
ปลุกวิญญาณ"ข้าราชการ"สร้างชาติ
บทบาทนักการเมืองที่มาครอบงำและเดินนำระบบข้าราชการ เราต้องเลิกให้ได้ กลุ่มพรรคการเมืองที่เข้ามาและข้าราชการประจำต้องหันหน้าเข้าหากัน
โดย...เลอลักษณ์ จันทร์เทพ
หลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ทำการรัฐประหาร ก็มีการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงที่ถูกมองว่าเป็นเครือข่ายระบอบทักษิณทันที พร้อมแต่งตั้งบุคคลที่มีภาพลักษณ์ดีเข้าไปทำหน้าที่แทน และหนึ่งในนั้นคือ “ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล” รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีอีกตำแหน่งหนึ่ง เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ต้องการให้มาขับเคลื่อนเรื่องการปฏิรูประบบราชการ และการสร้างความปรองดองภายในชาติ หลังเกิดความแตกแยกอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา
ม.ล.ปนัดดา หรือคุณเหลน เป็นพระปนัดดา (เหลน) ผู้สืบสายราชสกุลดิศกุลมาจาก ม.จ.จุลดิศ ดิศกุล พระโอรสองค์ใหญ่ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระโอรสในรัชกาลที่ 4 และบิดาแห่งกระทรวงมหาดไทย ถือได้ว่าตลอดชีวิตความผูกพันกับ “ข้าราชการ” เล่าย้อนหลังถึงวันที่ได้รับตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีว่า ขณะกำลังนั่งรับประทานอาหารเย็นร่วมกับภรรยาและลูก อยู่ๆ มีประกาศคำสั่งของ คสช.ผ่านทางจอโทรทัศน์ ให้ไปปฏิบัติรับตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ก็รู้สึกตกใจ แต่เมื่อตั้งสติได้ ก็คิดว่าเป็นคำสั่งที่เราต้องทำตามหน้าที่ ไม่จำเป็นที่ต้องทาบทามถามไถ่กันก่อน ทุกคนมีหน้าที่ที่ต้องทำเพื่อสังคม เพื่อประชาชน
ขณะเดียวกัน ก็มานั่งคิดว่า อายุเท่านี้แล้ว ทำไมจะทำอะไรอีกสักเรื่องสองเรื่องไม่ได้ เราจริงใจ ตั้งใจ อะไรที่ยากลำบากจะง่ายขึ้น และพร้อมที่จะตั้งใจทำงาน และครั้งนี้ถือเป็นครั้งสำคัญที่ข้าราชการจะได้ทำงานร่วมกันเพื่อทำนุบำรุงประเทศไทย รักษาประเทศไทย ช่วยกันนำพาความสำเร็จสู่บ้านเมือง
“ข้าราชการต้องเป็นมิตรของประชาชน เป็นที่พึ่งแห่งแรก ที่เมื่อประชาชนนึกถึงการใช้อำนาจรัฐ จะต้องทำอย่างไรให้ประชาชนสามารถเข้าหาพึ่งพาได้ ไม่ใช่ไปเรียกเงินเรียกทอง ให้ประชาชนดูถูกดูแคลน มีสินจ้าง มีค่าน้ำชา ข้าราชการต้องทำเรื่องเหล่านี้ให้เป็นตำนานเล่าขาน เพราะเรื่องนี้ต่างประเทศวิจารณ์เรามาก น่าอับอาย ด้วยความไม่ทันสมัยในกรอบความคิดยังทำอะไรเชยต้องยุติให้ได้ จุดนี้เราต้องเร่งปฏิรูประบบข้าราชการ”ม.ล.ปนัดดา ระบุ
อย่างไรก็ตาม จากนี้ไปการทำงานสิ่งแรกคือ ต้องมาคิดว่าจะทำงานอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะเรื่องของการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ และงานเดินเอกสารที่จะทำอย่างไรให้เกิดความรวดเร็ว เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ให้นโยบายว่า การทำงานต้องอย่าให้ล่าช้าเป็นอันขาด เพราะโดยระบบราชการปกติที่ผ่านมาประชาชนมีเสียงบ่นมามากเรื่องของความล่าช้า อุ้ยอ้าย จึงอยากทำงานให้เกิดความคล่องตัว
