
คู่ขัดแย้งต้องร่วมปฏิรูป
เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป จัดเวทีความคิดเพื่อการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ 6 ในหัวข้อ "พลังสังคมเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปอย่างมีส่วนร่วม" เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.ที่ผ่านมา
เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป จัดเวทีความคิดเพื่อการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ 6 ในหัวข้อ "พลังสังคมเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปอย่างมีส่วนร่วม" เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.ที่ผ่านมา
สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีต รมว.ต่างประเทศ และสมาชิกเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป ระบุว่า การปฏิรูปรอบนี้มีลักษณะพิเศษ 2 ประการ คือ 1.เป็นการปฏิรูปท่ามกลางความขัดแย้งในหลายมิติ ขัดแย้งกันมายาวนานและยังไม่จบลงไปเสียทีเดียว 2.ทุกฝ่ายที่ขัดแย้งเห็นตรงกันว่าต้องปฏิรูป ยิ่งกว่านั้น หัวข้อหลักๆ ก็แทบไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปเลือกตั้ง การเข้าสู่อำนาจ การกระจายอำนาจ การปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่น ดังนั้น ทั้งการปรองดองและการปฏิรูปจึงเกี่ยวข้องกันเป็นอย่างยิ่ง
"ผมขอเน้นคำว่า ความปรองดองที่ยั่งยืนจะนำไปสู่ความสำเร็จของการปฏิรูป และความสำเร็จในการปฏิรูปจะนำชาติไปสู่ความปรองดองสมานฉันท์ ทั้งสองเรื่องนี้จึงเป็นเงื่อนไขของกันและกัน" สุรเกียรติ์ กล่าว
อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวต่อไปว่า หลักการสำคัญ ประกอบด้วย 1.ต้องทำให้ประชาชนทั้งคู่ขัดแย้ง และที่ไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้ง มีความรู้สึกเป็นเจ้าของ ให้รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปฏิรูปให้ได้ เพราะฉะนั้นกระบวนการจึงเป็นเรื่องสำคัญพอๆ กับสาระของเรื่องที่จะปรองดองหรือปฏิรูป
"รถไฟที่เราจะเดินหน้าปฏิรูปนั้น ต้องไม่ทิ้งฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไว้ที่ชานชาลา ทุกฝ่ายต้องสามารถขึ้นรถไฟขบวนนี้ไปได้พร้อมกัน ความรู้สึกในการเป็นเจ้าของจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าทุกฝ่ายไม่มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ มิฉะนั้นปัญหาก็จะเกิดขึ้นอีก" สุรเกียรติ์ กล่าว
ส่วนหลักการข้อที่ 2.กระบวนการปรองดองต้องออกแบบรูปแบบให้หลากหลาย สะท้อนความหลากหลายของสังคม การออกแบบกระบวนการเดียวแล้วใช้กับคนทุกกลุ่มอาจทำให้การปรองดองไม่สำเร็จ
นอกจากนี้ หลายๆ กรณีจำเป็นต้องมีผู้อำนวยความสะดวกในการเจรจาที่ทั้งสองฝ่ายไว้เนื้อเชื่อใจ ขึ้นอยู่ว่ากำลังสร้างความปรองดองกับคนกลุ่มไหน ต้องเป็นคนที่พอดี เข้ามาในเวลาที่เหมาะสมแล้วทุกฝ่ายเกิดความสบายใจ
สุรเกียรติ์ ทิ้งท้ายว่า ในส่วนของกลไกและองค์กรระดับชาตินั้น คงจะต้องยืดหยุ่นพอสมควรในการสร้างการมีส่วนร่วมที่หลากหลายและสะท้อนความแตกต่างของความคิดในสังคมปัจจุบัน
ด้าน กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ผ่านมาเราได้เรียนรู้ว่าคู่ขัดแย้งไม่มีความพร้อมในการพูดคุยกับความเห็นที่แตกต่าง ไม่พร้อมให้อภัย ดังนั้นถ้าคุยเรื่องอดีตไม่ได้ ก็น่าจะเอาเรื่องการปฏิรูปมาเป็นความหวังในอนาคต
"การที่ คสช.เข้ามาแล้วไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้ง แต่เข้ามาให้คู่ขัดแย้งแสวงหาทางออก จุดยืนนี้สำคัญมาก มีโรดแมป การจัดบรรยากาศให้ปรองดอง เพื่อนำไปสู่ช่วงต่อไปคือการมีรัฐบาลพลเรือน มีการเลือกตั้ง ถ้ายืนแบบนี้ก็น่าจะมาถูกทางในระดับหนึ่งที่จะนำไปสู่การปฏิรูป" กิตติพงษ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม กระบวนการรูปแบบเดียว ใช้ไม่ได้กับคนทุกกลุ่ม ถ้าดูๆ จะมีทั้งคู่ขัดแย้ง ตัวจริง และกลุ่มแกนนำทางความคิด ขณะเดียวกัน ความปรองดองไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยการบังคับหรือใช้ความหวาดกลัว ดังนั้นผู้ออกแบบกระบวนการควรต้องผ่อนปรนให้มีพื้นที่ปลอดภัยให้คนแสดงความคิดเห็นได้โดยเร็ว
ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ในส่วนของสภาปฏิรูปที่จะเกิดขึ้นนั้น ไม่ควรเป็นเวทีของผู้รับเหมาปฏิรูปเพียงอย่างเดียว แต่ควรเปิดทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนด้วย
นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ สมาชิกเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป ให้ความเห็นว่า ปัญหาที่เกิดเป็นเรื่องของการเข้าถึงทรัพยากร และความยุติธรรมโดยไม่ถูกอำนาจรัฐรังแก ไม่ใช่มีแค่เรื่องการเมืองอย่างเดียว การปฏิรูปต้องนำไปสู่การจัดโครงสร้างความสัมพันธ์ของคนในสังคมใหม่ เพื่อให้สังคมไทยเดินหน้าได้ต่อเนื่อง
"กระบวนการเฉพาะหน้าก็สำคัญ ต้องมีการจัดการความเห็นต่าง ให้ทุกคนมาเสนอความเห็นได้ แต่คงไม่ใช่ตอนนี้ อาจจะเป็นช่วงหลังจากมีรัฐบาลไปแล้ว แต่การเตรียมการต้องเริ่มตั้งแต่ตอนนี้" นพ.สมศักดิ์ กล่าว
ด้าน นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมสุขภาพจิต ตั้งข้อสังเกตว่า คีย์เวิร์ดสำคัญอยู่ที่การไว้วางใจและความหวัง การพูดถึงการปฏิรูปคือการพูดถึงความหวัง แต่ยังมีปัญหาเรื่องการไว้วางใจ เพราะการยึดอำนาจมีข้อดีคือลดทอนความเกลียดชังที่ปะทะกันทุกวัน แต่ก็ไปสร้างความขัดแย้งใหม่ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารแทน
"ขณะนี้ไม่ได้มีการสร้างบรรยากาศการไว้วางใจกัน ยังมีความหวาดกลัว เฟสแรกก็เป็นแบบนี้แล้ว จะไปเฟสต่อไปได้อย่างไร ถ้าคนไม่ไว้วางใจก็จะเก็บกด เห็นว่ากระบวนการที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องของคนทุกคน การปรองดองก็จะไม่สำเร็จ"
นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูปควรแนะนำ คสช.ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ อย่างเช่นการเรียกคนไปรายงานตัว ถ้าอยากได้ความร่วมมือควรเข้าไปหาแบบนอบน้อม ไม่ต้องใช้อำนาจก็ได้เพราะ คสช.ก็มีอำนาจในตัวเองอยู่แล้ว ควรลดด้านลบ เพิ่มด้านบวก ต้องรับฟังและให้เกียรติคนอื่น







