
"นปช.-เพื่อไทย"รักษาตัวรอเวลาทหารกลับกรม
กลุ่มนปช.และพรรคเพื่อไทย ต่างหลบหายเข้าไปในกลีบเมฆโดยปริยาย โดยเฉพาะหลังจากไปรายงานตัวกับ คสช.
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ท่ามกลางการจัดระเบียบประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อีกด้านอย่างในกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และพรรคเพื่อไทย ต่างหลบหายเข้าไปในกลีบเมฆโดยปริยาย โดยเฉพาะหลังจากไปรายงานตัวกับ คสช. ซึ่งมีบางรายถึงกับประกาศเลิกเล่นการเมือง อย่างเช่น แรมโบ้อีสาน สุภรณ์ อัตถาวงศ์ อดีตแกนนำ นปช. และผู้ก่อตั้งกลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตยแห่งชาติ (อพปช.) ได้ตัดสินใจหันหลังให้กับการเมือง แบบที่บอกกับสาธารณะว่าจะไม่มีวันหวนกลับคืนเวทีนี้อีก
ในรายของแรมโบ้มีรายงานว่า สาเหตุที่จำใจต้องทิ้งบทบาทผู้นำมวลชน เพราะที่ผ่านมา อพปช.ถูกเพ่งเล็งอย่างหนักว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มฮาร์ดคอร์ และมีส่วนเชื่อมโยงกับ “ขอนแก่นโมเดล” ด้วย โดยถ้ายังไม่หยุดเคลื่อนไหวอาจถูกกดดันจากทหารอย่างหนักถึงขั้นนำไปสู่การประกาศยึดทรัพย์ได้ รวมทั้งการถูกนำตัวขึ้นศาลทหาร ซึ่งเป็นศาลที่สามารถพิจารณาคดีได้จบในศาลเดียว จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากถอยแบบสุดตัว
เช่นเดียวกับ ขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดรธานี แกนนำเสื้อแดงคนสำคัญอีกราย ก็ไม่ปรากฏความเคลื่อนไหว แต่ให้สัมภาษณ์แบบยอมรับว่านับจากนี้คงได้แต่ติดตามการทำงานของ คสช.เพียงอย่างเดียว โดยที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวอะไรได้
“เวลานี้ภายใต้การประกาศกฎอัยการศึก แกนนำ นปช.ไม่สามารถที่จะติดต่อสื่อสารหรือพูดคุยกันได้เลย จึงยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งสิ้น สิ่งที่ทำได้คือคอยจับตาดูการทำงานของ คสช.ว่าจะเป็นไปในรูปแบบอย่างไร เราพร้อมที่จะให้ความร่วมมือเต็มที่ที่จะช่วยกันแก้ไขปัญหาชาติบ้านเมือง แต่ขออย่างเดียว คือ ทหารต้องทำอะไรที่มีความชัดเจนอย่าเลือกข้างหรือเลือกปฏิบัติ”ขวัญชัย ระบุ
ไม่ต่างอะไรกับแกนนำเสื้อแดงระดับบิ๊กเนมอย่าง จตุพร พรหมพันธุ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ก่อแก้ว พิกุลทอง เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดได้ยุติการเคลื่อนไหวทางการเมืองชั่วคราว ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เคยประกาศเอาไว้ตั้งแต่ก่อนเกิดการรัฐประหารว่า หากมีการรัฐประหารเมื่อไหร่จะออกมาต่อต้านอย่างแน่นอน แต่ที่สุดแล้วจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีการแสดงท่าทีใดๆ ออกมา
ขณะที่ พรรคเพื่อไทย เป็นอีกส่วนหนึ่งที่กำลังแช่แข็งตัวเองชั่วคราว ซึ่งแกนนำพรรคต่างมีความเห็นตรงกันแล้วว่าจำเป็นต้องหยุดการแสดงความคิดเห็นหรือการทำกิจกรรมทางการเมืองที่อาจไปพาดพิง คสช.เอาไว้ก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายนำมาเป็นเงื่อนไขได้ ดังนั้นแนวทางที่สุดที่พรรคเพื่อไทยจะทำได้ คือ รอดูท่าทีจาก คสช.ก่อนว่าจะแก้ไขปัญหาบ้านเมืองอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และการตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติว่าจะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร และหลังจากนั้นจึงค่อยว่ากันอีกที ซึ่งเสมือนหนึ่งเป็นการดูทิศทางลม เพราะมองแล้วว่าหากไปฝืนทำอะไรตอนนี้จะส่งผลเสียกับพรรคมากกว่า
ในเรื่องนี้ ชวลิต วิชยสุทธิ์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย สารภาพว่า สมาชิกพรรคเพื่อไทยต้องระวังเรื่องการสื่อสาร ไม่เช่นนั้นเกรงว่า คสช.อาจเข้าใจผิดได้ ดังนั้นเมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก เป็นหัวหน้า คสช.แล้ว คงต้องให้เวลาและโอกาสได้ทำงานไป ส่วนพรรคเพื่อไทยจะหยุดการเคลื่อนไหวจนกว่าจะเห็นโรดแมปของ คสช.ที่ชัดเจน และหาก คสช.เชิญไปร่วมเสวนาปรองดองสมานฉันท์ก็พร้อมให้ความร่วมมือและเสนอความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาในเชิงสร้างสรรค์
ชวลิต ยืนยันว่า คณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยยังคงมีความสามัคคีกันเหมือนเดิม และคุยกันอยู่ รักกันดี ยิ่งมีวิกฤตทางการเมืองยิ่งรักและห่วงใยกัน ซึ่งเราก็ได้แต่หวังให้บ้านเมืองสงบและเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สมาชิกพรรคไม่ได้เข้าพรรคแต่อย่างไร เพราะมีคำสั่งของ คสช.ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน
“ส่วนตัวก็กลับบ้านพักผ่อนอยู่ที่ จ.นครพนม เข้าสวน ปลูกต้นไม้ เลี้ยงปลา และติดตามข่าวสารอยู่เสมอๆ ส่วนจะมีการปรับโครงสร้างภายในพรรคเพื่อไทยหรือไม่นั้น ขณะนี้ยังไม่ได้พูดคุยถึงเรื่องดังกล่าว เพราะเป็นเรื่องใหญ่ที่กรรมการบริหารพรรคจะต้องคุยกัน เมื่อเวลาและสถานการณ์เอื้ออำนวย อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ พรรคก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ แต่เราจะไม่ละทิ้งอุดมการณ์ประชาธิปไตยอย่างแน่นอน”แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าว







