
เลิกกองทุนน้ำมันใครได้ใครเสีย?
เป็นที่ปลื้มปีติของผู้ใช้น้ำมัน เมื่อมีข่าวปลายสัปดาห์ที่แล้วว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอให้ยกเลิกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
โดย...อานิก อัมระนันทน์
เป็นที่ปลื้มปีติของผู้ใช้น้ำมัน เมื่อมีข่าวปลายสัปดาห์ที่แล้วว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอให้ยกเลิกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพราะต่างคิดว่าจะทำให้ราคาน้ำมัน-ก๊าซทุกชนิดถูกลง ...แต่โลกไม่ได้สวยอย่างนั้น
กองทุนน้ำมันตั้งขึ้นมากว่า 35 ปีแล้ว โดยมีเจตนารมณ์เพื่อใช้ตรึงราคาในช่วงสั้นๆ ซึ่งหลังจากมีการลอยตัวราคาน้ำมันใน ปี 2534 ก็แทบไม่มีการใช้กองทุนน้ำมัน ยกเว้นในการชดเชยราคา LPG
กระทั่งในปี 2547 รัฐบาลทักษิณได้จัดตั้งสถาบันเพื่อบริหารเงินกองทุนน้ำมันแทนกรมบัญชีกลางและให้อำนาจกู้เงิน เพราะต้องการตรึงราคาน้ำมันให้ต่ำกว่าตลาดโลกนานๆ ทำให้กองทุนเป็นหนี้กว่า 8 หมื่นล้านบาท
ช่วงปี 2549-2550 ได้มีการลอยตัวราคาน้ำมันอีกครั้ง และสามารถชำระหนี้สินกองทุนได้ทั้งหมด แต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหลังจากนั้นหันมาใช้กองทุนในลักษณะที่ผิดเจตนารมณ์มากขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดกองทุนมีบทบาท 3 อย่าง
1.เกลี่ยราคาน้ำมันไม่ให้ผันผวนเท่ากับในตลาดโลก โดยราคาขึ้นลงไม่มีผลต่อกำไรของผู้ค้า ...ถ้าไม่มีกองทุนน้ำมัน ราคาจะสะท้อนกลไกตลาดอย่างรวดเร็ว ผู้ใช้ต้องตื่นตัวที่จะปรับการใช้ให้สอดคล้องกับราคา ซึ่งในอดีตก็เคยทำกันได้
2.ตรึงราคา LPG และดีเซล มีการเก็บเงินเข้ากองทุนในอัตราสูงมากจากผู้ใช้เบนซินและแก๊สโซฮอล์ ไปชดเชยราคา LPG ในรูปแบบต่างๆ เกิดผลกระทบสลับซับซ้อนเป็นวงจรอุบาทว์ ...ถ้าไม่มีกองทุน ความไม่เป็นธรรมตรงนี้จะหมดไป แต่วงจรยังต้องแก้ให้จบ
3.ส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพโดยเฉพาะแก๊สโซฮอล์ โดยกำหนดราคาให้จูงใจ ...ถ้าไม่มีกองทุน ผู้ใช้น้ำมันจะเลิกใช้แก๊สโซฮอล์ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมเอทานอลและเกษตรกร เพราะจะทำให้ราคามันสำปะหลังและอ้อยต่ำลง
ราคาน้ำมันที่ลดมากที่สุดคือ เบนซิน 95 : 10.7 บาท แก๊สโซฮอล์ 95 (E10) : 3.5 บาท เพิ่มมากที่สุดคือ แก๊สโซฮอล์ E85 : 12.4 บาท แก๊สโซฮอล์ E20 ที่ควรส่งเสริมเพราะผสมเอทานอล 20% จะเพิ่มขึ้น 1.1 บาท ส่วนดีเซลจะลดลง 30 สตางค์
ราคาก๊าซ LPG จะถูกลอยตัวโดยอัตโนมัติ รวมทั้งมีผลให้ยกเลิก LPG ราคาเดียวกัน ณ คลัง ปตท.ทั่วประเทศด้วย และทุกภาคส่วนก็จะใช้ในราคาเชื้อเพลิงเดียวกัน ...ดูแล้วผู้ใช้ LPG จะ "เสีย" แม้เป็นการปรับเข้าสู่ระบบที่ยั่งยืน
แต่กระแสสังคมอยากเห็น "ประชาชนได้" โดยให้ "ปตท.เสีย" มากกว่า เช่น ให้ภาคครัวเรือน (และภาคขนส่ง) ได้ใช้ LPG ในราคา 18.13 บาท โดยให้จัดสรรมาจากโรงแยกก๊าซซึ่งต้นทุนต่ำที่สุด (333 เหรียญสหรัฐ ตามราคาที่ถูกตรึงตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งต่ำกว่าราคาก๊าซ ณ ปากหลุม 360 เหรียญสหรัฐ ในปัจจุบัน) ภาคส่วนอื่นๆ ให้รับจากแหล่งที่แพง คือ โรงกลั่นและนำเข้า