“เราต้องร่วมมือกันช่วยเสริมสร้างชาติต่อจากนี้ไป ทุกอย่างถ้าข้าราชการปฏิบัติได้ โดยถือตามหลักสุภาษิตไทยที่ไม่เคยล้าสมัย คือ ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก หัวขบวนจะต้องแน่วแน่ปฏิบัติชัดเจน ยึดถือตามกฎระเบียบ ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วมีหรือที่ลูกแถวภายในองค์กรต่างๆ จะไม่ทำตามหัวหน้าหน่วย ซึ่งอาจจะไม่ครบถ้วนทั้งหมดก็ตาม”ม.ล.ปนัดดา กล่าวอย่างมั่นใจ
สำหรับอุปสรรคในการปฏิรูประบบข้าราชการนั้น ม.ล.ปนัดดา มองว่า ความเป็นข้าราชการยุคเก่าที่มักจะมาครอบงำการทำงานของข้าราชการยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระบบอุปถัมภ์ หรือระบบการทำงานแบบเก่า ข้าราชการยุคใหม่เกิดขึ้นเยอะมาก ล้วนแต่มีอัธยาศัยไมตรีจิต มีความมุ่งมั่น มีวิสัยทัศน์ที่ดี เช่น มีความคิดที่ว่าอาชีพข้าราชการเป็นอาชีพที่ได้รับใช้ประชาชนมากที่สุด เป็นทัศนคติที่ชัดเจน แต่ทำไมระบบราชการจึงไม่โดดเด่นสักที
“เราต้องยึดหลักคำสอนที่กรมพระยาดำรงราชานุภาพเคยสอนไว้ คือ ข้าราชการมิใช่อภิสิทธิ์ชน หากแต่ต้องบำเพ็ญตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม นี่คือสิ่งที่ไม่เคยล้าสมัย และข้าราชการต้องไม่หลงลืมตัว ต้องอ่อนน้อมถ่อมตน เข้าหาผู้คนพลเมือง มีความรู้ความสามารถ โดยอย่าใช้ความรู้ความสามารถที่มีเอารัดเอาเปรียบใคร ทุกคนมีคตินี้อยู่ในใจหมดแล้ว”
ม.ล.ปนัดดา ระบุอีกว่า ทุกฝ่ายต้องร่วมกัน ทั้งข้าราชการประจำ นักการเมืองต้องร่วมมือกัน ถ้าประสงค์ให้ประเทศชาติมีความเจริญยั่งยืนหรือถาวร ไม่มีปฏิวัติรัฐประหารซ้ำแล้ว|ซ้ำอีก ก็ต้องจัดระบบแบบแผนให้ดี ซึ่งผู้ที่ทำให้ประชาธิปไตยเกิดจุดบกพร่องสะดุด ก็ต้องโทษข้าราชการกับนักการเมือง เพราะความคิดทางการเมือง และบทบาทของข้าราชการสำคัญ
ทั้งนี้ ข้าราชการต้องนำบทเรียนในอดีตมายึดมั่นระบบให้มากขึ้น หรือที่เรียกว่าจริยธรรมประเทศต้องดำรงไว้ความถูกต้อง ความร่มเย็นเป็นสุข ความดีงามเกิดขึ้นแก่สังคม และมีธรรมาภิบาล ประชาธิปไตยคือประชาธิปไตยที่มีระบบ มีเกียรติยศ เกียรติศักดิ์ มีความซื่อตรง
“เหตุการณ์ความแตกแยกที่ผ่านมา สามารถสะท้อนให้เราเห็นอะไรได้หลายอย่างคือ เราเดินสวนทางกัน กลับกลายเป็นความฟุ่มเฟือย ความสุดโต่งในการทำอะไรสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้น แล้วทำให้คนเกิดความเบื่อหน่าย เราขาดความสำนึกในเรื่องนี้ไปมาก เช่น ความหลงลืมตัวเอง ปรัชญาพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวชัดเจนมากที่สุด มีคำพูดว่า ชีวิตที่เรียบง่าย ถ้าทุกคนมีสิ่งนี้อยู่ในคติธรรมประจำใจ ปฏิบัติให้ได้ สังคมจะเรียบร้อยอีกมาก”
ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรียังได้ฝากถึงนักการเมืองและข้าราชการว่า ทุกฝ่ายจะต้องรู้จักรักษาประเทศ อยู่ภายใต้กรอบที่รักประเทศให้มาก เกรงใจประเทศ ให้มองชาติเป็นสิ่งมีชีวิต อย่าเข้ามาแล้วทำแต่เรื่องของความขัดแย้ง ทะเลาะวิวาท อย่ามองกันแต่เรื่องผลประโยชน์ ไม่ว่าจะฝ่ายใด พรรคใดก็ตาม อยากจะให้ทุกคนช่วยกันขบคิดว่าจะทำอย่างไรให้ประชาธิปไตยเกิดความยั่งยืน ไม่ใช่ท้าทายกันเอง ขัดแย้งกันเอง ท้ายที่สุดก็ล่มพังพินาศ
“บทบาทนักการเมืองที่มาครอบงำและเดินนำระบบข้าราชการ เราต้องเลิกให้ได้ กลุ่มพรรคการเมืองที่เข้ามาและข้าราชการประจำต้องหันหน้าเข้าหากัน ทำงานร่วมกันให้ได้ ให้ยึดหลักธรรมาภิบาลจริยธรรมร่วมกัน อย่าอวดรู้อวดดีกัน”ม.ล.ปนัดดา ระบุ
หลั่งน้ำตาประเทศแตกแยก
อีกหน้าที่หนึ่งสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการตามแผนโรดแมป คสช. 3 ระยะ คือ “ศูนย์ปรองดองแห่งชาติ” ม.ล.ปนัดดา อธิบายว่า เรื่องนี้ถือว่าเป็น “นโยบายแห่งรัฐ” ที่ทุกฝ่ายทำงานร่วมกันอย่างแข็งขัน โดยปลัดกระทรวงมหาดไทยได้สั่งการให้ทั้ง 76 จังหวัด ยกเว้น กรุงเทพมหานคร ที่เป็นการปกครองเขตพิเศษ ทำงานร่วมกับ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด (กอ.รมน.จังหวัด) อย่างแข็งขันและรายงานกลับมาสู่ปลัดกระทรวงมหาดไทยทุกวันถึงความก้าวหน้าของโรดแมป
ม.ล.ปนัดดา มีความคาดหวังว่า อยากเห็นการทำงานที่เป็น “เอกภาพ” โดยกระทรวงมหาดไทย จะต้องทำงานเชื่อมโยงกับงานในส่วนของทำเนียบรัฐบาลร่วมกันกับจังหวัด ท้องถิ่น หรือแม้แต่กำนันผู้ใหญ่บ้าน ที่ผ่านมา จะไม่ขอให้ใครตำหนิใคร แต่จากนี้ไปจะต้องมีแต่เรื่องของน้ำใจไมตรีที่จะต้องแก่เพื่อนข้าราชการ ประชาชนคนไทยด้วยกันหมดเวลาที่จะทะเลาะวิวาทกันแล้ว
ทั้งนี้ภาพความเป็นเอกภาพในสังคมจะเกิดขึ้นได้ข้าราชการต้องเป็นตัวอย่าง ให้ทุกคนประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้อง เป็นแบบอย่างให้ประชาชนเกิดความอบอุ่นใจ ไม่ใช่ปล่อยให้รู้สึกว้าเหว่ เหมือนกับช่วงเวลาที่ล่วงเลยมา ความปรองดองจะต้องเกิดขึ้นได้ในเร็ววัน ความขัดแย้งในหมู่ประชาชนคนไทยได้หมดเวลาลงแล้ว
ม.ล.ปนัดดา เล่าย้อนไปในสมัยอดีตถึงภาพของสังคมไทยเมื่อครั้ง พ.ศ.2510 เป็นกรณีศึกษา ที่ประเทศไทยโดดเด่นมาก เป็นปีที่เหล่าสมาชิกอาเซียนเห็นพ้องต้องกัน ให้ประเทศไทยเป็นแม่งานใหญ่จัดการประชุมก่อตั้งประเทศอาเซียนที่บางแสน ที่เรียกว่า “Spirit of Bangsaen” หรือ จิตวิญญาณแห่งบางแสน และต่อมาเกิดการก่อตั้งอาเซียน ซึ่งเรียกว่า “ปฏิญญากรุงเทพ” (Bangkok Declaration) โดยสาเหตุสำคัญที่ชาวอาเซียนพูดกันขณะนั้นคือ 1. เรามีองค์พรบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นแบบอย่างของความดีงาม ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ของปวงชน ทรงเป็นที่เคารพรัก เป็นที่เทิดทูนยิ่งของประชาชนชาวไทยและชาวอาเซียนทั้งมวล และ 2. คือประเทศไทย มีประชาชนคนไทย เป็นแบบอย่างของความสมัครสมานสามัคคี (พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและมีน้ำตาคลอเบ้า) นี่คือเอกลักษณ์ของประชาชนคนไทย ที่ชาวอาเซียนยอมรับนับถือ นี่คือสิ่งที่ต้องกลับคืนมาสู่ประเทศไทย
“ความคิดที่จะแตกแยก แบ่งออกไปนั้น เป็นความคิดที่เป็นไปไม่ได้ ทุกจังหวัดในประเทศต้องช่วยเหลือ เกื้อกูลต้องรวมกันแชร์ การปกครองร่วมกัน ต้องร่วมปลูกฝังความสามัคคีเป็นพื้นฐาน ว่าเราเป็นประเทศไทยเดียวกัน เราขัดแย้งกันไม่ได้ เคยได้ยินฝ่ายการเมืองบางคนพูดว่า ถ้าจังหวัดไหนไม่เลือกพรรคการเมืองพรรคหนึ่งพรรคใดจะไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ ประโยคคำพูดนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิด เพราะรัฐบาลขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต้องมีอัธยาศัยไมตรีต่อทั้ง 76 จังหวัด โดยปราศจากการแบ่งแยก เลือกการปกครองประเทศไทยต้องปกครองร่วมกัน”
สำหรับขั้นตอนต่อไปหลังจากที่เรื่องปรองดองเริ่มเป็นรูปเป็นร่างว่า สังคมไทยกลับมามีความรัก ความสามัคคี จากนั้นจะมีรัฐบาล มีสภานิติบัญญัติ มีการยกร่างรัฐธรรมนูญ และสภาปฏิรูป และสุดท้ายมีรัฐบาลที่สง่างาม เมื่อทุกขั้นตอนเสร็จสิ้น ข้าราชการก็จะแน่นแฟ้น ปลอดจากการทุจริตคอรัปชั่น พูดดีคิดดี ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน ข้าราชการจะกลับมาเป็นข้าราชการของประชาชน ทำงานด้วยจิตและวิญญาณ ให้สมกับประชาชนเป็นเจ้าของเงินเดือนเรา ซึ่งประชาชนคนไทยจะมีความสุข ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันใต้ร่มพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่สืบไป
รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ยังได้เตือนข้าราชการฝ่ายปกครอง ว่าถึงเวลาต้องปรับตัวให้อยู่กับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่ผ่านมาอยู่กันในระบบของตามใจตัวเองมามากเกินไป ลืมการอยู่แบบสังคมไทย กลับกลายเป็นระบบอุปถัมภ์ จึงทำให้ที่ผ่านมาทำอะไรไปแบบสุดโต่ง มีทั้งปัญหาทุจริตคอรัปชั่น การลบหลู่ดูหมิ่นขนบธรรมเนียมประเพณีของชาติ และไม่ยึดหลักธรรมมาภิบาล ซึ่งสิ่งเหล่านี้นำมาเป็นอาณาธิปไตย
“การยึดอำนาจครั้งนี้ได้ยินมาเต็มสองหูว่า กองทัพไม่ได้อยากเข้ามามีบทบาทหรือมีอำนาจอยู่แบบนี้ เพราะเป็นอะไรที่หนักหนามาก ในเรื่องของความรับผิดชอบ แต่ที่ต้องเข้ามาเพราะภายใต้ความแบ่งแยกของคนทุก ซึ่งไม่ใช่เฉพาะประชาชน แม้แต่ข้าราชการก็เป็น มีที่ไหน ประเทศไทยที่ผู้คนเอาการเมืองมาแบ่งแยกคนเป็นฝักเป็นฝ่ายจนกลายเป็นศัตรู แบ่งแยกผู้คนโดยสี ไม่มี ทุกประเทศใดๆในโลกสีที่สำคัญที่สุดคิดสีธงชาติ ที่เราจะต้อง ยึดมั่นนอย่างแน่วแน่มั่นคง สุดท้ายสิ่งที่เราปฏิบัติต่อกันเหมือนไม่ใช่คนชาติเดียวกัน”
ม.ล.ปนัดดา ยังได้พูดถึงความรู้สึกลึกๆต่อสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับประเทศไทย ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ว่า ตอนนี้เราได้แต่คิดกันว่า ทำไมหรือประเทศไทยจึงได้กลายมาเป็นเช่นนี้ ประเทศไปทำอะไรผิดพลาดหรือ พวกเราได้ขยันขันแข็ง ทำดีที่สุดในจุดยืนของชาติบ้านเมืองตามสมควร แต่ประเทศผิดพลาดอะไร เราจึงลงไปตกต่ำได้มากมายถึงเพียงนี้ รู้สึกเสียใจ ดังนั้นเวลานี้เป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องช่วยกันฟื้นฟูประเทศไทยรักษาบ้านรักษาเมือง เพื่อลูกหลานของเราต่อไปในวันข้างหน้า จะทำอะไรได้ต่างๆก็ทำทุกอย่าง ทั้งเรื่องความคิดระบบ ระเบียบ เรื่องแตกแยก เรื่องทุจริต
“ถึงเวลาแล้วที่ผู้บริหารท้องถิ่นต้องทำงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด ร่วมกันตรวจสอบ คานอำนาจกัน อย่าไปจับมือทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ขอฝากความหวังนี้ไว้กับผู้ว่าราชการจังหวัด ถือว่าเป็นบุคคลที่เป็นศักดิ์เป็นศรีของกระทรวงมหาดไทยตั้งแต่สมัยรัชการที่ 5 แล้ว นายอำเภอ ต้องเร่งกันช่วยทำงาน กำนันผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอ ปลัดอำเภอ ต้องไม่เล่นการเมืองนับจากนี้ไป ต้องตั้งอยู่ในปรัชญาตลอดเวลา ว่าเป็นข้าราชการของแผ่นดิน”ม.ล.ปนัดดา กล่าวย้ำ ถึงจุดยืนการทำงานของข้าราชการ
ความจริงใจ คือชัยชนะที่ยั่งยืน
ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ย้อนเกล็ดประวัติในอดีต ก่อนที่จะมายืนในตำแหน่งเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ว่า ในช่วงปี 2553 ประเทศกำลังเข้าสู่จุดความแตกแยกอย่างรุนแรง จากกรณีการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง ก็มีโอกาสได้ไปเรียนรู้การทำงานในพื้นที่จังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะการไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.เชียงใหม่ ซึ่งมีผู้คนห่วงใยกันมาก เพราะตอนนี้มีความขัดแย้งค่อนข้างมาก
ทั้งนี้ ทันทีที่ไปถึง จ.เชียงใหม่ ก็ได้ตัดสินใจเดินทางเข้าศาลากลางจังหวัดทันที ทั้งที่ข้าราชการท้องถิ่นแนะนำแล้วว่ายังไม่ควรเข้าไปในวันนั้น เพราะมีกลุ่มผู้ชุมนุมมารออยู่ที่ศาลากลางจังหวัดจำนวนมากหลายร้อยคน และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาคอยรักษาความปลอดภัยอย่างหนาแน่น ก็เข้าใจข้าราชการว่าไม่อยากให้เห็นภาพแบบนั้นในการเข้าไปทำงานในวันแรก
อย่างไรก็ตาม ม.ล.ปนัดดาเล่าว่า การตัดสินใจไปทำงานในวันนั้นตัดสินใจไม่ผิดจริงๆ เพราะเป็นวันที่เป็นโอกาสอันดีได้เปิดใจคุยกับประชาชนถึงแนวทางและความตั้งใจการทำงาน
“ผมเป็นข้าราชการรับใช้ท่าน มีเงินเดือนใช้ก็ของท่าน วันนี้มาทำงานด้วยความจริงใจ ไม่ได้มาเป็นข้าราชการของพรรคการเมืองใด เพราะไม่เคยได้ยินว่าเป็นข้าราชการของพรรคการเมืองนั้น พรรคการเมืองนี้ ไม่มีตำราเล่มใดสอนไว้ว่าเป็นข้าราชการของพรรคการเมือง มีแต่คำว่าเป็นข้าราชการของพี่น้องประชาชน และเป็นข้าราชการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีอะไรใช้ผม ผมมาประจำอยู่ในภูมิภาค ถือว่าเป็นผู้ปฏิบัติราชการแทนรัฐบาลในส่วนกลาง ท่านนายอำเภอก็เช่นเดียวกัน ผมพร้อมที่จะทำงานร่วมกัน อย่าทะเลาะเบาะแว้งกันเลย เราพูดจาด้วยไมตรีจิต ยื่นน้ำใจไมตรีให้กันและกัน”
ขณะเดียวกัน การเปิดใจ การมอบความจริงใจ นี่คือชัยชนะ ที่จะได้รับอย่างยั่งยืน ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหนก็ตาม จะอยู่ในฐานะใด เขาก็จะอยู่ข้างเราเสมอ
“วันนั้นถ้าไม่เข้าไปที่ศาลากลางจังหวัด จะเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างมาก ถือว่าทำงานสอบตกตั้งแต่วันแรก จนกระทั่งวันสุดท้ายทำงานครบ 2 ปีเต็ม ไม่เคยมีปัญหาอะไรเลย ผมเชื่อว่าความจริงใจของข้าราชการสำคัญมาก อย่าไปเสแสร้งแกล้งพูดแกล้งทำ อย่าไปสร้างภาพ”
ม.ล.ปนัดดายังได้เล่าอีกว่า วันสุดท้ายที่ต้องขึ้นเครื่องบินกลับมาที่กรุงเทพมหานครและมารับตำแหน่งเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทยนั้น มีประชาชนมาคอยส่งจำนวนมาก สิ่งที่ทำให้ตื้นตันใจและทำให้ต้องจำไปตลอดชีวิต คือภาพที่ประชาชนวิ่งเข้ามากอด แล้วถามว่า
“ผู้ว่าฯ ยังไม่ตอบพวกเราเลย ก่อนที่เราจะจากกัน การที่กลับไปเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ดีกว่าเป็นผู้ว่าฯ เชียงใหม่ตรงไหน ผมตอบว่า การเป็นข้าราชการไปอยู่ที่ไหนนานไม่ได้นะ เป็นข้าราชการภูมิภาคไปอยู่ที่ไหนนานเดี๋ยวจะกลายเป็นมาเฟีย” จากนั้นก็มีเสียงหัวเราะกันลั่น ยืนกอดกัน นี่คือภาพความทรงจำดีๆ ที่ ม.ล.ปนัดดาว่าจะจำไปตลอดชีวิต
ขณะเดียว ม.ล.ปนัดดาได้อธิบายหลักสำคัญของการเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดที่ดีว่า สิ่งหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญคือ เรื่องของการพัฒนาการศึกษาที่ต้องไปควบคู่กับการปกครอง เราจะทำแต่การปกครองไปโดดเดี่ยวไม่ได้ และทุกครั้งถ้ามีโอกาสได้เข้าไปที่โรงเรียน และพูดหน้าเสาธง ก็จะฝากคติให้นักเรียนสื่อสารไปยังผู้ปกครองที่บ้านเสมอว่า ขอให้ร่วมกันสร้างความรู้รักสามัคคี ให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข
อย่างไรก็ตาม ม.ล.ปนัดดาได้ทิ้งท้ายถึงอุปสรรคการทำงานไว้ว่า การทำงานทุกอย่างไม่มีอะไรที่ราบรื่นไปหมด แต่จะมีปัญหาอุปสรรคเข้ามาบ้าง เช่นเดียวกับการทำงานที่ จ.เชียงใหม่ ว่าปัญหาที่ทุกจังหวัดมีเหมือนกัน คือ การประสานงานกันระหว่างส่วนราชการด้วยกัน การที่จะบอกว่าผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจเบ็ดเสร็จไม่ใช่เสมอไป คำที่เรียกว่า “ ซีอีโอ” โดยความหมายคือมีอำนาจเต็ม แต่ความจริงไม่ใช่ เพราะเมื่อมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ก็ต้องรับฟังจากทุกภาคส่วนทุกหน่วยงาน เราไม่สามารถที่จะตัดสินใจอะไรเบ็ดเสร็จได้ทุกอย่าง







