posttoday
เปิดวิธี"คสช."ช่วยชาวนาฝ่าประชานิยมข้าว

เปิดวิธี"คสช."ช่วยชาวนาฝ่าประชานิยมข้าว

06 มิถุนายน 2557

โจทย์ใหญ่ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องเร่งหาทางออกเพื่อช่วยพยุงราคาข้าวให้กลับมาเข้าที่เข้าทาง

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

โจทย์ใหญ่ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องเร่งหาทางออกเพื่อช่วยพยุงราคาข้าวให้กลับมาเข้าที่เข้าทาง หลังจ่ายหนี้ค่าข้าวเงินที่ค้างชาวนากว่า 9.2 หมื่นล้านบาทแล้ว สิ่งที่ท้าทาย คสช.คือทำอะไรให้ชาวนาไทยเลิกเสพติด “ประชานิยม” เพราะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามเข้าแทรกแซงราคาข้าวผ่านเครื่องมือทั้งจำนำข้าวและการประกันราคาข้าว

ตัวอย่างมีให้เห็นชัดเจนในโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ทำโครงการมาร่วม 3 ปี ใช้เงินจำนำข้าวสูงถึง 9.49 แสนล้านบาท มีการประเมินว่าโครงการนี้มีผลขาดทุนราว 5 แสนล้านบาท

การที่รัฐบาลอุ้มสต๊อกข้าวทั้งประเทศไว้ทั้งหมด คือจุดอ่อนที่สำคัญของโครงการนี้ ทำให้เกิดการทุจริตตั้งแต่การขึ้นทะเบียนเกษตรกร การแจ้งพื้นที่เพาะปลูก และปริมาณผลผลิตที่ได้ การนำข้าวเข้าโรงสี การลักลอบขนข้าวในโครงการไปขายก่อน การนำข้าวคุณภาพต่ำมาสวมสิทธิ แทบเรียกได้ว่าสามารถทุจริตได้ทุกขั้นตอน

นอกจากนี้ ยังไม่ตัดกลไกการค้าข้าวของผู้ส่งออกตัวจริงพังเสียหาย เพราะมีรัฐบาลเป็นเจ้าพ่อสต๊อกข้าวรายใหญ่ของประเทศ

ขณะที่โครงการประกันราคาพืชผลการเกษตรในช่วงปี 2552 ที่รัฐบาลของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เปลี่ยนชื่อเป็นโครงการประกันรายได้ให้เกษตรกร รับประกันราคาพืชผลทางการเกษตร 3 รายการ ได้แก่ ข้าวเปลือก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง ซึ่งรัฐบาลต้องใช้เงินเพื่อจ่ายเป็นค่าส่วนต่างราคา รวมจ่ายค่าดำเนินงานให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) คิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 7 หมื่นล้านบาทต่อปี ที่ต้องไปแบบที่ไม่มีข้าวอยู่ในมือของรัฐ

แต่หากมองอีกมุมรัฐบาลก็ไม่มีภาระเรื่องการขายข้าวว่าขาดทุนหรือไม่ ไม่มีภาระเรื่องค่าบริหารจัดการการเก็บข้าว จ่ายค่าเช่าโกดังให้โรงสี ไม่ต้องแบกต้นทุนข้าวเสื่อมสภาพหรือข้าวเน่า

เพราะโครงการนี้จะให้ชาวนานำข้าวไปขายตรงกับโรงสีหรือพ่อค้าคนกลาง แล้วนำใบเสร็จมาเบิกเงินส่วนต่างจากราคาที่รัฐกำหนดไว้ แต่ก็มีจุดอ่อนคือพ่อค้าคนกลางหรือโรงสีสามารถกดราคารับซื้อข้าวได้โดยที่ชาวนาเองก็สมยอมเพราะรัฐต้องจ่ายส่วนต่างให้ หรือชาวนาเอาข้าวคุณภาพต่ำไปขาย ซึ่งทั้งสองโครงการล้วนมีข้อดีข้อด้อยต่างกัน

โจทย์สำคัญที่ คสช.มอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการคลัง ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปหารือแนวทางดูแลราคาข้าวที่มีแนวโน้มว่าจะถูกกดราคา โดยเฉพาะข้าวนาปรังที่กำลังจะออกมาอีก 20 ล้านตันในช่วงปลายปีนี้ มีกรอบคิดในการกำหนดนโยบาย 3 เรื่อง คือ

