posttoday
กระชับอำนาจ ปูทางนั่งนายกฯ

กระชับอำนาจ ปูทางนั่งนายกฯ

12 มิถุนายน 2557

แม้ว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)จะประกาศโรดแมปสวยๆ 3 ระยะว่า ขั้นแรกคือ การบังคับใช้กฎหมายเพื่อรักษาความสงบขั้นที่สอง คือ การมีธรรมนูญปกครองชั่วคราวสภานิติบัญญัติ และสภาปฏิรูป ส่วนขั้นที่สามคือ การเลือกตั้งเพื่อนำไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ โดยขณะนี้ยังคงอยู่ในระยะที่ 1 คือการใช้กฎหมายเพื่อรักษาความสงบ

แม้ว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)จะประกาศโรดแมปสวยๆ 3 ระยะว่า ขั้นแรกคือ การบังคับใช้กฎหมายเพื่อรักษาความสงบขั้นที่สอง คือ การมีธรรมนูญปกครองชั่วคราวสภานิติบัญญัติ และสภาปฏิรูป ส่วนขั้นที่สามคือ การเลือกตั้งเพื่อนำไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ โดยขณะนี้ยังคงอยู่ในระยะที่ 1 คือการใช้กฎหมายเพื่อรักษาความสงบ

แต่สิ่งที่สังคมไทยได้เห็นในขณะนี้ก็คือมีความพยายามเพิ่มจาก คสช.ในการเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจแบบที่รัฐบาล "อำนาจเต็ม"ซึ่งมาจากการเลือกตั้งพึงกระทำ จะต่างกันอย่างเดียวก็คือ ผู้ผลักดันไม่ใช่นักการเมือง หากแต่เป็นผู้นำทหารและข้าราชการประจำ

ช่วงเวลานี้จึงได้เห็นมวลมหาข้าราชการประจำล้อมหน้าล้อมหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เพื่อเสนอโครงการและปรับตัวเข้ากับนโยบายใหม่ของ "ท่านผู้นำ"ได้เป็นอย่างดี โดยกระทรวงเศรษฐกิจได้เวลาสนองโครงการลงทุนขนาดใหญ่ให้ได้เดินหน้าต่อไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม 2 ล้านล้านบาท ที่ถูกตีตกในรัฐบาลชุดก่อน หรือการลงทุนในโครงการบริหารจัดการน้ำ

ส่วนกระทรวงที่มีภารกิจด้านสังคมนั้น การสนองนโยบายของ คสช. ก็ทำให้คนไทยได้เห็นนโยบาย "ปรองดองสมานฉันท์"จากทุกกระทรวง เช่น กระทรวงสาธารณสุขเสนอส่งทีมอาสาสมัครสาธารณสุข เข้าไปดูแลจิตใจคนในชุมชน ไม่ให้ขัดแย้งมากเกินไป กระทรวงศึกษาธิการเสนอแบบเรียนใหม่ เน้นวิชาประวัติศาสตร์ และหน้าที่พลเมือง แม้แต่กระทรวงวัฒนธรรมก็ยังเสนอการปฏิรูปเชิงวัฒนธรรม สร้างการปรองดองสมานฉันท์ รวมถึงแต่งเพลง ใช้ดนตรีบำบัดจิตใจคน ฯลฯ

นอกเหนือจากงานที่ข้าราชการประจำชงให้พล.อ.ประยุทธ์ ยังใส่ใจกับเรื่องการทวงเงินกู้นอกระบบของชาวนา บ่อนการพนันผิดกฎหมาย การกำจัดมาเฟีย การจัดระเบียบวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง-รถตู้ อย่างครอบจักรวาลจนทำให้หลายคนนึกถึง "พ.ต.ท.ทักษิณชินวัตร"เจ้าพ่อโครงการประชานิยม พี่ชายของอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ พล.อ.ประยุทธ์ เพิ่งยึดอำนาจไปก่อนหน้านี้ จนมีคนล้อเลียนผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กว่า "ทักษิณคิด อภิสิทธิ์ค้านประยุทธ์ทำ"รวมถึงเรียกนโยบายประชานิยมภายใต้ คสช. ว่านโยบาย "ประยุทธ์นิยม"

3 สัปดาห์แรกของการนั่งบริหารประเทศในมือ พล.อ.ประยุทธ์ จึงฉีกตำราเดิมของการรัฐประหารทุกครั้ง ที่ต้องเร่งมีธรรมนูญปกครองชั่วคราว เพื่อปูทางไปสู่การมีรัฐบาลเฉพาะกาลและสภานิติบัญญัติตั้งแต่แรก หากแต่เป็นการโชว์ภาวะผู้นำของ พล.อ.ประยุทธ์ อย่างเต็มที่ว่าเป็นผู้ที่เข้าใจสถานการณ์ และเพียบพร้อมทั้งความรู้ด้านการทหาร ความมั่นคง ไปจนถึงเรื่องปากท้องหรือโครงการเศรษฐกิจขนาดใหญ่ให้คนไทยได้เห็นว่าทหารไม่ได้เก่งแต่เรื่อง"รบ"เพียงอย่างเดียว แต่เรื่องบริหารประเทศก็ไม่เป็นสองรองใคร

ดูเหมือน พล.อ.ประยุทธ์ จะเตรียมตัวมาก่อนล่วงหน้า เพราะตั้งแต่ยึดอำนาจเป็นต้นมาก็มีความพยายามเรียกคะแนนนิยมไม่เว้นแต่ละวัน เริ่มตั้งแต่การจ่ายเงินในโครงการรับจำนำข้าวให้ชาวนา และการกำจัดมาเฟียทวงหนี้ เพื่อเจาะคะแนนนิยมชาวรากหญ้า ส่วนแนวคิดจัดระเบียบจราจร กำจัดอาวุธสงคราม จัดระเบียบเด็กแว้น ปฏิรูปพลังงาน หรือกระทั่งการยกเลิก"ตั๋วฟรี" ให้บอร์ดการบินไทย ก็เรียกเสียงปรบมือให้ชนชั้นกลางได้อีกจำนวนหนึ่ง

เป็นจังหวะเคลื่อนที่พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์หัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) และ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลินหัวหน้าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) อดีตผู้นำการรัฐประหาร 2 ครั้งก่อนหน้านี้ ไม่เคยนึกถึง เพราะคณะทหารก่อนหน้านี้คิดเพียงว่าจะทำอย่างไรให้บริหารราชการไปด้วยความราบรื่นและจะสืบทอดอำนาจต่อหลังจากการเลือกตั้งอย่างไร

ด้วยยุทธศาสตร์นี้ จึงได้เห็น พล.อ.ประยุทธ์เข้าไปนั่งเป็นประธานกรรมการหลายชุด ตั้งแต่ประธานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ และประธานคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการข้าวส่วนรองหัวหน้า คสช. อย่างพล.อ.อ.ประจิน จั่นตองผู้บัญชาการทหารอากาศ ก็เข้าไปนั่งเป็นทั้ง ประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานขณะที่ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตรเลขาธิการ คสช. ก็ไปนั่งเป็นประธานคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะผู้ช่วย ผบ.ทบ. และรองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ ก็เตรียมไปนั่งเป็นประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำชุดใหม่ที่จะมาทำหน้าที่แทนคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.)ชุดเดิม ที่กำลังจะถูกยุบในไม่ช้า

ที่น่าสนใจก็คือคณะกรรมการของกรรมการแต่ละชุด ก็ไม่หนีไปจากทีมทหารและข้าราชการประจำที่อยู่แต่ละหน่วยงาน ทำให้ปะติดปะต่อภาพได้ว่า ขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช.กำลังเริ่มสร้างขุมกำลังใหม่ โดยมีข้าราชการประจำเป็นแบ็กออฟฟิศอยู่เบื้องหลัง เพื่อรวบอำนาจสร้างความแข็งแกร่งให้กับทีม คสช.ในการบริหารราชการแผ่นดิน ช่วงเวลานี้ การให้คณะทหารเข้าไปนั่งคุมในบอร์ดแต่ละแห่ง ก็เปรียบเสมือนการฝึกงานให้ พล.อ.ประยุทธ์ทราบกลไกเศรษฐกิจด้านต่างๆ ไปในตัว

ทำให้เริ่มเห็นภาพชัดเจนว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคงหนีไม่ไกลจาก พล.อ.ประยุทธ์ และคณะรัฐมนตรี ก็คงหนีไม่ไกลจากคณะทหาร ที่อยู่รายล้อม พล.อ.ประยุทธ์ และคณะที่ปรึกษาคสช. ซึ่งหากคนเหล่านี้สามารถบริหารงานได้อย่างมืออาชีพ ไม่เล่นพวกพ้อง รวมถึงเร่งกระบวนการปฏิรูป กระทั่งคืนอำนาจโดยเร็ว ก็จะได้รับเสียงแซ่ซ้องจากประชาชน

แต่หากเป็นไปในทางตรงกันข้าม บูเมอแรงจะสะท้อนกลับมาที่ตัว พล.อ.ประยุทธ์ และคสช.เอง เนื่องจากรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจนั้น แม้ภายนอกอาจจะดูมีความเข้มแข็งจากกำลังทหารที่เป็นเอกภาพและเป็นปึกแผ่นแต่ในหมู่ประชาชนนั้นย่อมมีความเปราะบางโดยเฉพาะในกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารตั้งแต่แรก ซึ่ง คสช.ปิดกั้นไม่ให้แสดงออกในขณะนี้

การเป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งนั้นมีจุดอ่อนอีกหนึ่งอย่างคือ หากมีเรื่องพัวพันกับผลประโยชน์ทับซ้อน การวางแผนสืบทอดอำนาจหรือมีการใช้อำนาจในทางมิชอบ ก็จะสร้างแรงกดดันมหาศาลไปยังคณะทหารทันทีซึ่งเรื่องเหล่านี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วทุกครั้งที่ทหารเข้ามาบริหารประเทศ และดูเหมือน พล.อ.ประยุทธ์ จะรู้ดี เพราะปรารภตั้งแต่วันแรกแล้วว่า "ยิ่งมีอำนาจมาก ยิ่งต้องทำตัวให้เล็ก"

กระแสต่อต้านในช่วงนี้อาจจะยังเบาบางเพราะหลายคนยังคงให้โอกาส คสช. รวมถึงผู้นำอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ เองก็ยืนยันหนักแน่นว่าเข้ามาเพื่อแก้วิกฤตตลอดจนลดความขัดแย้งเท่านั้น แต่หากระยะเวลาและสถานการณ์ผ่านไป ดอกไม้ก็อาจเป็นก้อนอิฐได้ทุกเมื่อและมีสัจธรรมอยู่ข้อหนึ่งว่าคนที่ขี่หลังเสืออยู่ และรวบอำนาจไว้คนเดียวย่อมเป็นคนที่เหนื่อยมากที่สุด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท