วัดแรงฮึดแฟลชม็อบหลัง“หนูหริ่ง"ถูกรวบ
ในที่สุดคสช.ก็ทำลายแผนของบก.ลายจุด แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดงลงได้หลังสร้างความปั่นป่วนให้กับเจ้าหน้าที่ตลอดมา
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ในที่สุดคสช.ก็ทำลายแผนของ “หนูหริ่ง” สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง ที่หลอกล่อให้จับกุมมาได้หลังสมบัติหลบหนีไม่เข้ารายงานตัวมานานกว่า 14 วัน และสร้างความปั่นป่วนให้กับเจ้าหน้าที่ตลอดมา
ลักษณะพิเศษของหนูหริ่ง ไม่ได้อยู่ที่การชุมนุมใหญ่ร่วมกับนปช. หรือการสะสมกำลังคนเพื่อเตรียมพร้อมรบอย่างแกนนำสายฮาร์ดคอร์ แต่กลับอยู่ที่การใช้หน้าเฟซบุ๊ค เรียกคนออกมาร่วมชุมนุมเป็นระยะเวลาสั้นๆ ที่สี่แยกราชประสงค์ ซึ่งหนูหริ่ง ทำมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่หลังทหารสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค. 2553
กิจกรรมของเขาคือการเรียกคนออกมาชุมนุมครั้งละจำนวนมากๆ แล้วแยกย้ายกลับบ้านโดยกิจกรรมมีตั้งแต่ร่วมกันตะโกนว่า“ที่นี่มีคนตาย” หรือการผูกผ้าสีแดงระโยงระยาง บริเวณสี่แยกราชประสงค์ และก็เป็นเขาเช่นเดียวกัน ที่รณรงค์ใส่เสื้อสีแดงทุกวันอาทิตย์ โดยหนูหริ่ง ยืนยันมาตลอดว่าการเคลื่อนไหวของเขา ทำโดยปัจเจก ไม่ได้เกี่ยวข้องกับนปช. หรือ จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานนปช. อย่างที่หลายคนเข้าใจ
ในวันที่แกนนำหลักถูกกักตัวอยู่ในค่ายทหาร และถูกปล่อยออกมาพร้อมสัญญาห้ามเคลื่อนไหวทางการเมืองจึงเหลือหนูหริ่งคนเดียวประกาศรวมมวลชนเพื่อเคลื่อนไหวในรูปแบบเดิมคือ"แฟลชม็อบ"
เริ่มจากการนัดหมายผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ร้านแมคโดนัลด์อัมรินทร์พลาซ่าราชประสงค์ตั้งแต่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 พ.ค.เพียง 3 วันหลังการยึดอำนาจเรียกกลุ่มต้านได้จำนวนมากพอสมควรโดยหนูหริ่งได้ประกาศท้าทายว่าหากตำรวจอยากเจอตัวเขาก็ให้ไปจับที่แมคโดนัลด์
วันนั้นมีการสร้างสีสันโดยหลายคนใส่หน้ากากเป็นรูปหนูหริ่งเพื่อสร้างความสับสนให้ทหาร เรียกสีสันได้เป็นอย่างดี หนึ่งสัปดาห์ต่อมา หนูหริ่งนัดอีกครั้ง โดยให้ทุกคนสวมหน้ากากแฟนซี รวมตัวกันต้านรัฐประหาร ในพื้นที่ชุมนุมเดิม แต่ปฏิกิริยาของคสช.กลับแตกต่างออกไป เพราะมีทั้งการปิดสถานีรถไฟฟ้าBTS ไม่ให้ผู้ชุมนุมเข้าพื้นที่ และระดมทหาร-ตำรวจกว่า 38 กองร้อย เพื่อไม่ให้เห็นภาพผู้ต่อต้านแม้แต่คนเดียว
หนูหริ่งจึงแก้เกมด้วยการนัดชุมนุมที่เทอร์มินัล21 โดยมีผู้ชุมนุมหลักร้อยร่วมแสดงออกเป็นระยะเวลาสั้นๆ ก่อนทหารจะระดมกำลัง และมีคำสั่งให้ปิดห้างจนปรากฏสัญลักษณ์ชู 3 นิ้ว จากภาพยนตร์ The Hunger Games เป็นข่าวไปทั่วโลก
