
หัวใจปฏิรูปอยู่ที่"คน"ชี้ขาดความสำเร็จ
หลังจากความขัดแย้งทางการเมืองถูกยุติได้ในระดับหนึ่ง ประเทศไทยก็เข้าสู่โหมดการปฏิรูปเต็มรูปแบบ ซึ่งก็ต้องรอดูกันต่อไปว่า ภายใต้การนำของทหารจะเปลี่ยนโครงสร้างประเทศได้มากน้อยแค่ไหน
หลังจากความขัดแย้งทางการเมืองถูกยุติได้ในระดับหนึ่ง ประเทศไทยก็เข้าสู่โหมดการปฏิรูปเต็มรูปแบบ ซึ่งก็ต้องรอดูกันต่อไปว่า ภายใต้การนำของทหารจะเปลี่ยนโครงสร้างประเทศได้มากน้อยแค่ไหน
หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกมาพูดทุกครั้งเมื่อมีวาระแห่งการปฏิรูป ก็คือเรื่อง “การศึกษา” ซึ่งผลักดันกันมานับสิบปี แต่ก็ยังไม่ได้ผลสัมฤทธิ์เท่าที่ควร
วันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ ได้จัดเสวนาวิชาการในโอกาสครบรอบ 80 ปี แห่งการสถาปนา มธ. เรื่อง “วิกฤตการศึกษาไทย...ปฏิรูปอย่างไรให้ตอบโจทย์”
สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดี มธ. เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีการปฏิรูปการศึกษาหลายครั้ง แต่ดูเหมือนการศึกษาก็ยังไม่ดีขึ้น ช่วงนี้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล และพูดถึงการปฏิรูปทุกด้าน แต่ปฏิรูปด้านไหนก็ไม่สำคัญเท่าการปฏิรูปคน เพราะคนเป็นปัจจัยชี้ขาด หากพัฒนาคนได้ การปฏิรูปใดๆ ก็เป็นเรื่องง่าย
วรากรณ์ สามโกเศศ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ อดีต รมช.ศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ปัญหาการศึกษาส่วนหนึ่งเพราะคนไทยยังคิดไม่เป็น ขาดความมุ่งมั่นในการทำเรื่องการปฏิรูปการศึกษาให้เป็นวาระแห่งชาติ สาเหตุหลักเพราะมีการเมืองเข้ามาแทรกแซงผ่านเข้ามาทางครู เพราะครูถือเป็นผู้มีอิทธิพลต่อพ่อแม่ เด็กนักเรียน และชุมชน นอกจากนี้ 75% ของงบประมาณทั้งหมดคือเงินเดือนครู ดังนั้นเมื่อมีการเมืองมาเกี่ยวข้อง ความมุ่งมั่นก็เปลี่ยนไป
“เมื่อเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี นโยบายต่างๆ ก็เปลี่ยน เรื่องนี้ต้องโทษคนไทย โทษสังคมไทยที่อ่อนแอไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ขณะที่การบริหารจัดการในภาพรวมก็ขาดคนรับผิด รับชอบ เพราะไม่ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กจะเป็นอย่างไร ผู้อำนวยการโรงเรียน ครู ก็ยังได้สองขั้น ไม่มีการตรวจสอบงบที่ลงไปในแต่ละโรงเรียนว่านำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ สุดท้ายคือรัฐยึดอำนาจการจัดการศึกษาของประเทศ ทำให้โรงเรียนทางเลือก โรงเรียนเอกชน อยู่อย่างยากลำบาก” วรากรณ์ กล่าว
อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ระบุว่า หากจะปฏิรูปการศึกษาให้ได้ผล ต้องเปลี่ยนวิธีคิดโดยตั้งเป้าหมายให้การศึกษาเป็นการเรียนรู้ ไม่ใช่โลกของการสอน นักเรียนต้องมีบทบาทในการเรียนรู้ ลงมือปฏิบัติเอง ต้องไม่มองเพียงว่าการศึกษาอยู่เฉพาะในโรงเรียน
ขณะเดียวกัน งบการศึกษาต้องถึงตัวเด็กและโรงเรียนให้มากขึ้น ปล่อยให้โรงเรียนมีอิสระ ปรับลดโรงเรียนขนาดเล็ก ควบรวมโรงเรียนที่เล็กเกินไป ขณะเดียวกันยังสามารถบริหารจัดการการเรียนการสอนให้มีคุณภาพได้ ไม่ใช่เพิ่มปริมาณขึ้นอย่างปัจจุบัน
ที่สำคัญต้องหาคนดีมาเป็นครูมากขึ้น ผลการวิจัยด้านการศึกษาในต่างประเทศ ระบุตรงกันว่าคุณภาพของการศึกษาไม่สามารถแซงหน้าคุณภาพครูได้ ขณะที่ปัจจุบัน 40% ของครูจะมีอายุระหว่าง 5060 ปี ดังนั้นในอีก 10 ปีข้างหน้าเป็นโอกาสจะเลือกคนดีมาเป็นครู
ด้าน มีชัย วีระไวทยะ ผู้ก่อตั้งและนายกสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ระบบการศึกษาไทยต้องแก้ไขทั้งระบบและวิธีการศึกษาเรียนรู้ ที่ผ่านมาเราเน้นให้เด็กอ่านออกเขียนได้ มีการวัดประเมินผล แต่ไม่มีการวัดผลเรื่องคุณธรรมจริยธรรม
“ทำอย่างไรให้รู้และเข้าใจ กระตุ้นให้นักเรียนมีความคิดริเริ่ม สามารถค้นคว้าหาทางเลือกได้ เป็นเรื่องที่ต้องเพิ่มบทบาทของโรงเรียนให้เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตของทุกคน เป็นศูนย์ของการพัฒนาชุมชน มุ่งสร้างเยาวชนคนรุ่นใหม่ รู้จักคิดนอกกรอบ เน้นการสร้างคนดี สร้างคนที่บริหารจัดการเป็น มีความสามารถในการทำธุรกิจ มีธุรกิจที่เลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ และช่วยเหลือชุมชน ซึ่งต้องมีโรงเรียนประเภทนี้เพิ่มขึ้น เพราะปัจจุบันการศึกษาดึงคนชนบทออกมาจากบ้าน ต้องแก้ไขให้คนอยู่ทำมาหากินในชนบท ขณะเดียวกันฝากถึงทหารว่าหากต้องต้องการสร้างความสามัคคี ให้เริ่มทำที่เด็กและโรงเรียนทั่วประเทศ ให้เด็กกลับไปทำในหมู่บ้านและที่บ้าน” มีชัย กล่าว







