูงลิ่ว
ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) เป็นหน่วยงานสำคัญ ภายใต้โครงสร้างของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีภารกิจผลักดันแนวคิดสลายสีเสื้อของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ให้เกิดขึ้นจริง
ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) เป็นหน่วยงานสำคัญ ภายใต้โครงสร้างของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีภารกิจผลักดันแนวคิดสลายสีเสื้อของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ให้เกิดขึ้นจริง
เมื่อดูวิธีการสร้างความปรองดองครั้งนี้ คสช.และ ศปป.ใช้กลไกของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ซึ่งมีประวัติศาสตร์การสร้างความปรองดองของประเทศมายาวนานตั้งแต่ยุคสงครามเย็น เพื่อสู้รบกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เมื่อ 50 ปีก่อน และให้ดูแล ความมั่นคงแนวชายแดนปราบปรามยาเสพติด รวมถึงมีส่วนสำคัญในการต่อสู้ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มาโดยตลอด
ภารกิจครั้งใหม่ของ กอ.รมน. ในปี 2557 แตกต่างชัดเจนจากเดิมที่เคยทำมาชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ เนื่องจากไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเหมือนที่เคยทำมา แต่กลายเป็นเรื่องอุดมการณ์ทางการเมือง ที่ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา คนไทยจำนวนมหาศาลแบ่งออกเป็น 2 ขั้ว ปะทะกันทางความคิดอย่างรุนแรง หลายคนแสดงอาการอาฆาตมาดร้ายฝ่ายตรงข้ามอย่างชัดเจน
การสร้างความปรองดองใน พ.ศ.นี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่ใช่ว่าต้องสร้างกับคนเสื้อแดงเพียงฝ่ายเดียว จริงอยู่ที่ กปปส.นั้นแฮปปี้กับทหาร เพราะแนวความคิดในการกำจัดระบอบทักษิณนั้นไม่ต่างกัน แต่จะให้ กปปส.ปรองดองกับคนเสื้อแดงนั้นดูจะเป็นไปไม่ได้ เพราะฝ่าย กปปส.เอง หลายคนก็ต้องยอมรับว่าต้องการขจัดคนเสื้อแดงอย่างเด็ดขาด
ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เป็นต้นขั้วของ กอ.รมน.อย่างกองทัพบกนั้นก็ถูกตราหน้าว่าเลือกข้างชัดเจน เพราะจากการแสดงออกของผู้นำเหล่าทัพในรอบ 10 ปี หรือการแสดงออกในปี 2549 2551 2553 หรือในปีนี้ เพราะฉะนั้นการที่ กอ.รมน.จะเข้าไปทำงานมวลชนสลายสีเสื้อ โดยเฉพาะ "เสื้อแดง" ที่เป็น คู่ขัดแย้งโดยตรงนั้นมีโอกาสเป็นไปได้ยากมาก
แต่ก็ไม่ใช่จะเป็นไปไม่ได้ ถ้อยแถลงของ พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายยุทธการ ที่มารับหน้าที่ผู้อำนวยการ ศปป.นั้น ระบุชัดว่า กอ.รมน.จะใช้มาตรการให้ทหารเข้าหามวลชนในพื้นที่ต่างๆ โดยร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง นายอำเภอ ไปจนถึงระดับกำนัน- ผู้ใหญ่บ้าน ร่วมลงพื้นที่สร้างความเข้าใจ รวมถึงจัดกิจกรรมสันทนาการ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแกนนำฝ่ายต่างๆ ซึ่งได้เริ่มไปบ้างแล้วหลายพื้นที่
ตลอด 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา เราจึงเริ่มเห็นกิจกรรมแปลกๆ อย่าง การเซิ้งกลองยาวร่วมกันระหว่างแกนนำ การกินโจ๊ก-ผัดหมี่โคราช ร่วมกัน หรือการร่วมกันสาบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของแต่ละจังหวัด ว่าจะไม่นำมวลชนมาชุมนุมหรือสร้างความขัดแย้งอีก ส่วนประชาชนก็รับมาตรการปรองดองด้วยการร่วมกิจกรรม "ดนตรีในสวน" หรือเข้าร่วมเวทีสันทนาการที่ทางจังหวัดจัดร่วมกับมณฑลทหารบก
เป็นความปรองดองที่เกิดขึ้นในระหว่างที่ คสช.ยังคงเรียกแกนนำทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ เข้ามารายงานตัวที่หอประชุมกองทัพบก เทเวศร์
และเป็นความปรองดองที่เกิดขึ้นภายใต้กฎหมายพิเศษที่ห้ามประชาชนชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมือง...
หันไปดูบทเรียนปรองดองจากแอฟริกาใต้ ที่มี เนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดี เป็นตัวนำก็ใช้วิธีหาทางออกจากความขัดแย้งด้วยการเปิดเวทีให้ทุกฝ่ายพูดคุยสิ่งที่ตัวเองต้องการหาทางออกจากความขัดแย้ง ตลอดจนใช้วิธี "ให้อภัย" อดีตผู้นำผิวขาวจำนวนมาก มีการนิรโทษกรรมผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองที่ถูก คุมขัง รวมถึงยกเลิก-ปรับแก้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม และการลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของประชาชนในประเทศ ก็สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ในที่สุด
หรือในประเทศไทยเอง ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่มี ผู้เล่นบทบาทตัวกลางให้ทุกฝ่ายเดินหน้า เข้าหากัน จับมือ และเดินไปสู่ความปรองดอง เพราะหลังเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งเมื่อเดือน เม.ย.-พ.ค. 2553 รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) และให้ คณิต ณ นคร เป็นประธาน รวมถึงมี กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นตัวตั้งตัวตี "เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป" ในขณะนี้เป็นคณะทำงานเพื่อหาสูตรปรองดองที่ทุกฝ่ายให้การยอมรับ
ครั้งนั้นข้อเสนอของ คอป. ได้แก่ ให้ผ่อนปรนการแจ้งข้อหาและใช้กฎหมายดำเนินคดีความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ความผิดฐาน มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปตามมาตรา 215 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและคดีที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งเป็นช่วงเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองทั้งก่อนและหลังการปฏิวัติ 2549 รวมถึงคดีรวมทั้งคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการหมิ่นพระบรม เดชานุภาพตามมาตรา 112
นอกจากนี้ คอป.ยังเสนอให้ชดเชยเยียวยาและฟื้นฟูผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ ความรุนแรงทุกฝ่าย และผู้ที่ได้รับการดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรม และยังไม่เห็นด้วยกับการแทรกแซงของกองทัพชัดเจน
"การแทรกแซงทางการเมืองของกองทัพและทหาร โดยเฉพาะการรัฐประหารส่งผลให้สังคมไทยขาดโอกาสเรียนรู้ที่จะจัดการความขัดแย้งทางการเมืองตามครรลองแห่งระบอบประชาธิปไตย และทำให้เกิดความไม่พอใจแก่กลุ่มที่เห็นว่าอำนาจอธิปไตย สิทธิ และผลประโยชน์ของตนถูกคุกคามจากการรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง อันทำให้ความขัดแย้งลุกลามบานปลายยิ่งขึ้น" ข้อเสนอของ คอป.ระบุไว้
ทั้งหมดคือตัวอย่างบทเรียนการปรองดองที่น่าศึกษา แม้ว่ารูปแบบที่ คสช. ศปป. และ กอ.รมน.เลือกใช้ขณะนี้ แม้จะยังตอบไม่ได้ว่าสูตรสำเร็จควรเป็นอย่างไร และการสร้าง ความสมานฉันท์รูปแบบใด จะสลายสีเสื้อได้จริง แต่ก็พอเห็นเค้าลางว่าต่างกับรายงานที่เคยทำการวิจัย และต่างกับบทเรียนการแก้ปัญหาความขัดแย้งในต่างประเทศชนิดหนังคนละม้วน
ต้องยอมรับว่าเดิมพันของ คสช.ในการสร้างความสมานฉันท์ให้สำเร็จนั้นสูงลิ่ว เพราะหากไม่สามารถปรองดองสลายสีเสื้อ และทำให้ความเกลียดชังหมกอยู่ใต้พรมแทนที่จะแก้รากของความขัดแย้งได้จริง หลังรัฐประหารประเทศไทยก็ยังต้องเผชิญกับปัญหาเดิม
และครั้งนี้อาจจะหนักกว่าในอดีต เพราะถ้าอีกฝ่ายได้กลับมาเป็นรัฐบาลก็จะไล่ล่า ล้างแค้นไม่สิ้นสุด







