posttoday
เอทานอล...พลังงานทดแทนที่ยังมีแนวโน้มสดใส

เอทานอล...พลังงานทดแทนที่ยังมีแนวโน้มสดใส

06 มิถุนายน 2557

“เอทานอล” เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) ที่มีโอกาสเติบโตสูง โดยมีปัจจัยหนุนจากทั้งนโยบายรัฐที่ทยอยยกเลิกจำหน่ายน้ำมันเบนซิน และการพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่สามารถรองรับการใช้น้ำมันที่มีเอทานอลผสมในสัดส่วนสูงขึ้น จึงช่วยลดทอนปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินที่เป็นปัญหาต่อเนื่องมานานในอุตสาหกรรม ผลจากทางการได้สนับสนุนการขยายลงทุนอย่างมากในช่วงก่อนหน้าจนเกิดความไม่สมดุลของตลาดในช่วงของการบุกเบิกธุรกิจ เห็นได้จากอัตราการใช้กำลังการผลิตที่อยู่ในระดับเฉลี่ยต่ำกว่า 50% ในช่วงปี 25502555 ก่อนจะปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในปี 2556 โดยล่าสุดเดือนมี.ค. 2557 อยู่ที่ 74%

“เอทานอล” เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) ที่มีโอกาสเติบโตสูง โดยมีปัจจัยหนุนจากทั้งนโยบายรัฐที่ทยอยยกเลิกจำหน่ายน้ำมันเบนซิน และการพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่สามารถรองรับการใช้น้ำมันที่มีเอทานอลผสมในสัดส่วนสูงขึ้น จึงช่วยลดทอนปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินที่เป็นปัญหาต่อเนื่องมานานในอุตสาหกรรม ผลจากทางการได้สนับสนุนการขยายลงทุนอย่างมากในช่วงก่อนหน้าจนเกิดความไม่สมดุลของตลาดในช่วงของการบุกเบิกธุรกิจ เห็นได้จากอัตราการใช้กำลังการผลิตที่อยู่ในระดับเฉลี่ยต่ำกว่า 50% ในช่วงปี 25502555 ก่อนจะปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในปี 2556 โดยล่าสุดเดือนมี.ค. 2557 อยู่ที่ 74%

ทั้งนี้ ในปี 2556 ความต้องการใช้เอทานอลปรับตัวดีขึ้นมากอยู่ที่ 2.6 ล้านลิตร/วัน (จากที่ใช้เพียง 1.4 ล้านลิตร/วันในปี 2555) อันเป็นผลจากความต้องการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ (E10, E20 และ E85) เพิ่มขึ้น จากที่ใช้เพียง 12 ล้านลิตร/วันในปี 2555 เป็น 20 ล้านลิตร/วันในปี 2556 โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจาก

การยกเลิกจำหน่ายน้ำมันเบนซิน 91 (ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2556) จากที่มีการจำหน่ายเฉลี่ยเกือบ 9 ล้านลิตร/วัน หรือคิดเป็น 40% ของการใช้น้ำมันกลุ่มเบนซินทั้งหมด ทำให้มีความต้องการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ (ซึ่งมีเอทานอลเป็นส่วนผสม) ทดแทน

การขยายตัวของรถยนต์จดทะเบียนใหม่ที่เพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์จากโครงการรถคันแรก โดยประเมินว่าในปี 2556 มีรถยนต์ใหม่เครื่องยนต์เบนซินจดทะเบียนเพิ่มขึ้นประมาณ 1.05 ล้านคัน ซึ่งในจำนวนนี้สัดส่วนกว่า 50% เป็นรถยนต์ใหม่ที่สามารถรองรับการใช้แก๊สโซฮอล์ E20 (มีเอทานอลเป็นส่วนผสม 20%) และ E85 (มีเอทานอลเป็นส่วนผสม 85%) ทำให้สัดส่วนการจำหน่ายน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 และ E85 เพิ่มขึ้นเป็น 15% ของปริมาณการใช้แก๊สโซฮอล์ทั้งหมด (จาก 9% ในปี 2555) ซึ่งในจำนวนนี้ต้องใช้เอทานอลเป็นส่วนผสมในปริมาณถึง 1 ใน 3 ของปริมาณการใช้เอทานอลทั้งหมด

ความต้องการใช้เอทานอลมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง...คาดเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวภายในปี 2559

จากการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลกระทบด้านอุปสงค์ (Factor Analysis) คาดว่าความต้องการใช้เอทานอลจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 5 ล้านลิตร/วันในปี 2559 หรือเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันเกือบเท่าตัว ภายใต้สมมติฐานว่าสัดส่วนการจำหน่ายแก๊สโซฮอล์ E20 และ E85 ในช่วง 12 ปีข้างหน้า จะเพิ่มเป็น 2025% ของปริมาณการใช้แก๊สโซฮอล์ทั้งหมด (มีผลให้สัดส่วนการใช้เอทานอลเพื่อผลิต E20 และ E85 เพิ่มขึ้นเป็น 5060% ของปริมาณการใช้เอทานอลรวม) โดยมีปัจจัยสนับสนุน ดังนี้

1) การขยายตัวของการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงใน 1-2 ปีข้างหน้า เฉลี่ย 45% ต่อปี ตามภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวและการเปิดเออีซี ปลายปี 2558 ที่จะหนุนกิจกรรมการขนส่งและการท่องเที่ยวในประเทศ

2) การยกเลิกการจำหน่ายน้ำมันเบนซินทั้งหมดตามแผนของภาครัฐ จะทำให้ปริมาณการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์อยู่ที่ 25 ล้านลิตร/วัน จากที่ใช้อยู่ 21 ล้านลิตร/วันในปัจจุบัน

3) การเพิ่มขึ้นของรถยนต์ใหม่ที่รองรับการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 ทยอยเพิ่มขึ้น (ปริมาณการใช้ E85 ในช่วงไตรมาส 1/2557 เฉลี่ยอยู่ที่ 0.68 ล้านลิตร/วัน เทียบกับ 0.22 ล้านลิตร/วันในช่วงเดียวกันของปีก่อน)

ความเพียงพอและราคาวัตถุดิบเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาจากการเปรียบเทียบจุดแข็งจุดอ่อนของผู้ผลิตเอทานอลไทยแต่ละกลุ่ม พบว่าผู้ผลิตเอทานอลที่ใช้วัตถุดิบจากกากน้ำตาลจะมีแนวโน้มรายได้สม่ำเสมอและมีโอกาสทำกำไรได้ดีกว่า

โรงงานผลิตเอทานอลจากกากน้ำตาล เป็นการต่อยอดธุรกิจจากโรงงานน้ำตาล จึงมีความมั่นคงด้านวัตถุดิบ อีกทั้งราคากากน้ำตาลในระยะข้างหน้ามีแนวโน้มไม่สูงนัก ซึ่งเป็นไปตามทิศทางราคาน้ำมันดิบโลก ราคาน้ำตาล และความต้องการกากน้ำตาลในตลาดโลก โดยประเมินว่าราคากากน้ำตาลในปี 2557 น่าจะอยู่ที่ประมาณ 33.10 บาท/กก. (ปี 2556 เฉลี่ยอยู่ที่ 3.18 บาท/กก.) ทำให้คาดว่าต้นทุนการผลิตเอทานอลอยู่ที่ 1921 บาท/ลิตร (อ้างอิงจากรายงานการวิเคราะห์ของธนาคารแห่งประเทศไทยปี 2555) ซึ่งเมื่อเทียบกับราคาอ้างอิงเอทานอล (Reference Price)1/ที่ใช้เป็นราคากลางในการซื้อขายในตลาด (จากกราฟ) คาดว่าจะยังยืนอยู่เหนือระดับ 25 บาท/ลิตร ทำให้โอกาสทำกำไรของโรงงานเอทานอลจากกากน้ำตาลยังมีสูง

โรงงานผลิตเอทานอลจากมันสำปะหลัง ยังมีความเสี่ยงจากการแย่งชิงวัตถุดิบกับอุตสาหกรรมอื่นๆ และกับโรงงานผลิตเอทานอลจากมันสำปะหลังขนาดใหญ่รายใหม่ที่เตรียมเข้าระบบในปี 2557 อีก 3 โรง (กำลังการผลิตติดตั้งรวม 1.37 ล้านลิตร/วัน) จึงทำให้มีความต้องการใช้มันสำปะหลังเพิ่มขึ้นเกือบ 3 ล้านตัน จากปัจจุบันที่ใช้อยู่เพียง 1.5 ล้านตัน ขณะที่ปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังของไทยยังไม่แน่นอน เนื่องจากยังมีปัญหาภัยแล้งและการระบาดของเพลี้ยแป้งเป็นระยะ (คาดในฤดูกาลผลิต 2556/2557 ผลผลิตมันสำปะหลังอยู่ที่ 28.74 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 1.6%yoy) ซึ่งอาจมีผลให้ราคามันสำปะหลังมีแนวโน้มเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 22.30 บาท/กก. (เทียบกับราคาเฉลี่ยในปี 2555 และ 2556 อยู่ที่ 2.01 และ 2.13 บาท/กก. ตามลำดับ) ซึ่งระดับราคานี้จะมีผลให้ต้นทุนการผลิตเอทานอลจากมันสำปะหลังอยู่ในระดับสูงที่ 21-23 บาท/ลิตร จึงอาจมีผลกระทบต่อความสม่ำเสมอของรายได้และบั่นทอนอัตราการทำกำไรของธุรกิจ

แม้กำลังการผลิตเอทานอลที่จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากแรงจูงใจด้านตลาด อาจสร้างแรงกดดันด้านการแข่งขันในธุรกิจ แต่หากภาครัฐมีการสนับสนุนอย่างจริงจัง ทั้งการส่งเสริมการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ การส่งเสริมค่ายรถยนต์ในการพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ที่ใช้ E85 การส่งเสริมให้มีการขยายสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงให้ครอบคลุมตามแผน รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดความคล่องตัวในการส่งออกเอทานอล น่าจะเป็นปัจจัยหนุนการเติบโตของธุรกิจนี้ได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท