
อีซีบีลดดอกแค่โหมโรงปูทางงัดคิวอีลุยแก้เงินฝืด
นับเป็นท่าทีที่ทั่วโลกให้ความสนใจไม่น้อย เมื่อที่ประชุมธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี)
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
นับเป็นท่าทีที่ทั่วโลกให้ความสนใจไม่น้อย เมื่อที่ประชุมธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ได้ตัดสินใจงัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งประวัติศาสตร์ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์จะนำมาฝากกับอีซีบี ลดลงไปอยู่ที่ติดลบ 0.1% พร้อมกับลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาเหลือที่ 0.15% จากเดิม 0.25% และแถมท้ายด้วยการปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเข้าสู่ระบบการเงินอีก 4 แสนล้านยูโรในปลายปีนี้
ปฏิเสธไม่ได้ว่า การออกมาตรการอัดฉีดทางการเงินครั้งใหญ่ของอีซีบีหนนี้ดูจะได้รับคำชื่นชมจากนักวิเคราะห์อยู่ไม่น้อย เพราะมองว่าการใช้นโยบายกระตุ้นรอบนี้ จะสามารถเข้ามาพยุงสถานการณ์เศรษฐกิจของยุโรปที่ส่ออาการไม่ดีนัก หลังจากที่กำลังเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเงินฝืดอย่างหนัก เพราะระดับเงินเฟ้อในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ขยายตัวเพียงแค่ 0.5% เท่านั้น ต่ำกว่าที่ตั้งเป้าไว้ที่ 2% ขณะที่การขยายตัวของจีดีพี การลงทุน ต่างก็ขยายตัวต่ำกว่าคาดการณ์ทั้งหมด
พร้อมกันนี้ การลดดอกเบี้ยดังกล่าวก็น่าจะเป็นตัวช่วยให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงอีกทางหนึ่ง ซึ่งจะช่วยส่งเสริมขีดความสามารถของภาคการส่งออกให้ดีขึ้นมาบ้าง โดยหลังจากที่ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลง ค่าเงินยูโรได้อ่อนค่าลงมาต่ำสุดในรอบ 4 เดือนทันทีที่ 1 ยูโรต่อ 1.35 เหรียญสหรัฐ จากเดิมที่ 1 ยูโรต่อ 1.36 เหรียญสหรัฐ ส่วนตลาดหุ้นยุโรปก็ทะยานพุ่งขึ้นในทุบสถิติในรอบ 6 ปีครึ่งทันที
ทว่าเมื่อหันมามองอีกมุมหนึ่ง นักวิเคราะห์อีกบางส่วนก็มองว่า สิ่งที่อีซีบีประกาศออกมาเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วดูจะเป็นเพียงการผ่อนคลายสถานการณ์ให้ดีขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น เพราะมาตรการที่ออกมายังไม่ตอบโจทย์ต่อรากฐานของปัญหาที่แท้จริงได้ โดยเฉพาะเรื่องการเรียกความเชื่อมั่นของภาคการเงินและการจับจ่ายใช้สอยในยุโรปที่ย่ำแย่ต่อเนื่องมายาวนานให้ฟื้นกลับคืนมาโดยเร็ว
ดังนั้น ความหวังที่ว่า การตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลงไปอยู่ในแดนติดลบเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ จะช่วยกระตุ้นให้ภาคธนาคารปล่อยสินเชื่อลงไปสู่ภาคธุรกิจเพื่อก่อเกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ จึงดูจะห่างไกลความเป็นจริงยิ่งนัก
