posttoday
ปฏิรูปภาษีรีดรายได้ถามรายจ่าย

ปฏิรูปภาษีรีดรายได้ถามรายจ่าย

10 มิถุนายน 2557

การปฏิรูปโครงสร้างภาษีทั้งระบบของประเทศ กลายเป็นเรื่องเร่งด่วนมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการเร่งออกมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจให้พ้นจากก้นเหว

การปฏิรูปโครงสร้างภาษีทั้งระบบของประเทศ กลายเป็นเรื่องเร่งด่วนมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการเร่งออกมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจให้พ้นจากก้นเหว

ว่าไปแล้วการปฏิรูปภาษีเป็นเรื่องที่กระทรวงการคลังคิดกันมาหลายสิบปี พยายามกันหลายครั้ง แต่ก็ไม่สามารถผลักดันออกมาได้

การปฏิรูปโครงสร้างภาษีมีวัตถุประสงค์สำคัญ คือ สร้างรายได้ สร้างความเป็นธรรม เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และระยะหลังที่โลกให้ความสำคัญกับทรัพยากรธรรมชาติ ก็เพิ่มภาษีเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมขึ้นมาอีกตัว

แต่ทว่าการปฏิรูปโครงสร้างภาษีที่ผ่านมา เป็นของแสลงสำหรับนักการเมือง เพราะภาษีหลายตัวกระทบนักการเมืองและนายทุนที่ใกล้ชิดนักการเมือง รัฐบาลที่ผ่านๆ มาจึงเลี่ยงที่จะปฏิรูปภาษีทั้งระบบ แล้วเลือกปรับเฉพาะที่เป็นประโยชน์กับตัวเองและนายทุน ซึ่งนอกจากจะทำให้การปฏิรูปล้มเหลวแล้ว ยังทำให้รายได้ไม่พอกับรายจ่ายของประเทศอีกด้วย

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ กรณีที่คลังเสนอรัฐบาลที่ผ่านมาให้ปฏิรูปโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่ โดยลดภาษีเงินได้นิติบุคคล และบุคคลธรรมดา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน แต่ต้องทำพร้อมกับการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จาก 7% เป็น 10% เพื่อให้รายได้ประเทศไม่มีปัญหา เพราะการลดภาษีเงินได้ดังกล่าวจะทำให้รายได้รัฐลดลงปีละกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ ยังต้องมีการเก็บภาษีที่ดิน เพื่อสร้างความเป็นธรรมระหว่างคนรวยกับคนจน เสนอให้เก็บภาษีสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทำลายสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดขยะเป็นพิษ ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น
ปรากฏว่ารัฐบาลที่ผ่านมา เลือกที่จะลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% เป็น 20% และลดภาษีบุคคลธรรมดาจากอัตราสูงสุด 37% เหลือ 35% แต่ไม่ปรับภาษีตัวอื่น ตามที่คลังเสนอ ส่งผลให้ 2 ปีที่ผ่านมา กรมสรรพากรจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้า จำนวนมาก

ที่น่าเสียดายที่สุด คือ ภาษีที่ดินและ สิ่งปลูกสร้างที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผลักดันจนบรรจุวาระการพิจารณาในสภาแล้ว แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กลับเตะทิ้งเสียดื้อๆ

ดังนั้น การปฏิรูปภาษีครั้งล่าสุดที่กระทรวงการคลังจะเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาเห็นชอบ นอกจาก จะยืนตามกรอบเดิม 4 ด้าน คือ สร้างรายได้ สร้างความเป็นธรรม เพิ่มความสามารถใน การแข่งขัน และปกป้องสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังต้องปฏิรูปภาษีเพื่อแก้ไขความผิดพลาด ของการปฏิรูปครั้งที่ผ่านมาที่ทำแบบครึ่งๆ กลางๆ ด้วย

นั่นหมายความว่า การปฏิรูปครั้งใหม่จะต้องทำทั้งโครงสร้าง ภายใต้หลักการใหม่ คือ ต้องเก็บภาษีจากฐานการบริโภคและทรัพย์สินเป็นหลัก ส่วนภาษีที่เก็บจากฐานรายได้จะต้องลดลง

โรดแมปภาษีดังกล่าว ทำให้ตีความได้ ไม่ยากว่า การเพิ่มภาษีแวตจาก 7% เป็น 10% คงหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกแล้ว แม้ว่าล่าสุดคลังจะเสนอให้ขยายเวลาการลดภาษีออกไปอีก 1 ปี จนถึงวันที่ 30 ก.ย. 2558 แต่หลังจากนั้นจะต้องปรับขึ้น ส่วนจะปรับเป็น 10% ทันที หรือทยอยปรับขึ้นปีละ 1% ก็ต้องพิจารณาภาวะเศรษฐกิจกันอีกครั้ง

