posttoday
ฟุตบอลโลกเงินสะพัด 21,600 ล้าน

ฟุตบอลโลกเงินสะพัด 21,600 ล้าน

11 มิถุนายน 2557

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่ามหกรรมฟุตบอลโลกครั้งที่ 20 ณ ประเทศบราซิล ที่จะเริ่มขึ้นระหว่างวันที่ 12 มิ.ย.-13 ก.ค. 2557

โดย...ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่ามหกรรมฟุตบอลโลกครั้งที่ 20 ณ ประเทศบราซิล ที่จะเริ่มขึ้นระหว่างวันที่ 12 มิ.ย.-13 ก.ค. 2557 จะมีบรรยากาศความคึกคักแตกต่างจากการแข่งขันฟุตบอลโลกในครั้งที่ผ่านมา และจะยังส่งผลบวกต่อภาคธุรกิจจำหน่ายสินค้าบริโภคและสินค้าที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดไปยังธุรกิจจำหน่ายสินค้าบริโภคและสินค้าที่เกี่ยวข้อง ประมาณ 2.16 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับช่วงปกติ

ธุรกิจกลุ่มอุปกรณ์การรับชมจะมีมูลค่าสูงถึง 1.35 หมื่นล้านบาท ขณะที่กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม และกลุ่มธุรกิจเสื้อผ้ากีฬาจะมีมูลค่าอยู่ที่ 8,000 ล้านบาท และ 100 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งเม็ดเงินส่วนใหญ่จะตกอยู่ที่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการรับชมการแข่งขันฟุตบอลโลกเป็นหลัก ซึ่งแตกต่างจากการแข่งขันฟุตบอลโลก 2553 ที่เม็ดเงินส่วนใหญ่จะตกไปอยู่ที่ธุรกิจสินค้าบริโภค

การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2557 ในประเทศไทย จะเริ่มต้นตั้งแต่เวลา 23.00 น. ไปจนถึงเวลา 05.00 น. ซึ่งเป็นเวลานอนหลับพักผ่อนของคนส่วนใหญ่ จึงทำให้เกิดข้อจำกัดในเรื่องเวลาของการรับชมของผู้บริโภคกลุ่มหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มคนวัยทำงานและกลุ่มคนสูงอายุ อย่างไรก็ดี คาดว่าจะยังมีกลุ่มวัยรุ่นอย่างนักเรียนหรือนักศึกษาที่จะสามารถรับชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกในช่วงเวลาดังกล่าวได้ เนื่องจากยังอยู่ในช่วงปิดภาคการศึกษา

การแข่งขันฟุตบอลโลกในครั้งนี้จะมีกลุ่มคนดูที่หลากหลายขึ้น และทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันมีความโดดเด่น และมีผู้คนติดตามการแข่งขันเป็นจำนวนมาก อาทิ บราซิล สเปน อังกฤษ อิตาลี เยอรมนี ฝรั่งเศส อาร์เจนตินา เป็นต้น

ขณะเดียวกันผู้บริโภคจะได้รับชมผ่านช่องทางที่หลากหลายขึ้นตามความสนใจและความสะดวกในการรับชมของตนเอง ทั้งเคเบิ้ลทีวีและทีวีดาวเทียม ประกอบกับการเกิดทีวีดิจิทัล และความนิยมในการใช้อุปกรณ์เคลื่อนที่ สามารถรับชมผ่านแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต เป็นต้น

ธุรกิจผลิตและจำหน่ายเครื่องรับโทรทัศน์และกล่องรับสัญญาณบอลโลกหนุนพุ่งสู่ 1.35 หมื่นล้านบาท

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าอุปกรณ์หลักที่เป็นที่นิยมสำหรับการรับชมฟุตบอลโลกยังคงเป็นเครื่องรับโทรทัศน์ โดยเฉพาะเครื่องรับโทรทัศน์หน้าจอใหญ่ประมาณ 40 นิ้วขึ้นไป ที่มีความชัดของภาพและเสียงที่ดียิ่งขึ้น รวมถึงกล่องรับสัญญาณต่างๆ

ผู้ประกอบการผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องรับโทรทัศน์และกล่องรับสัญญาณต่างๆ ผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า ดิสเคาต์สโตร์ ธนาคารหรือผู้ให้สินเชื่อ เป็นต้น ต่างพร้อมใจกันทำการตลาดกระตุ้นยอดขายเครื่องรับโทรทัศน์และกล่องรับสัญญาณดาวเทียม เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่จะเกิดขึ้นสูงในช่วงมหกรรมฟุตบอลโลก เช่น การผ่อนชำระเป็นระยะเวลายาวนานโดยไม่มีดอกเบี้ย หรือดอกเบี้ยต่ำ การให้ส่วนลดหากชำระผ่านบัตรเครดิต หรือการได้รับส่วนลดเพิ่มหากชำระ เป็นเงินสด เป็นต้น ซึ่งโปรโมชั่นต่างๆ ดังกล่าวจะช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าดังกล่าวได้ง่ายขึ้น

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่ามูลค่าตลาดของอุปกรณ์การรับชมในช่วงมหกรรมฟุตบอลโลกจะอยู่ที่ตลาดเครื่องรับโทรทัศน์มากที่สุด โดยมีสัดส่วนกว่า 80.5% ของมูลค่าตลาดอุปกรณ์การรับชมทั้งหมด คิดเป็นมูลค่า 10,850 ล้านบาท ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตสูงกว่า 25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของ ปี 2556 โดยเติบโตลดลงจากช่วงมหกรรมฟุตบอลโลกในครั้งก่อนหน้า ที่มีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 35% เนื่องมาจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัวมากนัก ประกอบกับช่วงเวลาการถ่ายทอดสดครั้งนี้ส่วนใหญ่ (39 แมตช์ จากทั้งหมด 64 แมตช์) อยู่ในช่วงเวลาระหว่าง 02.00-05.00 น. ซึ่งจะเป็นช่วงเวลานอนของคนส่วนใหญ่

ขณะที่มูลค่าตลาดกล่องรับสัญญาณ ดาวเทียมหรือเคเบิ้ลทีวี และกล่องรับสัญญาณระบบดิจิทัล จะมีมูลค่าอยู่ที่ 2,500 ล้านบาท และ 150 ล้านบาท หรือมีสัดส่วน 18.4% และ 1.1% ของมูลค่าตลาดอุปกรณ์การรับชมทั้งหมด ตามลำดับ นอกจากธุรกิจอาหารรวมถึงขนมขบเคี้ยวแล้ว ธุรกิจเครื่องดื่มก็เป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่ได้รับอานิสงส์จากมหกรรมฟุตบอลโลก ซึ่งในช่วงครึ่งแรกของปีไม่ค่อยคึกคักมากนัก หลายสินค้าได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย เช่น กำลังซื้อที่หดตัวลง ราคาสินค้าและภาคบริการที่ขยับขึ้นจนส่งผลต่อค่าครองชีพ ตลอดจนภาระหนี้ภาคครัวเรือนที่ปรับสูงขึ้น ประการสำคัญคือ การปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ไปเมื่อช่วงเดือน ก.ย. 2556 ที่ผ่านมา ทำให้ราคาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 7-8% ส่งผลทำให้ตลาดเครื่องดื่มโดยรวมชะลอตัว ทางด้านปริมาณ ทางด้านมูลค่าเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยยอดจำหน่ายเครื่องดื่มในช่วงไตรมาสแรกมีมูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 112,634 ล้านบาท เติบโตเล็กน้อย 0.8% จากช่วงเดียวกัน

