
ควรมีกฏหมายการชุมนุมในที่สาธารณะได้แล้ว
สังคมไทยมีปัญหาความไม่มั่นคงทางการเมืองอันเกิดจากการชุมนุมประท้วง ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา คือ สังคมการเมืองที่เปราะบางต่อการชุมนุมประท้วง คือ สังคมการเมืองที่ไม่สามารถจรรโลงการมีส่วนร่วมของประชาชนไปพร้อมๆ กับการรักษาความเป็นระเบียบในสังคมได้ นั่นคือ ต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง ระหว่างการปล่อยให้มีการชุมนุมประท้วง แต่ก็ต้องแลกกับการสูญเสียความเป็นระเบียบเรียบร้อย และเมื่อเลยเถิดจนกลายเป็นการจลาจล รัฐบาลก็จำเป็นต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดรุนแรงเข้าจัดการจนเกิดเป็นปัญหาข้อพิพาทและคดีความทางการเมืองที่ยากจะหาข้อยุติที่เป็นธรรมยอมรับกันได้ทุกฝ่าย หรือมิฉะนั้น ก็ไม่สามารถรักษาความเป็นประชาธิปไตยไว้ได้ เกิดรัฐประหารตามมา ประชาธิปไตยสิ้นสุดลง แล้วก็เริ่มต้นกันใหม่ และเมื่อเริ่มไปเรื่อยๆ มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ต้องมาถึงการชุมนุมประท้วงต่อต้านทางการเมืองกันอีก และก็ไม่สามารถที่จะทำให้การชุมนุมประท้วงดำเนินไปได้โดยสันติ โดยไม่นำไปสู่การสะดุดของประชาธิปไตย สังคมไทยดูจะวนเวียนอยู่ในวงจรแห่งความเปราะบางและไร้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเรื่องราวของความเป็นประชาธิปไตยได้
สังคมไทยมีปัญหาความไม่มั่นคงทางการเมืองอันเกิดจากการชุมนุมประท้วง ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา คือ สังคมการเมืองที่เปราะบางต่อการชุมนุมประท้วง คือ สังคมการเมืองที่ไม่สามารถจรรโลงการมีส่วนร่วมของประชาชนไปพร้อมๆ กับการรักษาความเป็นระเบียบในสังคมได้ นั่นคือ ต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง ระหว่างการปล่อยให้มีการชุมนุมประท้วง แต่ก็ต้องแลกกับการสูญเสียความเป็นระเบียบเรียบร้อย และเมื่อเลยเถิดจนกลายเป็นการจลาจล รัฐบาลก็จำเป็นต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดรุนแรงเข้าจัดการจนเกิดเป็นปัญหาข้อพิพาทและคดีความทางการเมืองที่ยากจะหาข้อยุติที่เป็นธรรมยอมรับกันได้ทุกฝ่าย หรือมิฉะนั้น ก็ไม่สามารถรักษาความเป็นประชาธิปไตยไว้ได้ เกิดรัฐประหารตามมา ประชาธิปไตยสิ้นสุดลง แล้วก็เริ่มต้นกันใหม่ และเมื่อเริ่มไปเรื่อยๆ มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ต้องมาถึงการชุมนุมประท้วงต่อต้านทางการเมืองกันอีก และก็ไม่สามารถที่จะทำให้การชุมนุมประท้วงดำเนินไปได้โดยสันติ โดยไม่นำไปสู่การสะดุดของประชาธิปไตย สังคมไทยดูจะวนเวียนอยู่ในวงจรแห่งความเปราะบางและไร้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเรื่องราวของความเป็นประชาธิปไตยได้
เห็นได้ชัดจากกรณีรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 และ 22 พ.ค. 2557 แม้ว่ารัฐประหารจะเกิดขึ้นโดยไม่ต้องรอให้เกิดการจลาจลนองเลือดชัดเจน และสามารถยุติการเดินไปสู่สภาวะอนาธิปไตยได้ แต่กระนั้นก็ไม่สามารถรักษาประชาธิปไตยไว้ได้ ก็เท่ากับยังต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ดี หรือในกรณีเหตุการณ์ปี พ.ศ. 2553 แม้จะรักษาประชาธิปไตยไว้ได้ แต่ก็ต้องมีการเสียชีวิตบาดเจ็บล้มตายของประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐและเป็นคดีความ และบาดแผลที่ยากที่จะประสานลงเอยอย่างยุติธรรมสำหรับทุกฝ่าย
ทำอย่างไรที่สังคมหรือรัฐบาลจะไม่เปราะบางกับการชุมนุมประท้วง ไม่ปล่อยให้สถานการณ์เลยเถิดกลายเป็นกรณีฉุกเฉินร้ายแรงสุดโต่งได้ ยิ่งในสถานการณ์ที่ผ่าน ทหารจำต้องใช้มาตรการรักษาความสงบเรียบร้อย มีความจำเป็นที่จะต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึกในช่วงเวลาหนึ่งจนกว่าสถานการณ์จะกลับคืนสู่ความสงบเรียบร้อย ขณะเดียวกัน หากประกาศภาวะฉุกเฉินหรือกฎอัยการศึกแล้ว ยังไม่สามารถทำให้เหตุการณ์สงบได้ ก็หมายความว่า รัฐบาลมิได้อยู่ในสถานะที่มีอำนาจและความชอบธรรมเพียงพอที่จะยุติการจลาจลนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปก็คงหนีไม่พ้นการเกิดการรัฐประหาร ซึ่งภายใต้สถานการณ์ขณะนี้ ผู้เขียนก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า เมื่อเกิดรัฐประหารแล้ว จะยังสามารถยุติเหตุการณ์ความไม่สงบได้หรือไม่ ความเปราะบางต่อการชุมนุมประท้วงในสังคมไทยนั้น มิได้เป็นสิ่งที่แก้ไขควบคุมไม่ได้ แต่ความเปราะบางนี้ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นอย่างจงใจและอำเภอใจของ “ผู้มีอำนาจทางการเมือง”
ผู้เขียนเห็นว่าการมี พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะคือหนึ่งในหนทางป้องกันมิให้เกิดเงื่อนไขที่จะนำไปสู่วงจรอุบาทว์ทางการเมืองในระดับหนึ่ง เป็นการตัดไฟแต่ต้นลม การมี พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะจะช่วยรักษาสถานการณ์ของการชุมนุมประท้วงของฝ่ายต่างๆ ให้ดำเนินไปได้โดยไม่เกิดการปะทะนองเลือดกัน นั่นคือ สามารถรักษาประชาธิปไตยโดยให้ประชาชนสามารถชุมนุมประท้วงได้อย่างต่อเนื่อง และก็สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยสาธารณะด้วยได้ ไม่ใช่จะต้องอยู่ในสถานการณ์ของทางสองแพร่งของการได้อย่างเสียอย่าง นั่นคือ ให้สิทธิเสรีภาพประชาชนในการชุมนุมประท้วงได้ แต่ก็ไม่สามารถรักษาประชาธิปไตยไว้ได้ในที่สุด
ตามหลัก การมีกฎหมายการชุมนุมในที่สาธารณะมีวัตถุประสงค์หลัก คือ
หนึ่ง เพื่อให้สิทธิเสรีภาพในการเดินขบวนการชุมนุมในที่สาธารณะของประชาชนเป็นสิ่งที่สามารถคาดการณ์ได้ชัดเจนแน่นอนมากขึ้น อันเป็นลักษณะสำคัญของรูปแบบการปกครองที่เป็นนิติรัฐ
สอง เพื่อขจัดการขับเคลื่อนมวลชนหรือสกัดการขับเคลื่อนมวลชนตามอำเภอใจของผู้มีอำนาจทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือแกนนำผู้ชุมนุมประท้วง
สาม เพื่อให้ปลอดจากการใช้ดุลยพินิจแอบแฝงและการขาดความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งผลสำคัญในทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นก็คือ กฎหมายนี้จะช่วยยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและประชาชน เพิ่มอำนาจให้กับพลเมืองและปกป้องสิทธิในการเดินขบวนและการชุมนุมโดยสันติของประชาชน
ในการปกป้องสิทธิเสรีภาพในการเดินขบวนและการชุมนุมโดยสันติของประชาชน กฎหมายการชุมนุมในที่สาธารณะย่อมจะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดการทำร้ายอีกฝ่ายหนึ่ง โดยแอบอ้างว่าเป็นการปะทะกันของกลุ่มผู้ชุมนุมหรือเดินขบวนประท้วงสองกลุ่ม หรือเป็นการตีกันระหว่างกลุ่มคู่อริ หรือการอ้างมือที่สาม
กฎหมายการชุมนุมสาธารณะมีไว้ป้องปราม “ม็อบ” อันหมายถึง ฝูงชนที่ใช้ความรุนแรง ไร้ระเบียบ ขาดแกนนำผู้รับผิดชอบ แต่กฎหมายนี้มิได้มีไว้เพื่อต่อต้านหรือสลายการชุมนุมเดินขบวนประท้วงเรียกร้องของประชาชนที่เป็นไปโดยสงบสันติและปราศจากอาวุธ กฎหมายนี้มีไว้เพื่อปกป้องสิทธิในการชุมนุมเดินขบวนของประชาชน ดังปรากฏในประเทศที่ประชาธิปไตยพัฒนาแล้ว