นอกจากนี้ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คลังคงต้องเดินเกียร์ห้าให้เกิดอีกครั้ง เพราะเป็นการเก็บภาษีจากฐานสินทรัพย์ครั้งแรกของไทยที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ทำให้ ผู้ที่มีที่ดินจำนวนมากต้องจ่ายภาษีมาก และกระจายการใช้ประโยชน์ให้ผู้มีรายได้น้อย

โดยสรุปรวมแล้ว แผนการปรับโครงสร้างภาษีที่เสนอ คสช.ทั้ง 4 ด้าน จะมีแผนระยะสั้นภายใน 1 ปี และระยะยาวใช้เวลามากกว่า 1 ปี

คือ ด้านที่ 1 การสร้างฐานรายได้ภาษีให้ยั่งยืนในระยะยาว ระยะสั้น ได้แก่ การลดการให้สิทธิประโยชน์ในการส่งเสริมการลงทุน เพื่อให้สอดคล้องกับการลดเงินได้ภาษีนิติบุคคลเหลือ 20% การทยอยปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตดีเซลระยะยาว คือ ต้องเพิ่มอัตราภาษีแวตที่เก็บ 7% ให้สอดคล้องกับฐานะการคลัง และรองรับค่าจ่ายรัฐต่อสังคมผู้สูงอายุในอนาคต

ด้านที่ 2 การสร้างความเป็นธรรมในสังคม ระยะสั้น จะเสนอร่าง พ.ร.บ.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เก็บภาษีสรรพสามิตสินค้าที่กระทบสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เช่น เครื่องดื่มที่มีความหวานสูง และน้ำมันหล่อลื่น เสนอร่าง พ.ร.บ.ภาษีมลพิษทางน้ำ และลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นการถาวร

ด้านที่ 3 เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ระยะสั้นต้องปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือ 20% เป็นการถาวร ปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเอสเอ็มอี ส่วนระยะยาวต้องปรับปรุงโครงสร้างภาษีศุลกากรให้สอดคล้องกับการเปิดเสรีทางการค้าภายใต้กรอบต่างๆ

สุดท้ายด้านที่ 4 เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดเก็บภาษี ระยะสั้น ต้องเร่งรัดการจัดทำระบบฐานข้อมูลภาษีอากรระหว่างกรมจัดเก็บภาษี จัดตั้งหน่วยงานดูแลผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาซึ่งมีรายได้สูง ส่วนระยะยาว ต้องร่างประมวลรัษฎากรฉบับใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เปลี่ยนรูปแบบองค์กรจัดเก็บภาษีให้เป็นกึ่งอิสระ และทบทวนการจัดกลุ่มภาษีของกรม จัดเก็บภาษี

นอกจากนี้ การปฏิรูปภาษีครั้งนี้ยังมี หลายส่วนที่สอดคล้องกับสิ่งที่ภาคเอกชน เสนอ แต่รายละเอียดอาจจะแตกต่างกันบ้าง เช่น ภาคเอกชนต้องการให้แก้ไขกฎหมาย กรมศุลกากรเรื่องสินบนนำจับ เพราะเป็นอุปสรรคการส่งออกนำเข้า ซึ่งก็ได้มีการแก้ไขบางส่วน ขณะที่บางข้อเสนอก็อาจจะไม่ตรงใจกับผู้ประกอบการเช่นกัน เช่น กรณีกรมสรรพสามิตจะเสนอให้เปลี่ยนการเก็บภาษีสรรพสามิต จากเดิมคิดฐานราคาหน้าโรงงาน หรือราคาสำแดงนำเข้า มาเป็นฐานราคาขายปลีกทุกรายการสินค้า ซึ่งจะทำให้การเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตมากขึ้น แก้ปัญหา ผู้ประกอบการสำแดงราคานำเข้าต่ำกว่า ความเป็นจริง

อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ต้องเกิดขึ้นให้เร็วที่สุด เพราะรัฐบาลที่ผ่านมาปฏิรูปภาษีเฉพาะด้านการลดภาษีเท่านั้น แม้ว่าจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน แต่ก็ทำให้รายได้ประเทศลดลงอย่างฮวบฮาบ การปฏิรูปภาษีที่เหลือจึงหนีไม่พ้นต้องเก็บภาษีเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ และสร้างความเป็น ธรรมให้กับสังคมมากขึ้น

ข่าวล่าสุด

คนไทยใช้ AI ดีขึ้น แต่ยังพบช่องว่างระหว่างคนรุ่นใหม่-ผู้สูงวัย ชัด

คนไทยใช้ AI ดีขึ้น แต่ยังพบช่องว่างระหว่างคนรุ่นใหม่-ผู้สูงวัย ชัด