
ยอดบีโอไอ5เดือนวูบ39%
เผยยอดขอส่งเสริมลงทุน 5 เดือนแรกวูบหนัก หวังบอร์ดบีโอไอใหม่ดึงนักลงทุนขอส่งเสริมเพิ่มครึ่งปีหลัง
เผยยอดขอส่งเสริมลงทุน 5 เดือนแรกวูบหนัก หวังบอร์ดบีโอไอใหม่ดึงนักลงทุนขอส่งเสริมเพิ่มครึ่งปีหลัง
นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ในช่วง 5 เดือนแรก (ม.ค.-พ.ค.) ปีนี้ มีการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนของทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติมาที่บีโอไอ 515 โครงการ ลดลง 39% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และมูลค่าเงินลงทุนรวม 3.08 แสนล้านบาท 42%
ทั้งนี้ เป็นการขยายการลงทุน 260 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนประมาณ 1.68 แสนล้านบาท และเป็นโครงการใหม่จำนวน 255 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนประมาณ 1.4 แสนล้านบาท ซึ่งจำนวนโครงการที่ใกล้เคียงกันของทั้งสองกลุ่มสะท้อนว่า นักลงทุนใหม่มีความมั่นใจลงทุนในไทยมากขึ้น จากเดิมมีสัดส่วนน้อยกว่านักลงทุนเก่า
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหลังการแต่งตั้งบอร์ดบีโอไอ นักลงทุนกลุ่มที่ชะลอการตัดสินใจยื่นขอรับส่งเสริมก่อนหน้านี้จะเกิดความมั่นใจและตัดสินใจยื่นขอรับส่งเสริมเข้ามาในช่วงครึ่งหลัง ทั้งนี้คาดว่าบอร์ดจะมีการประชุมนัดแรกภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งหากบอร์ดสามารถอนุมัติการส่งเสริมฯ ที่รอการพิจารณาประมาณ 7.6 แสนล้านบาทได้เร็ว ก็จะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ
นายอุดม กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาในรายละเอียดการขอรับส่งเสริมฯ ช่วง 5 เดือนแรก พบว่า กลุ่มที่ขอรับส่งเสริมมากที่สุดคือ อุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และเครื่องจักร จำนวน 122 โครงการ มูลค่าลงทุนรวม 1.64 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนในโครงการอีโคคาร์ 2 ซึ่งส่งผลให้มีการยื่นขอรับส่งเสริมฯ กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ด้วย
รองลงมาคือ กลุ่มอุตสาหกรรมบริการและสาธารณูปโภค 166 โครงการ มูลค่าลงทุนรวม 7.84 หมื่นล้านบาท มีโครงการสำคัญ เช่น การผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ กิจการเขตอุตสาหกรรม กิจการเขตอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ กิจการขนส่งทางอากาศ กิจการสนามแข่งรถ กิจการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล และอันดับ 3 คือ กลุ่มอุตสาหกรรมเคมี กระดาษ และ พลาสติก 42 โครงการ มูลค่ารวม 2.54 หมื่นล้านบาท
เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า โครงการที่ยื่นขอรับส่งเสริมฯ เป็นเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) จำนวน 334 โครงการ เงินลงทุน 2.3 แสนล้านบาท ลดลง 10% โดยญี่ปุ่นเป็นกลุ่มที่ยื่นขอรับส่งเสริมมากที่สุด 168 โครงการ ลดลง 40% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และเงินลงทุน 7.28 หมื่นล้านบาท ลดลง 56.6%
อย่างไรก็ตาม แม้การลงทุนจากญี่ปุ่นจะลดลง แต่พบว่ามีโครงการลงทุนจากหลายประเทศที่มีการยื่นขอรับส่งเสริม เพิ่มมากขึ้น เช่น โครงการจากสหภาพยุโรป มีมูลค่าเงินลงทุน 6.42 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 3 เท่าตัว สหรัฐ มีมูลค่าเงินลงทุน 4.12 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบ 6 เท่าตัว เกาหลีใต้ มีมูลค่าลงทุน 1.23 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า และโครงการลงทุนจากจีน มูลค่า 9,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าตัว