นอกจากนี้ ปริมาณเม็ดเงินที่ธนาคารพาณิชย์ในยูโรโซนนำมาฝากไว้กับอีซีบีก็มีเพียงแค่ 2.9 หมื่นล้านยูโรเท่านั้น ซึ่งต่อให้มีการไถ่ถอนออกไปหมด ก็คงจะไม่สามารถการันตีได้ว่าเม็ดเงินเหล่านี้จะเพียงพอต่อการสร้างความเปลี่ยนแปลงและนำพายูโรโซนก้าวพ้นจากความเสี่ยงของภาวะเงินฝืดได้
มาร์ค แซนดี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส ผู้จัดอันดับเครดิตชื่อดัง ได้แสดงทรรศนะว่า สิ่งสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เป็นไปอย่างกระท่อนกระแท่นในยุโรป หลังจากจีดีพีไตรมาสแรกปีนี้โตได้แค่ 0.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า คือ การสร้างความแข็งแกร่งให้กับภาคการเงินและธนาคารให้กลับคืนมา แม้ว่าจะต้องใช้ภาษีของประชาชนเข้ามาอุ้มบ้างก็ตาม
เพราะหากสามารถแก้ไขจุดอ่อนของระบบธนาคารได้ ก็เชื่อว่าจะทำให้สถาบันการเงินและธนาคารต่างๆ มีความเชื่อมั่นมากพอที่จะกล้าปล่อยเงินกู้เข้าสู่ระบบอีกครั้ง เนื่องจากที่ผ่านมา ประเด็นปัญหาที่สภาพคล่องสินเชื่อไม่ถูกส่งไปถึงมือภาคธุรกิจจนเสี่ยงจะเกิดปัญหาเงินฝืดไม่ได้เกิดจากอัตราดอกเบี้ยในตลาดที่สูงเกินไป หากแต่เป็นผลมาจากธนาคารขาดความเชื่อมั่น
ทั้งนี้ ประเด็นสภาพคล่องในตลาดที่ขาดแคลน ซึ่งผูกโยงกับปัญหาเงินเฟ้อที่โตได้ต่ำจนเสี่ยงจะเกิดปัญหาเงินฝืด กำลังสร้างปัญหาหนักอกให้กับผู้กำหนดนโยบายในยูโรป
เพราะหากเกิดปัญหาเงินฝืดขึ้นก็จะทำให้ผู้บริโภคและนักธุรกิจเลื่อนการใช้จ่ายการลงทุนออกไป ระบบการจ้างงานและจับจ่ายใช้สอยลดลง วงจรเศรษฐกิจก็จะซบเซา ส่วนมูลค่าหนี้ก็จะยิ่งสูงขึ้น สร้างความลำบากแก่ประเทศที่มีระดับหนี้สูงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เช่น กรีซ อิตาลี สเปน เป็นอย่างยิ่ง
ขณะที่ เดวิด เคลลี หน้านักยุทธศาสตร์ทางการตลาดของ เจพี มอร์แกน ฟันด์ ระบุว่า ภาคธนาคารส่วนมากในยุโรปยังคงไม่ไว้ใจต่อความแข็งแกร่งของสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน แม้ว่าเศรษฐกิจยูโรโซนจะรอดพ้นจากภาวะถดถอยมาแล้วก็ตาม
เนื่องจากนักวิเคราะห์หลายสำนัก ระบุว่า ขณะนี้หลายธนาคารพากันวิตกกันไปแล้วว่า ธนาคารอื่นๆ ในภูมิภาคกำลังถือครองหนี้เอาไว้มาก และยิ่งระบบธนาคารในยุโรปเคยเจอฝันร้ายจากวิกฤตการเงินโลกในปี 20082009 มาแล้ว ก็ยิ่งหวาดผวาหนักยิ่งขึ้นไปอีก
“ถ้าคุณเป็นธนาคารในอิตาลี คุณอาจจะรู้สึกมั่นใจในสถานะทางการเงินของตัวเอง แต่หากคุณไม่รู้อะไรเกี่ยวกับธนาคารในสเปนเลย หรือในกรีซ ซึ่งถ้าหากระบบธนาคารในกรีซเกิดล้มครืนลงระบบธนาคารของทั้งยุโรปก็จะโดนกระหน่ำจากวิกฤตอีกครั้ง” เดวิด เคลลี หัวหน้านักยุทธศาสตร์ทางการตลาดของ เจพี มอร์แกน ฟันด์ กล่าว
นอกจากนี้ ยิ่งเมื่อการการปฏิรูประบบธนาคารของยูโรโซนไปสู่ระบบสหภาพธนาคาร (ยูโรเปียนแบงก์กิ้ง) เพื่อสร้างความเข้มแข็งของระบบการเงินและการดูแลคุ้มครองภาคธนาคารให้แข็งแกร่ง ยังคงเป็นไปอย่างล่าช้า ก็ยิ่งกลายเป็นตัวบั่นทอนความมั่นใจของธนาคารในยุโรปยิ่งขึ้นไปอีก
นอกเหนือจากความเชื่อมั่นในภาคธนาคารที่ย่ำแย่แล้ว อีกส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับด้วยว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลดดอกเบี้ยของอีซีบี ก็ยังเป็นเพียงการแก้ปัญหาเพียงผิวเผินเท่านั้น เพราะปัจจัยที่เป็นตัวกีดขวางการเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงานหลายตัวยังคงไม่ได้รับแก้ไขและปฏิรูปอยู่ดีโดยเฉพาะปัจจัยจากกฎหมายและกฎระเบียบหลายตัวที่ล้าหลังและเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจยังมีอยู่มากในหลายประเทศ
ดังเช่น ในฝรั่งเศสและอิตาลียังคงมีกฎหมายการจ้างงานที่ตึงตัวและผูกมัดนายจ้างจนสร้างภาระต้นทุนที่สูงเกินไป จนทำให้นายจ้างลังเลใจที่จะจ้างพนักงานใหม่ๆ เข้ามาทำงาน
จึงเป็นคำตอบว่า ทำไมทั้งๆ ที่เศรษฐกิจของกลุ่มยูโรสามารถก้าวพ้นภาวะถดถอยมาได้แล้ว แต่ปัญหาการว่างงานกลับยังคงสูงลิ่วอยู่ โดยในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา อยู่ที่ 11.7% ลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้านั้น ซึ่งอยู่ที่ 11.8%
ส่วนประเทศพี่ใหญ่แห่งยูโรโซนอย่างเยอรมนี ซึ่งดูจะมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งที่สุดในยุโรป ก็ยังคงมุ่งเดินหน้าขายสินค้าและส่งออกไปประเทศอื่นๆ เป็นหลักอยู่ จนทำให้หลายฝ่ายเริ่มออกมาเรียกร้องให้เยอรมนีต้องหันมาเลือกซื้อนำเข้าสินค้าจากประเทศอื่นๆ ให้มากขึ้น เพื่อกระตุ้นการบริโภคและจับจ่ายใช้สอยในภูมิภาคให้คึกคักขึ้นมาบ้าง ไม่ใช่เอาแต่ส่งออกขายสินค้าอยู่ฝ่ายเดียวเหมือนที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่าสิ่งที่บรรดานักวิเคราะห์ติติงและเสนอออกมานั้น จะเป็นที่อยู่ในใจของ มาริโอ ดรากี ประธานอีซีบีอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งสังเกตได้จากในระหว่างการแถลงข่าวการประชุมอีซีบีเมื่อสัปดาห์ก่อน ที่เจ้าตัวเองก็เริ่มส่งสัญญาณแล้วว่า มาตรการลดดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น และยังจะมีสิ่งที่ตามมาหลังจากนี้แน่นอน
คำพูดของ ดรากี ที่เน้นว่า “ยังมีสิ่งที่จะตามมาหลังจากนี้” สร้างความตื่นตะลึงให้กับบรรดานักวิเคราะห์หลายสำนักได้นำไปตีความและคาดการณ์กันต่างๆ นานา ซึ่งส่วนใหญ่เชื่อกันว่าอีซีบีน่าจะเลือกใช้มาตรการเข้าซื้อสินทรัพย์หรือคิวอี เหมือนกับที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ทำอยู่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจยุโรปให้พ้นจากอาการเซื่องซึมจากภาวะเงินเฟ้อโตต่ำเสียที
ฉะนั้น จึงต้องจับกันต่อไปว่าในการประชุมครั้งหน้า อีซีบีจะงัดมาตรการอะไรออกมากระตุ้นเศรษฐกิจอีก และในท้ายที่สุดอีซีบีจะกล้างัดยาแรงอย่างมาตรการคิวอีออกมาหรือไม่ หลังจากที่แสดงท่าทีลังเลมานาน