สำหรับในช่วงครึ่งปีหลัง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่านอกเหนือจากปัจจัยทางด้านการเมืองที่มีความชัดเจน และมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการใช้จ่ายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัว มหกรรมการแข่งขันฟุตบอลโลกน่าจะเป็นส่วนหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นและผลักดันให้ตลาดเครื่องดื่มคึกคักมากขึ้น โดยคาดว่าช่วงระหว่างการแข่งขันฟุตบอลโลก จะสามารถเพิ่มยอดจำหน่ายประมาณ 5-10% จากช่วงปกติ หรือประมาณ 2,800 ล้านบาท ซึ่งถือว่าลดลงจากในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งก่อนๆ ที่จะเติบโตราว 10-15%

สำหรับร้านอาหาร สถานบันเทิงปิดให้บริการ หากไม่มีข้อจำกัดทางด้านเคอร์ฟิว คาดว่าธุรกิจก็น่าจะพอได้รับอานิสงส์ในช่วงฟุตบอลโลกบ้างในช่วงค่ำที่มีการนำเทปการแข่งขันมารีรันให้กับผู้ที่พลาดชม และส่งผลต่อเนื่องมายังยอดการจำหน่ายเครื่องดื่ม

ช่องทางการจำหน่ายผ่านร้านค้าปลีก ซึ่งหมายถึงตลาดที่ผู้บริโภคซื้อเครื่องดื่มผ่านร้านค้า ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และมินิมาร์ท เพื่อนำไปดื่มที่บ้าน/ที่พักอาศัย จะได้รับอานิสงส์ในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลกมากกว่าช่องทางอื่น เนื่องจากการติดตามชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันครั้งนี้ จะอยู่ภายในอาคารที่พักอาศัยเป็นส่วนใหญ่ และผู้บริโภคมักจะซื้ออาหารและเครื่องดื่มสำรองไว้บริโภคในช่วงระหว่างชมการแข่งขัน

เสื้อผ้ากีฬาเป็นหนึ่งธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก ผู้บริโภคส่วนใหญ่หันมาให้ความสนใจในการออกกำลังกายและเล่นกีฬาเพิ่มมากขึ้น รวมถึงกระแสการตื่นตัวของการเล่นกีฬาในประเทศ ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เป็นกีฬาอาชีพเพิ่มมากขึ้น อาทิ ฟุตบอล วอลเลย์บอล และแบดมินตัน เป็นต้น ส่งผลทำให้เสื้อกีฬาของทีมต่างๆ ได้รับความนิยมอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น ผู้ที่ซื้อใส่ไปเล่นกีฬา หรือบรรดากองเชียร์ของทีมต่างๆ

ดังนั้น มหกรรมการแข่งขันฟุตบอลโลก ในปีนี้ จึงถือเป็นช่วงโอกาสทองสำหรับ ผู้ประกอบการในกลุ่มธุรกิจเสื้อผ้ากีฬาที่จะสามารถทำยอดขายได้เพิ่มขึ้น โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลกในปีนี้ น่าจะมียอดขายเพิ่มขึ้น 5-10% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 100 ล้านบาท ส่งผลให้มูลค่าตลาดเสื้อกีฬาในปี 2557 นี้ มีโอกาสพุ่งไปแตะที่ระดับ 1 หมื่นล้านบาท

สินค้าที่มีโอกาสทำตลาดยังคงอยู่ในกลุ่มเสื้อผ้ากีฬาระดับกลางถึงบน เนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่หันมานิยมสินค้าในกลุ่มแบรนด์เนมเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ต่างประเทศหรือในประเทศ จากการที่มีการพัฒนาในเรื่องของ เทคโนโลยี ฟังก์ชั่นการใช้งาน และการออกแบบในเชิงแฟชั่นมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะรูปแบบลำลองที่เข้ามาเพิ่มโอกาสในการสวมใส่อย่างไม่จำกัดว่าจะต้องใส่เล่นกีฬาเท่านั้น แต่ยังสามารถสวมใส่ในการทำกิจกรรมอื่นๆ ได้อีกด้วย ซึ่งก็เท่ากับว่าเป็นการเพิ่มความถี่ในการบริโภคสินค้าในกลุ่มนี้ และทำให้สินค้ากลุ่มนี้มีศักยภาพในการขยายตลาดผู้บริโภคได้เพิ่มขึ้น

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