ต้องยอมรับว่า ขบวนการต้านรัฐประหาร มีพลังคึกคักสอดแทรกการใช้กฎอัยการศึกอย่างเข้มงวดขึ้นมาได้ก็ด้วยฝีมือของหนูหริ่ง กระทั่งในที่สุดเขาก็โดนจับกุมเมื่อวันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา
เมื่อถึงวันที่ขบวนการต้านไร้หนูหริ่งเป็นหัวขบวนแล้ว ก็ย่อมสั่นคลอนจนพลังน้อยลงเรื่อยๆ และต้องยอมรับเช่นเดียวกันว่า ในวันที่กำลังทหารยังยืนประจำอยู่เต็มเมือง และคสช.ยังใช้กฎหมายพิเศษสามารถจับกุมขึ้นศาลทหาร หรือเรียกแกนนำไปรายงานตัวทันที รวมถึงสั่งทีมเฝ้าระวังการใช้สื่อสังคมออนไลน์นัดแนะออกไปชุมนุมต้านรัฐประหาร ขบวนการต้านฯ แทบขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่น้อย แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีคลื่นใต้น้ำ โซเชียลเน็ตเวิร์คขณะนี้ ยังมีมวลชนจำนวนมากที่อึดอัดกับ “กฎหมายพิเศษ” ของคสช. ที่ห้ามแสดงออก
การจับกุมหนูหริ่งก็ยิ่งปลุกเร้าให้สู้มากขึ้นก่อนโดนจับ หนูหริ่งได้อัดเสียงตัวเองในยูทูปมีเนื้อความตอนหนึ่งว่า
“โปรดสานต่อภารกิจทางประวัติศาสตร์ วิวัฒนาการประชาธิปไตย ให้เติบใหญ่แข็งแกร่งเรื่อยไป แม้ผมจะไม่สามารถออกมาเคลื่อนไหวได้ ด้วยเหตุใด ๆ ก็ตามขอให้พี่น้องจงยึดมั่น แสวงหาแนวทางที่เป็นสันติวิธี และสร้างสรรค์ เพื่อจะฟื้นฟูระบบประชาธิปไตย ที่เราถูกทำลายไป ครั้งแล้ว ครั้งเล่า ขึ้นมาให้จนได้”
ขณะที่ อานนท์ นำภา ทนายความของคนเสื้อแดง ก็โพสต์เฟซบุ๊คระบุว่า ”ไปต่อครับทุกท่าน พี่หนูหริ่งส่งไม้ต่อให้แล้ว อย่าย่อท้อ จงใจความผิดพลาดเป็นประสบการณ์ แล้วย่อยมันออกมาให้เป็นพลัง”ขณะที่แนวร่วมก็ส่งเสียงออกมาในลักษณะเดียวกัน
หากคสช.ยังคงกฎอัยการศึกไว้ ม็อบต้านรัฐประหาร ก็จะเป็นแค่เพียงก้อนกรวดเล็กๆในรองเท้า แต่หากยกเลิกเมื่อใด แรงต้านก็ย่อมยกระดับขึ้น ซึ่งจะเป็นภาระกับทั้งนายทหารที่อยู่ในระดับบนและกับรัฐบาล ที่คสช.เตรียมตั้งขึ้นในอนาคต เพราะกลุ่มคนที่ออกมาต้านรัฐประหารจำนวนมาก ไม่ใช่คนเสื้อแดงและไม่ใช่กปปส.อย่างที่คสช.กำลังแก้ปัญหาด้วยการให้ไปดูตำนานสมเด็จพระนเรศวรภาค 5ฯ จับไปกินข้าวด้วยกัน หรือทำพิธีผูกเสี่ยวปรองดอง แต่คือคนที่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการยึดอำนาจ
ต้องติดตามนัดหมายแสดงพลังต้านครั้งต่อไป ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 มิ.ย.นี้ ว่าในวันที่ทหารมีปืนและอำนาจสูงสุด และฝ่ายต้านรัฐประหารไม่มีแกนนำ และการชุมนุมคือการกระทำผิดกฎหมาย จะมีพลังพอที่จะทำให้สังคมภายนอกได้เห็นภาพการคัดค้านหรือไม่