1.ต้องให้กลไกตลาดกลับมาทำงานได้เต็มที่ ไม่บิดเบือนราคา 2.การทำโครงการจะต้องไม่เป็นภาระทางการคลังจนสาธารณชนรับไม่ได้ และ 3.ต้องไม่ทำนโยบายประชานิยมเพิ่มและต้องให้เกิดความยั่งยืน อยู่บนรากฐานให้ชาวนาอยู่ได้ด้วยตัวเอง

การจะเลิกโครงการประชานิยมจำนำข้าว หรือแม้กระทั่งการประกันรายได้ที่ชาวนาเสพติดอยู่มีการคิดทางออกไว้หลายทาง เช่น

1.การนำรูปแบบของโครงการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรม (Profit sharing) ที่ทำสำเร็จกับพืชเศรษฐกิจที่สำคัญคือ “อ้อย” จน ธ.ก.ส.สามารถเลิกโครงการเช็คเกี๊ยวอ้อยได้มาแล้วกว่า 15 ปี

ทั้งนี้ โครงสร้างการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมจากกำไร ระหว่าง ชาวไร่อ้อย โรงงานน้ำตาล และผู้ส่งออก ภายใต้ข้อกำหนดชัดเจนและเป็นธรรมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องตาม พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาล ในสัดส่วน 70:30 โดยชาวไร่อ้อยจะได้รับเงินค่าอ้อยเบื้องต้นเมื่อส่งอ้อยเข้าโรงงาน (ตามโควตาที่ตกลงล่วงหน้า) และอาจได้รับจัดสรรเพิ่มเติมอีกเป็นค่าอ้อยสุดท้าย (ในกรณีน้ำตาลที่ขายในตลาดโลกสูงกว่าที่คำนวณราคาอ้อยเบื้องต้น)

นอกจากนั้น ยังมีกองทุนอ้อยและน้ำตาลที่สะสมไว้เป็น Buffer fund สำหรับกรณีราคาน้ำตาลโลกตกต่ำมากมาช่วยชดเชย ซึ่งในกรณีของ “ข้าว” หากมีการออก พ.ร.บ.ก็จะยึดตามมติของกรรมการ 3 ฝ่าย คือ ชาวนา โรงสี และผู้ส่งออก ในการจัดสรรประโยชน์ร่วมกันอย่างเท่าเทียม

2.ส่งเสริมปัจจัยการผลิต เพิ่งเคยทำกับ “ยาง” เมื่อปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็นอีกโครงการที่น่าสนใจ โดยรัฐบาลตัดสินใจจ่ายเงินช่วยเหลือค่าปัจจัยการผลิตแก่ชาวสวนยางไร่ละ 2,520 บาท ไม่เกินรายละ 25 ไร่ ซึ่งพบว่ามียอดจ่ายเงินจริงประมาณ 2 หมื่นล้านบาท จากเงินที่ขอไว้ 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งมาตรการนี้จะเข้าถึงรายย่อย แต่จะทำให้เกษตรกรรายใหญ่ไม่พอใจเพราะมีเนื้อที่เพาะปลูกมากกว่า แต่ได้เงินชดเชยพอๆ กับรายย่อย

3.ปล่อยให้มีการซื้อขายตามกลไกตลาด ซึ่งเป็นวิธีที่นักวิชาการทุกค่ายฝันอยากเห็น เพราะไม่สิ้นเปลืองงบประมาณและยังทำให้เกษตรกรรู้จักปรับปรุงคุณภาพผลผลิตเพื่อขายให้ได้ราคา ยิ่งเสริมให้กลไกการตลาดทำงานเต็มที่

4.การลดพื้นที่การปลูกทำให้สามารถดึงราคาขึ้นได้ เช่น ในสหรัฐ หรือยุโรป มีการใช้มาตรการจ่ายเงินให้เกษตรกรเป็นค่าชดเชยที่เกษตรกรลดพื้นที่เพาะปลูกหรือปลูกพืชอื่นทดแทน ซึ่งกรณีของคนไทยหากจะทำโครงการนี้จริงต้องหาทางตรวจสอบเกษตรกรให้ได้ว่าเมื่อรับเงินแล้วจะไม่แอบปลูกข้าวอีก

งานนี้ถือเป็นการวัดใจ คสช.ที่ต้องการล้างประชานิยมไม่ให้ข้าวกลายเป็นสินค้าการเมือง ก็ต้องจับตาดูว่า คสช.จะเคาะมาตรการใดออกมาใช้

และมาตรการที่จะใช้จะส่งผลสร้างรายได้ให้ชาวนาอย่างยั่งยืน สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร สามารถพึ่งพาตัวเองได้ และมีรายได้ยั่งยืนสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาฝ่ายการเมืองอีกต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท