
ปลุกวิญญาณข้าราชการสร้างชาติ
หลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ทำการรัฐประหาร ก็มีการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงที่ถูกมองว่า
โดย...เลอลักษณ์ จันทร์เทพ
หลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ทำการรัฐประหาร ก็มีการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงที่ถูกมองว่าเป็นเครือข่ายระบอบทักษิณทันที พร้อมแต่งตั้งบุคคลที่มีภาพลักษณ์ดีเข้าไปทำหน้าที่แทน และหนึ่งในนั้นคือ “ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล” รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีอีกตำแหน่งหนึ่ง เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ต้องการให้มาขับเคลื่อนเรื่องการปฏิรูประบบราชการ และการสร้างความปรองดองภายในชาติ หลังเกิดความแตกแยกอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา
ม.ล.ปนัดดา หรือคุณเหลน เป็นพระปนัดดา (เหลน) ผู้สืบสายราชสกุลดิศกุลมาจาก ม.จ.จุลดิศ ดิศกุล พระโอรสองค์ใหญ่ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระโอรสในรัชกาลที่ 4 และบิดาแห่งกระทรวงมหาดไทย ถือได้ว่าตลอดชีวิตความผูกพันกับ “ข้าราชการ” เล่าย้อนหลังถึงวันที่ได้รับตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีว่า ขณะกำลังนั่งรับประทานอาหารเย็นร่วมกับภรรยาและลูก อยู่ๆ มีประกาศคำสั่งของ คสช.ผ่านทางจอโทรทัศน์ ให้ไปปฏิบัติรับตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ก็รู้สึกตกใจ แต่เมื่อตั้งสติได้ ก็คิดว่าเป็นคำสั่งที่เราต้องทำตามหน้าที่ ไม่จำเป็นที่ต้องทาบทามถามไถ่กันก่อน ทุกคนมีหน้าที่ที่ต้องทำเพื่อสังคม เพื่อประชาชน
ขณะเดียวกัน ก็มานั่งคิดว่า อายุเท่านี้แล้ว ทำไมจะทำอะไรอีกสักเรื่องสองเรื่องไม่ได้ เราจริงใจ ตั้งใจ อะไรที่ยากลำบากจะง่ายขึ้น และพร้อมที่จะตั้งใจทำงาน และครั้งนี้ถือเป็นครั้งสำคัญที่ข้าราชการจะได้ทำงานร่วมกันเพื่อทำนุบำรุงประเทศไทย รักษาประเทศไทย ช่วยกันนำพาความสำเร็จสู่บ้านเมือง
“ข้าราชการต้องเป็นมิตรของประชาชน เป็นที่พึ่งแห่งแรก ที่เมื่อประชาชนนึกถึงการใช้อำนาจรัฐ จะต้องทำอย่างไรให้ประชาชนสามารถเข้าหาพึ่งพาได้ ไม่ใช่ไปเรียกเงินเรียกทอง ให้ประชาชนดูถูกดูแคลน มีสินจ้าง มีค่าน้ำชา ข้าราชการต้องทำเรื่องเหล่านี้ให้เป็นตำนานเล่าขาน เพราะเรื่องนี้ต่างประเทศวิจารณ์เรามาก น่าอับอาย ด้วยความไม่ทันสมัยในกรอบความคิดยังทำอะไรเชยต้องยุติให้ได้ จุดนี้เราต้องเร่งปฏิรูประบบข้าราชการ” ม.ล.ปนัดดา ระบุ
อย่างไรก็ตาม จากนี้ไปการทำงานสิ่งแรกคือ ต้องมาคิดว่าจะทำงานอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะเรื่องของการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ และงานเดินเอกสารที่จะทำอย่างไรให้เกิดความรวดเร็ว เพราะ พล.อ. ประยุทธ์ ได้ให้นโยบายว่า การทำงานต้องอย่าให้ล่าช้าเป็นอันขาด เพราะโดยระบบราชการปกติที่ผ่านมาประชาชนมีเสียงบ่นมามากเรื่องของความล่าช้า อุ้ยอ้าย จึงอยากทำงานให้เกิดความคล่องตัว
“เราต้องร่วมมือกันช่วยเสริมสร้างชาติต่อจากนี้ไป ทุกอย่างถ้าข้าราชการปฏิบัติได้ โดยถือตามหลักสุภาษิตไทยที่ไม่เคยล้าสมัย คือ ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก หัวขบวนจะต้องแน่วแน่ปฏิบัติชัดเจน ยึดถือตามกฎระเบียบ ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วมีหรือที่ลูกแถวภายในองค์กรต่างๆ จะไม่ทำตามหัวหน้าหน่วย ซึ่งอาจจะไม่ครบถ้วนทั้งหมดก็ตาม” ม.ล.ปนัดดา กล่าวอย่างมั่นใจ
สำหรับอุปสรรคในการปฏิรูประบบข้าราชการนั้น ม.ล.ปนัดดา มองว่า ความเป็นข้าราชการยุคเก่าที่มักจะมาครอบงำการทำงานของข้าราชการยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระบบอุปถัมภ์ หรือระบบการทำงานแบบเก่า ข้าราชการยุคใหม่เกิดขึ้นเยอะมาก ล้วนแต่มีอัธยาศัยไมตรีจิต มีความมุ่งมั่น มีวิสัยทัศน์ที่ดี เช่น มีความคิดที่ว่าอาชีพข้าราชการเป็นอาชีพที่ได้รับใช้ประชาชนมากที่สุด เป็นทัศนคติที่ชัดเจน แต่ทำไมระบบราชการจึงไม่โดดเด่นสักที
“เราต้องยึดหลักคำสอนที่กรมพระยาดำรงราชานุภาพเคยสอนไว้ คือ ข้าราชการมิใช่อภิสิทธิ์ชน หากแต่ต้องบำเพ็ญตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม นี่คือสิ่งที่ไม่เคยล้าสมัย และข้าราชการต้องไม่หลงลืมตัว ต้องอ่อนน้อมถ่อมตน เข้าหาผู้คนพลเมือง มีความรู้ความสามารถ โดยอย่าใช้ความรู้ความสามารถที่มีเอารัดเอาเปรียบใคร ทุกคนมีคตินี้อยู่ในใจหมดแล้ว”
ม.ล.ปนัดดา ระบุอีกว่า ทุกฝ่ายต้องร่วมกัน ทั้งข้าราชการประจำ นักการเมืองต้องร่วมมือกัน ถ้าประสงค์ให้ประเทศชาติมีความเจริญยั่งยืนหรือถาวร ไม่มีปฏิวัติรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็ต้องจัดระบบแบบแผนให้ดี ซึ่งผู้ที่ทำให้ประชาธิปไตยเกิดจุดบกพร่องสะดุด ก็ต้องโทษข้าราชการกับนักการเมือง เพราะความคิดทางการเมือง และบทบาทของข้าราชการสำคัญ
ทั้งนี้ ข้าราชการต้องนำบทเรียนในอดีตมายึดมั่นระบบให้มากขึ้น หรือที่เรียกว่าจริยธรรมประเทศต้องดำรงไว้ความถูกต้อง ความร่มเย็นเป็นสุข ความดีงามเกิดขึ้นแก่สังคม และมีธรรมาภิบาล ประชาธิปไตยคือประชาธิปไตยที่มีระบบ มีเกียรติยศ เกียรติศักดิ์ มีความซื่อตรง
“เหตุการณ์ความแตกแยกที่ผ่านมา สามารถสะท้อนให้เราเห็นอะไรได้หลายอย่างคือ เราเดินสวนทางกัน กลับกลายเป็นความฟุ่มเฟือย ความสุดโต่งในการทำอะไรสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้น แล้วทำให้คนเกิดความเบื่อหน่าย เราขาดความสำนึกในเรื่องนี้ไปมาก เช่น ความหลงลืมตัวเอง ปรัชญาพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวชัดเจนมากที่สุด มีคำพูดว่า ชีวิตที่เรียบง่าย ถ้าทุกคนมีสิ่งนี้อยู่ในคติธรรมประจำใจ ปฏิบัติให้ได้ สังคมจะเรียบร้อยอีกมาก”
ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรียังได้ฝากถึงนักการเมืองและข้าราชการว่า ทุกฝ่ายจะต้องรู้จักรักษาประเทศ อยู่ภายใต้กรอบที่รักประเทศให้มาก เกรงใจประเทศ ให้มองชาติเป็นสิ่งมีชีวิต อย่าเข้ามาแล้วทำแต่เรื่องของความขัดแย้ง ทะเลาะวิวาท อย่ามองกันแต่เรื่องผลประโยชน์ ไม่ว่าจะฝ่ายใด พรรคใดก็ตาม อยากจะให้ทุกคนช่วยกันขบคิดว่าจะทำอย่างไรให้ประชาธิปไตยเกิดความยั่งยืน ไม่ใช่ท้าทายกันเอง ขัดแย้งกันเอง ท้ายที่สุดก็ล่มพังพินาศ
“บทบาทนักการเมืองที่มาครอบงำและเดินนำระบบข้าราชการ เราต้องเลิกให้ได้ กลุ่มพรรคการเมืองที่เข้ามาและข้าราชการประจำต้องหันหน้าเข้าหากัน ทำงานร่วมกันให้ได้ ให้ยึดหลักธรรมาภิบาลจริยธรรมร่วมกัน อย่าอวดรู้อวดดีกัน” ม.ล.ปนัดดา ระบุ







