
ข้อเสนอโครงการน้ำ-2 ล้านล้านถึง คสช.
แนวคิดของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการรื้อฟื้นโครงการบริหารจัดการน้ำ มูลค่า 3.5 แสนล้านบาท ต้องไตร่ตรองให้ดี เพราะมีทั้งผลดีและเสีย แต่ถือว่าเป็นความคิดที่กล้าหาญ น่าสนับสนุน เพราะปัญหาน้ำแล้ง น้ำท่วมต้องได้รับการแก้ไข
แนวคิดของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการรื้อฟื้นโครงการบริหารจัดการน้ำ มูลค่า 3.5 แสนล้านบาท ต้องไตร่ตรองให้ดี เพราะมีทั้งผลดีและเสีย แต่ถือว่าเป็นความคิดที่กล้าหาญ น่าสนับสนุน เพราะปัญหาน้ำแล้ง น้ำท่วมต้องได้รับการแก้ไข
จากประสบการณ์ในการแก้ปัญหาน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 ผมเห็นว่าบ้านเรายังขาดระบบบริหารจัดการน้ำที่เป็นรูปธรรม ที่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง รวมถึงทรัพยากรน้ำที่ถูกใช้อย่างสิ้นเปลือง และปล่อยให้ลงทะเลโดยเปล่าประโยชน์ทุกปี มาจัดการให้เป็นระบบ โดยมีแผนงาน โครงการชัดเจน
แต่ต้องกาดอกจันตัวใหญ่ๆ ว่า โครงการน้ำที่ คสช.ควรสนับสนุน จะต้องจัดลำดับความสำคัญใหม่ โดยรื้อทิ้งโมดูลบริหารจัดการน้ำทั้ง 9 โมดูล ที่คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) วางไว้ เนื่องจากทุกโครงการที่ถูกวางไว้สิ้นเปลืองเกินเหตุ ทั้งเขื่อนที่วางแผนจะสร้างพร้อมกันทั้งหมด ฟลัดเวย์ หรือการจัดทำคันกั้นน้ำ
ทั้งนี้ เพราะโครงการทั้งหมดถูกวางแผนไว้โดยการนำโครงการเก่าๆ มาจับยัดรวมกันเท่านั้น ไม่ได้ศึกษาว่าสภาพแวดล้อมจริงเป็นอย่างไร มีความคุ้มค่าหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น ฟลัดเวย์ตะวันตกที่ กบอ.คำนวณมูลค่าการก่อสร้างมากกว่า 1 แสนล้านบาท แต่พื้นที่ส่วนใหญ่ที่ฟลัดเวย์ไหลผ่านไม่มีน้ำผ่านตลอดทั้งปี และต้องนำน้ำมาจากแม่ปิง (ต้นน้ำเจ้าพระยา)
ในความเห็นผม การแก้ไขปัญหาน้ำจำเป็นต้องมีหลักการสำคัญ คือ 1.น้ำทุกหยดต้องใช้คุ้มค่า และ 2.สามารถต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยในแต่ละโครงการจะต้องมีประโยชน์สูงสุด ทั้ง 1.อุปโภค 2.บริโภค 3.เกษตรกรรม 4.อุตสาหกรรม และ 5.ผลิตไฟฟ้า มากกว่าปล่อยให้น้ำไหลระบายลงทะเลเพียงอย่างเดียว ซึ่งทำให้เงินลงทุนในโครงการขนาดใหญ่สูญเปล่า ไม่มีรายได้ และไม่มีผลตอบแทนกลับมา ผิดหลักการลงทุนโดยสิ้นเชิง
อันดับแรก คสช.ควรพิจารณาสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ ซึ่งอาจคล้ายคลึงกับโครงการที่กำหนดไว้ในแผนงานของรัฐบาลชุดที่แล้ว แต่จะต่างกันตรงที่เขื่อนในนิยามของผม จะต้องผลิตกระแสไฟฟ้าให้คุ้มค่าการลงทุนในระยะเวลาสั้นๆ โดยไม่จำเป็นต้องหาพื้นที่สร้างเขื่อนใหม่ แต่ใช้พื้นที่ที่เขื่อนต่างๆ นั้นตั้งอยู่ โดยให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น กรมชลประทาน หรือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หาพื้นที่เขื่อนเดิมเพื่อขยายปริมาตรความจุน้ำ โดยอาจทำได้ทั้งรูปแบบการขยายเขื่อนออกในแนวขวางแนวกว้าง หรือการสร้างเขื่อนซ้อนเขื่อนอีกหนึ่งชั้น
การสร้างเขื่อนจะแก้ปัญหาทั้งการบริหารจัดการน้ำในภาวะวิกฤต โดยในเวลาน้ำหลากจะสามารถลดทอนปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่เกษตรกรรมหรือเขตเมือง และในเวลาน้ำแล้ง เขื่อนก็จะสามารถปล่อยน้ำให้พื้นที่เกษตรกรรมได้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามการบริหารจัดการจะต้องอาศัยการบริหารที่เชื่อมโยงทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำ รวมถึงระบบสารสนเทศที่แม่นยำ วิเคราะห์สถานการณ์ได้ถูกต้อง
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีกระแสโจมตีมาตลอดว่า การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่จะทำให้น้ำไหลไม่เป็นธรรมชาติ แต่ผมยืนยันว่าหากมีการบริหารจัดการที่ดี จะสามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น การสร้างเขื่อนเพื่อกั้นลำน้ำโขงในจีนนั้น ขณะนี้แม่น้ำโขงในไทยก็ไม่ได้มีปัญหาน้ำแล้งอย่างที่หลายคนวิตก เพราะมีการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ
อันดับที่สอง ประตูระบายน้ำ คือส่วนสำคัญที่ทำให้น้ำท่วมขัง และทำให้น้ำแล้ง ทั้งในเขตเมืองหรือในเขตชนบท โดยจากประสบการณ์ที่ผมเห็น ช่วงแก้ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ มักพบว่าประตูระบายน้ำส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก ไม่เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริง รวมถึงขาดการดูแล ทำให้ใช้งานได้ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ เช่นเดียวกับเครื่องสูบน้ำที่ไม่ได้จัดให้อยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสม
ผมเสนอให้ปรับประตูระบายน้ำในคลองสายหลัก หรือแม่น้ำสายหลัก ให้ทำหน้าที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การผลิตกระแสไฟฟ้าในพื้นที่ โดยอาจไม่จำเป็นต้องเป็นโรงผลิตกระแสไฟฟ้าขนาดใหญ่ อาจเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาด 510 กิโลวัตต์ สำหรับใช้ในชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียงก็เพียงพอ ซึ่งถ้าหากเหลือก็สามารถขายต่อให้พื้นที่อื่นได้
ยกตัวอย่างเช่น พื้นที่ จ.น่าน หรือแม่ฮ่องสอน ที่ผ่านมา 2 จังหวัดนี้ต้องจ่ายค่าไฟแพงกว่าจังหวัดอื่น เนื่องจากต้องเสียค่าส่งไฟจากพื้นที่ใกล้เคียงเข้าไปในตัวจังหวัดและตัวอำเภอตามลำดับ ซึ่งตัวอำเภอเล็กๆ นั้นมีปัญหากระแสไฟฟ้าไม่พออยู่บ่อยครั้ง เพราะไฟที่ส่งมาผ่านสายไฟฟ้านั้นไม่เพียงพอ ทั้งที่ทั้ง 2 จังหวัดสามารถผลิตไฟฟ้าจากประตูระบายน้ำ หรือโรงไฟฟ้าขนาดเล็กได้ด้วยตัวเอง และสามารถขายไฟฟ้าให้จังหวัดใกล้เคียงได้ด้วยซ้ำ
ผมยืนยันว่าเราสามารถลงทุนในโครงการบริหารจัดการน้ำ โดยใช้งบประมาณเพียงแค่ประมาณ 3 หมื่นล้านบาทเท่านั้น โดยเงินจำนวนนี้สามารถบรรจุอยู่ในงบประมาณประจำปีได้ ไม่จำเป็นต้องออกเป็นพระราชกำหนด หรือพระราชบัญญัติกู้เงิน อย่างที่รัฐบาลชุดที่แล้วทำ และผมเชื่อว่ารัฐบาลจีน หรือรัฐบาลญี่ปุ่น ก็พร้อมร่วมลงทุนในโครงการลักษณะนี้ร่วมกับรัฐบาลไทย
ส่วนโครงการเงินกู้เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ มูลค่า 2 ล้านล้านบาทนั้น ผมเห็นว่าควรจัดลำดับความสำคัญใหม่อีกครั้ง โดยอันดับแรก เริ่มจากการเปลี่ยนระบบรางรถไฟขนาด 1 เมตร ที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ เป็น 1.435 เมตร ซึ่งเป็นรางมาตรฐานที่ทั่วโลกใช้ทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านได้ และสามารถเชื่อมโยงการค้า การลงทุนในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
อันดับที่สอง ผมเห็นด้วยกับการลงทุนสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงในระยะทางสั้นๆ โดยตีวง 150 กิโลเมตรรอบกรุงเทพฯ โดยทิศเหนืออาจสิ้นสุดที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ทิศตะวันออกเฉียงเหนือสิ้นสุดที่ จ.สระบุรี หรืออาจไกลขยายถึงปากช่อง ทิศใต้สิ้นสุดที่ จ.เพชรบุรี หรือขยายถึงหัวหิน และทิศตะวันออกสิ้นสุดที่พัทยา เนื่องจากรถไฟความเร็วสูงจะสามารถขยายความเจริญออกไปจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล และยังทำให้การเดินทางจากคนที่อยู่นอกเมือง ต้องการเข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ หรือคนที่อยู่ในกรุงเทพฯ เดินทางไปทำงานในนิคมอุตสาหกรรมที่อยู่รอบกรุงเทพฯ ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น
อันดับสุดท้าย ผมเห็นว่าเราควรเพิ่มศักยภาพการส่งต่อจากระบบรางไปยังท่าเรือ หรือรถไฟไปยังเรือ เนื่องจากรถไฟและเรือสามารถขนส่งสินค้าได้ครั้งละจำนวนมาก ไม่จำเป็นต้องใช้รถบรรทุกขนถ่ายสินค้าไปมา ซึ่งสิ้นเปลืองน้ำมัน และทำให้การจราจรติดขัด โดยสิ่งที่รัฐบาลต้องลงทุน ได้แก่ สถานีขนถ่ายสินค้าลงรถไฟ และท่าเรือขนาดใหญ่สำหรับส่งต่อสินค้า
เช่นเดียวกับโครงการบริหารจัดการน้ำ รัฐบาลไทยไม่จำเป็นต้องลงทุนในวงเงินทั้งหมด เพียงแค่หาผู้ร่วมลงทุนดีๆ และมีความพร้อม รวมถึงเขียนข้อกำหนดทีโออาร์ให้รัดกุม ก็สามารถประหยัดงบประมาณได้อีกมาก แต่ถ้ายังเขียนทีโออาร์โดยล็อกสเปกผู้รับเหมาบางราย สุดท้ายผมก็คงต้องออกมาร้องคัดค้าน