ฉะนั้น จะรู้จริงว่าใครได้ใครเสียจากการเลิกกองทุนน้ำมัน คงต้องรอดูยกที่สอง ซึ่งมีผู้มีอำนาจจะต้องตอบโจทย์ 2 เรื่อง
(1) จัดให้มีการส่งเสริมการใช้เอทานอล - โจทย์นี้ง่าย อาจใช้ภาษีสรรพสามิตหรือกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานเป็นเครื่องมือในการรักษาความแตกต่างของราคาในระดับหนึ่ง
(2) จัดโครงสร้างราคาที่ลงตัวหลังการเลิกกองทุน - โจทย์นี้ใหญ่และยาก
คสช.ต้องศึกษาข้อเท็จจริงและพิจารณาผลกระทบของทางเลือกต่างๆ ให้รอบด้าน เพื่อให้ได้โครงสร้างพลังงานที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส เป็นธรรม และมีความมั่นคงยั่งยืน ผู้ใช้พอใจ-รับได้ ผู้ผลิต-จัดหาก็ต้องมีแรงจูงใจที่จะส่งของไม่ให้ขาด
ต้องชำระความไม่โปร่งใสในกิจกรรมที่ผูกขาดโดย ปตท. เช่น แยกท่อก๊าซธรรมชาติ กำหนดราคาต้นทุน LPG ณ โรงแยกก๊าซที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ความชัดเจนของราคาขายปิโตรเคมี สร้างความเข้าใจตามความเป็นจริงในเรื่องต้นทุน NGV และปรับราคาให้เกิดการผลิตสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น รวมไปถึงการไขวาทกรรม "ต้นทุนเทียม" โดยสร้างความเข้าใจเรื่องราคาน้ำมัน ให้เกิดการยอมรับราคาตลาดอย่างเช่นกรณีทองคำ
ต้องทำให้ ปตท.อยู่ใต้ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า และทำให้หน่วยกำกับดูแลกิจกรรมที่ผูกขาดโดยธรรมชาติมีความ เข้มแข็ง สร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่าจะไม่ถูก ปตท.เอารัดเอาเปรียบ
โครงสร้างพลังงานที่มีประสิทธิภาพ จะทำให้เศรษฐกิจ เข้มแข็งและเติบโต ค่าแรงจะสูงขึ้น รัฐเก็บภาษีได้มาก สามารถนำเงินมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชนที่ด้อยโอกาสได้
หากจะอุดหนุนราคาน้ำมัน-ก๊าซก็ควรทำเฉพาะกลุ่มที่จำเป็น โดยไม่บิดเบือนกลไกตลาด ทำอย่างโปร่งใสในระบบงบประมาณ
การปรับโครงสร้างให้โปร่งใสเป็นธรรม จะทำให้ ปตท. เสียอำนาจ เสียกำไร โดยประชาชนไม่เสีย แต่การ "หักคอ" ปตท.และอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโดยไม่คำนึงถึงข้อกฎหมาย ไม่ดูผลกระทบ อาจทำให้ประชาชนเสียได้ ดูตัวอย่างประเทศเวเนซุเอลาที่ยึดทรัพย์เอกชนไปแล้วกลับบริหารแย่ลง และมีการอุดหนุนราคาน้ำมันมากจนเศรษฐกิจไร้ประสิทธิภาพ ความเป็นอยู่ของประชาชนตกต่ำ
นอกจากนี้ แม้รัฐจะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุด แต่ คสช.ต้องคำนึงถึงสิทธิตามกฎหมายของผู้ถือหุ้นอื่นๆ ด้วย รวมถึงประชาชนที่ถือหุ้นตรงและผ่านกองทุน เช่น กบข. กองทุนประกันสังคม ฯลฯ
แม้จะได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญแล้ว แต่ คสช.ควรรักษานิติรัฐ นิติธรรมในส่วนที่เหลือให้มากที่สุด ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการลงทุนและความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจ ซึ่งจะสะเทือนถึงประชาชนตาดำๆ ในที่สุด







