posttoday
คสช.ยืมมือ "ปปช." คิดบัญชีระบอบทักษิณ

คสช.ยืมมือ "ปปช." คิดบัญชีระบอบทักษิณ

09 มิถุนายน 2557

ผ่านมาร่วมสองสัปดาห์แล้วสำหรับการทำงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ผ่านมาร่วมสองสัปดาห์แล้วสำหรับการทำงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ความเคลื่อนไหวของ คสช.จะหนักไปทางการพยายามเร่งแก้ไขปัญหาของประชาชนที่ได้รับผลกระทบในเรื่องเศรษฐกิจ ดังจะเห็นได้จากการประกาศยกเลิกเคอร์ฟิวในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญของประเทศไทยถึง 7 จุด ประกอบด้วย พัทยา เกาะสมุย ภูเก็ต ชะอำ หัวหิน พังงา และกระบี่

การประกาศยกเลิกเคอร์ฟิวในพื้นที่ดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงนัยว่า คสช.มีความมั่นใจว่าสามารถควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้ทั้งหมด โดยจะไม่มีบุคคลผู้ไม่หวังดีกล้าเข้ามาก่อเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้นในพื้นที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน พร้อมกับเป็นการส่งสัญญาณว่า คสช.ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าปัญหาทางการเมือง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคำแถลงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก และหัวหน้า คสช. เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.ที่ผ่านมา จะเห็นว่าได้พูดถึงการสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวเอาไว้ค่อนข้างมากพอสมควร

“คสช.จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเท เสียสละ ก้าวผ่านไปให้ได้ โดยจะทำให้สถิติความเชื่อมั่นในต่างประเทศดีขึ้นตามลำดับให้ได้ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ สถาบันที่มีชื่อเสียงของต่างประเทศยังคงให้เครดิตและให้การยอมรับในประเทศไทย” ส่วนหนึ่งจากคำแถลงของ พล.อ.ประยุทธ์

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือไปจากการพยายามแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจแล้ว ทาง คสช.เริ่มขยับเขยื้อนเกี่ยวกับการปราบปรามการทุจริตด้วย ซึ่ง คสช.ได้ดำเนินการอย่างเป็นกิจจะลักษณะอยู่ 2 ประการ

ประการที่ 1 การตั้งคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) จำนวน 18 คน โดยให้ปลัดบัญชีทหารบกเป็นประธาน ซึ่งมีอำนาจติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ และสามารถเสนอแนะเพื่อให้มีการดำเนินการในลักษณะที่เป็นคุณหรือเป็นโทษแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องได้

ประการที่ 2 การมอบหมายให้ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เลขานุการคณะที่ปรึกษา คสช. ทำหน้าที่ประสานงานกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในโครงการรับจำนำข้าว

แม้เรื่องการทุจริตจะไม่ใช่เหตุหลักที่ คสช.ใช้ทำการรัฐประหารล้มรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่การที่อยู่ดีๆ คสช.ส่งคนระดับ พล.อ.ดาว์พงษ์ไปพบ ป.ป.ช.ย่อมไม่ใช่เป็นการพบกันแบบธรรมดาอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ เป็นเพราะในวันที่ 5 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับที่ ป.ป.ช. และ พล.อ.ดาว์พงษ์ได้พบกัน ปรากฏว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติตรวจสอบเชิงลึกในรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของอดีตรัฐมนตรีจำนวน 5 คน ที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าว ประกอบด้วยยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีตรองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ และ ยรรยง พวงราช อดีต รมช.พาณิชย์

ขณะเดียวกัน ตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้นัดให้ข้าราชการและผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลังและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร มาให้ข้อมูลแบบรายวันในส่วนที่เป็นตัวเลขขาดทุนจากการดำเนินโครงการ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของ ป.ป.ช. ย่อมเป็นการสื่อให้เห็นว่า ป.ป.ช.เตรียมขยายผลเอาผิดกับบุคคลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม จึงมีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่ “นิวัฒน์ธำรง” และ “ยรรยง” ซึ่งไม่เป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีมาก่อน อาจจะถูก ป.ป.ช.ตั้งข้อกล่าวหาฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เช่นเดียวกับยิ่งลักษณ์ในเร็วๆ นี้

ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า ป.ป.ช.กำลังจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในฐานะเป็นแม่งานปราบปรามการทุจริตให้กับ คสช. ซึ่งจะว่าไปแล้วก็อาจเป็นแนวทางที่ คสช.คิดเอาไว้มาตั้งแต่แรก มิเช่นนั้นคงไม่รีบออกประกาศฉบับที่ 24/2557 เพื่อให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญขององค์กรอิสระมีผลบังคับใช้ต่อไปเมื่อวันที่ 23 พ.ค. หลังจากการรัฐประหารเพียงวันเดียว

การเลือกให้ ป.ป.ช.เข้ามาเล่นบทมือปราบทุจริตแทนการตั้งองค์กรพิเศษอย่างคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เคยดำเนินการกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2549 ด้านหนึ่งมองได้ว่า คสช.ไม่ต้องเผชิญกับแรงเสียดทานทางการเมืองมากนัก

ประกอบกับ คสช.เองอาจเห็นว่าปัจจุบัน ป.ป.ช.ไม่ได้อยู่ในภาวะสุญญากาศเหมือนกับช่วงก่อนเกิดการรัฐประหารเมื่อปี 2549 และโครงสร้างของ ป.ป.ช.ยังสามารถทำงานขับเคลื่อนไปได้ เหนืออื่นใดการให้อำนาจการปราบทุจริตแก่องค์กรพิเศษแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดย่อมไม่เป็นผลดีในทางหนึ่งด้วย เพราะไม่เหมาะสมกับการเมืองยุคสมัยใหม่ที่เน้นเรื่องการกระจายอำนาจและการตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกัน

ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่าเมื่อปี 2549 เคยมีบทเรียนมาแล้วว่าการตั้งองค์กรพิเศษมาทำหน้าที่ปราบทุจริต นอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาทุจริตในระยะยาวแล้ว ในทางกลับกันได้เป็นชนวนความขัดแย้งที่ได้รับการสะสมมาอย่างต่อเนื่องด้วย จึงเป็นไปได้ที่บทเรียนในอดีตของ คมช.กลายเป็นเครื่องเตือนใจไม่ให้ คสช.รวบรัดล้างบางการทุจริตด้วยวิธีการที่มีปัญหาในเรื่องความชอบธรรม

เท่ากับว่าการให้ ป.ป.ช.เข้ามาทำหน้าที่เก็บกวาดเองน่าจะทำให้ คสช.ได้รับประโยชน์มากกว่า อย่างน้อย ป.ป.ช.ก็เป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นจากรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ผ่านการกลั่นกรองของฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ใช่ตั้งขึ้นมาจากอำนาจของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แบบนี้ คสช.และ ป.ป.ช.ย่อมมีความชอบธรรมในระดับหนึ่ง แม้ว่าฝ่ายตรงข้ามจะมองว่าคนใน ป.ป.ช.หลายคนจะมีจุดยืนที่เป็นปฏิปักษ์ก็ตาม

ดังนั้น นับจากนี้เป็นต้นไป การล้างบางการทุจริตคอร์รัปชั่นจะเปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ แต่บทสรุปจะลงเอยอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับความจริงจังของ คสช.และ ป.ป.ช.

ข่าวล่าสุด

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า