
ชงยุบ"สบอช."พร้อมตั้งกก.จัดการทรัพยากรน้ำชุดใหม่
วสท. ยื่นเรื่องต่อ คสช. พิจรานายุบ สบอช. หลังบริหารจัดการน้ำล้มเหลว พร้อมชงโครงการบริหารจัดการน้ำเป็นวาระเร่งด่วน
วสท. ยื่นเรื่องต่อ คสช. พิจรานายุบ สบอช. หลังบริหารจัดการน้ำล้มเหลว พร้อมชงโครงการบริหารจัดการน้ำเป็นวาระเร่งด่วน
เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. เวลา 9.00 น. วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) จัดเสวนาหัวข้อ "จาก 3.5 แสนล้าน สู่ข้อเสนอเร่งด่วนการบริหารจัดการน้ำประเทศไทย" ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 4 อาคาร วสท. หลังยื่นข้อเสนอคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) พิจารณาโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านอย่างเร่งด่วน
นายปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า การบริการจัดการทรัพยากรน้ำที่ผ่านมาล้มเหลว เนื่องจากน้ำงบประมาณจากโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทเป็นที่ตั้ง แล้วจึงนำโครงการย่อยต่างๆบรรจุเข้าไป เพื่อให้ครบตามงบประมาณ ไม่มีการศึกษาปัญหาเชิงลึกและวางแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน การระดมความคิดเห็นตามแนวทางของสำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ(กบอ.) ที่เรียกว่า "ช็อปปิ้งไอเดีย" เป็นเพียงการนำโครงการของกรมชลประทานที่มีอยู่เดิมหรืออยู่ระหว่างศึกษา มาบรรจุในแผนจัดการน้ำเท่านั้น ไม่มีการระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างที่กล่าวอ้าง ดังนั้นจึงสมควรยุติการดำเนินงานของ สบอช. ที่เป็นหัวเรือในการขับเคลื่อนแผนจัดการน้ำในขณะนี้ แล้วเริ่มวางแนวทางในการจัดการทรัพยากรน้ำใหม่
"สรุปคือต้องนับหนึ่งใหม่ ผมบอกตั้งแต่ต้นว่ากำลังหลงทาง เรากำลังวางแผนบริหารจัดการน้ำ ไม่ใช่โครงการป้องกันไม่ให้น้ำท่วม ผมเสนอให้ตั้งคณะทำงานใหม่ คือ 'จัดการปัญหาอุทกภัย' เพราะต้องบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ" นายปราโมทย์กล่าว
รศ.ดร.สุวัฒนา จิตตลดาทร ประธานอนุกรรมการสาขาวิศวกรรมแหล่งน้ำ วสท. กล่าวว่า ขอเสนอให้ คสช. ยุตติการดำเนินงานของสำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) เนื่องจากที่ผ่านมา สบอช. ดึงโครงการต่างๆ ที่อยู่ระหว่างการศึกษาของกรมชลประทาน เข้าไว้ในโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท เมื่อยุทธศาสตร์ดังกล่าวถูกระงับ จึงทำให้โครงการต่างๆ ภายใต้กรมชลประทานต้องชะงักไปด้วย
นอกจากนั้นขอเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการสำหรับจัดการทรัพยากรน้ำชุดใหม่ ซึ่งต้องมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรน้ำเข้าร่วมคณะ เพราะเจ้าหน้าที่เหล่านี้เป็นผู้มีประสบการณ์และต้องนำนโยบายจากคณะกรรมการไปปฏิบัติ
รศ.ดร.บัญชา ขวัญยืน คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน กล่าวว่า การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ต้องตระหนักถึงการรับมือกับภัยพิบัติรวมถึงการบูรณาการรับมืออุทกภัยและภัยแล้ง ซึ่งสามารถวางกลยุทธ์แก้ไขไปพร้อมกันได้
ทั้งนี้เสนอให้พิจารณาแก้ไขเร่งด่วน ได้แก่ 1.) การทำแผนแม่บทบริหารจัดการลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งต้องพิจารณาตามลำดับความเร่งด่วน 2.) ปรับเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยบริหารร่วมกันอย่างเป็นระบบระหว่างเขื่อนภูมิพล เขื่อนศิริกิตต์ เขื่อนแควน้อย และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ รวมถึงมีการกำหนดเกณฑ์เปิดปิดประตูน้ำที่ชัดเจนของแม่น้ำและครองสายหลักในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง
3.) การจัดฤดูกาลเพาะปลูก เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง โดยการทำปฏิทินการเพาะปลูกข้าวนาปี ซึ่งต้องบังคับใช้อย่างจริงจัง 4.) เร่งออก พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ำ โดยตระหนักถึง 4 ปัจจัย คือ สิทธิการใช้น้ำ องค์กรลุ่มน้ำต้องมีอำนาจตามกฎหมาย การจัดการน้ำอย่างเป็นระบบและมีส่วนร่วม รวมถึงวางแผนการจัดการน้ำในภาวะปกติและภาวะวิกฤติ 5.) การก่อสร้างบางอย่างดำเนินการได้ ระหว่างร่างแผนแม่บท ได้แก่ ขยายคลองลัดเจ้าพระยา บางบาล/บางไทร เพื่อแก้ปัญหาทางน้ำรูปคอขวด รวมถึงปรับปรุงเพิ่มเติมศักยภาพการระบายน้ำคลองชัยนาท-ป่าสัก แนวคลองระพีพัฒน์ โดยขยายท่อลอดและประตูน้ำต่างๆ
นอกจากนั้นในระยะกลางและระยะยาว ควรมีการทบทวนทำแผนแม่บทลุ่มน้ำต่างๆ การจัดทำผังการใช้ประโยชน์ที่ดินรวม สร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรตามกลไกและชุมชนท้องถิ่น พร้อมกับพัฒนาระบบฐานข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ นอกจากนั้นควรมีโครงการฟื้นฟูอนุรักษ์พื้นที่ต้นน้ำอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งทั้งหมดนั้นต้องยึดแผนแม่บทเป็นสำคัญ เพราะการปฏิบัติงานที่ผ่านมา ต่างฝ่ายต่างดำเนินการตามแนวทางของตน ไม่ยึดตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ จึงทำให้การจัดการทรัพยากรน้ำไม่เกิดประสิทธิภาพ
ด้าน นายศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวว่า กรณีของเขื่อนแม่วงก์สะท้อนปัญหาการจัดการทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี เพราะสุดท้ายการแก้ปัญหาทรัพยากรน้ำ ไม่อาจละเลยมิติของสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนหรือคนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ซึ่งกรณีของเขื่อนแม่วงก์มีการตั้งคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ขึ้นมากำกับดูแล รวมถึงนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญศึกษาพื้นที่ในมิติต่างๆ จนได้ข้อสรุปในปี 47 ว่า หากสร้างเขื่อนแม่วงก์ไม่สามารถช่วยลดผลกระทบจากอุทกภัยได้
นอกจากนั้นยังสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียระบบนิเวศน์ แต่กลับถูกยกขึ้นมาใหม่หลังเกิดวิกฤตอุทกภัยปี 54 กอปรกับมีกลไกจากฝ่ายการเมืองคอยแทรกแซงการดำเนินงานของ คชก. อย่างต่อเนื่อง
ด้าน ดร.สมิทธิ์ ตุงคะสมิต อาจารย์ประจำวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า มิติเร่งด่วนที่ต้องเร่งแก้ไข คือ การปรับกฎเกณฑ์และกรอบของอีไอเอและอีเอสไอเอ ซึ่งเป็นรายงานที่ใช้ประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในโครงการต่างๆ เพราะรายงานตั้งกล่าวยังไม่มีการวางกรอบที่ชัดเจน อีกทั้งบริษัทที่รับทำรายงานจะต้องรับค่าดำเนินการจากผู้ดำเนินโครงการ จึงทำให้ผลการศึกษาที่ได้ส่วนใหญ่ เอื้อไปในทางสนับสนุนผู้ดำเนินโครงการ หากภาคประชาชนไม่เข้มแข็งหรือออกมาเรียกร้องก็จะไม่สามารถคัดค้านปัญหาที่เกิดขึ้นได้
ทั้งนี้ในสถานการณ์ปัจจุบัน แม้จะมีการยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี 50 เป็นชั่วคราว แต่ยังสามรถอ้างสิทธิจาก พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม ปี 35 ในการประเมินผลกระทบที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชน







