posttoday
เปิดหนังสือวสท.ยื่นคสช.ล้มแผนโครงการน้ำ

เปิดหนังสือวสท.ยื่นคสช.ล้มแผนโครงการน้ำ

05 มิถุนายน 2557

เปิดหนังสือวิศวกรรมสถานยื่น หัวหน้าคสช. ให้ล้มเลิกแผนงานโครงการบริหารน้ำชี้แก้น้ำท่วมไม่ได้-บิดเบือนมีผลประโยชน์ทับซ้อน

เปิดหนังสือวิศวกรรมสถานยื่น หัวหน้าคสช. ให้ล้มเลิกแผนงานโครงการบริหารน้ำชี้แก้น้ำท่วมไม่ได้-บิดเบือนมีผลประโยชน์ทับซ้อน

เมื่อวันที่ 5 ม.ย. รศ.ดร.บัญชา ขวัญยืน ประธานคณะอนุกรรมการวิศวกรรมแหล่งน้ำ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ได้ทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรื่อง ข้อเสนอเร่งด่วนในการจัดการน้ำของประเทศ อัยนเนื่องมาจากโครงการ 3.5 แสนล้าน โดยเสนอให้ยุบ สำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) พร้อมกับล้มเลิกแผนงานทั้ง 10 โมดูล

สำหรับเนื้อหาของหนังสือดังกล่าวมีดังนี้

นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการบริหารประเทศ โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช .) เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 ที่ผ่านมา ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้วในเชิงนโยบายและภาคปฏิบัติในหลายๆ โครงการที่รัฐบาลชุดที่ผ่านมาได้ริเริ่มไว้ หนึ่งในนั้น คือ โครงการตามแผนการบริหารจัดการน้าและอุทกภัยแห่งชาติ ด้วยงบประมาณ 3.5 แสนล้านบาท ที่เกิดจากข้อเสนอของส้านักงานนโยบายและบริหารจัดการน้าและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.)

ทั้งนี้คณะอนุกรรมการวิศวกรรมแหล่งน้ำ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ซึ่งประกอบด้วยนักวิชาการผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำจากสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่ง และมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคมด้านวิชาการเมื่อเกิดมหาอุทกภัยในปี พ.ศ. 2554 มีความห่วงใยอย่างยิ่งต่อกระแสข่าวว่า คสช. ประสงค์จะสานต่อโครงการดังกล่าว

เนื่องจากหลังเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมา รัฐบาลได้กำหนดนโยบายในการบริหารจัดการน้ำ และภัยพิบัติขึ้นเป็น 2 ระยะ โดยในระยะเร่งด่วน รัฐบาลได้ใช้จ่ายงบประมาณไปแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 1.2 แสนล้านบาท ซึ่งถึงบัดนี้ ยังไม่มีการรายงานผลการใช้จ่ายว่ามีความคุ้มค่าและบรรลุเป้าหมายหรือไม่อย่างไร ขณะที่มีการเตรียมใช้จ่ายงบประมาณอีก 3.5 แสนล้านบาท ตามแผนงานทั้ง 10 โมดูลของ สบอช. ซึ่งได้รับการต่อต้านจากประชาชนผู้อาจได้รับผลกระทบอย่างกว้างขวาง จนกระทั่ง มีการนำเรื่องสู่ศาลปกครอง และศาลฯ มีคำสั่งให้ผู้ดำเนินโครงการต้องทำรายงานศึกษาโครงการและเผยแพร่ข้อมูลโครงการ ตามกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนให้ทั่วถึงเสียก่อน ซึ่งนับถึงปัจจุบัน ขั้นตอนดังกล่าวนี้ยังมิได้รับการปฏิบัติให้ลุล่วงและค้างคาอยู่

อีกประการหนึ่ง จากการศึกษาของคณะอนุกรรมการวิศวกรรมแหล่งน้ำฯ เห็นว่าแผนงานดังกล่าวมีจุดบกพร่องที่สำคัญที่ไม่อาจละเลยได้หลายประการ เป็นต้นว่า ขาดการศึกษาความเป็นไปได้ในระดับยุทธศาสตร์ ขาดการศึกษาความเป็นไปได้ของแต่ละโครงการย่อย ขาดการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และขาดการศึกษาความสัมพันธ์ของทุกโครงการที่บรรจุในแผนในทุกมิติ หากมีการดำเนินการตามแผนงานนี้ ไม่ว่าจะเป็นเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด อาจก่อให้เกิดผลร้ายต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในระดับประเทศอย่างยากจะเยียวยาโดยไม่สามารถแก้ไขปัญหาภัยพิบัติได้จริง คณะอนุกรรมการวิศวกรรมแหล่งน้ำฯ จึงได้ออกแถลงการณ์และข้อเสนอต่อรัฐบาลเป็นระยะๆ ตลอดเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมาฃ

พร้อมกันนี้ คณะอนุกรรมการวิศวกรรมแหล่งน้ำฯ ใคร่ขอให้ คสช. พิจารณาข้อเสนออันเป็นประโยชน์ต่อการจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ดังต่อไปนี้ คือ

ข้อเสนอที่ 1 ยุบหน่วยงานที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ คือ สำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้าและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) พร้อมกับล้มเลิกแผนงานทั้ง 10 โมดูล ด้วยเหตุผลสำคัญ 4 ประการ ดังนี้

1.บิดเบือนและมีผลประโยชน์ทับซ้อน
แผนงานที่ สอบช. เสนอเป็นแผนงานที่บิดเบือนหลักวิชาการในการบริหารจัดการน้ำและภัยพิบัติ ด้วยนักวิชาการที่เกี่ยวข้องหลายคนมีผลประโยชนทับซ้อน ไม่มีความจริงใจในการแก้ปัญหาภัยพิบัติของชาติอย่างแท้จริง

2.ทุจริตผิดขั้นตอน
กระบวนการและขั้นตอนที่ได้ดำเนินการไปแล้วส่อทุจริต / คอร์รัปชั่น มีการเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนก่อสร้าง ทั้งบริษัทคนไทยและต่างชาติที่เกาะเกี่ยวโยงใยในแวดวงนักการเมืองและข้าราชการบางคน

3.แก้ปัญหาไม่ได้
ด้วยเหตุผลในข้อ 1 และการดำเนินการที่ขาดการศึกษาอย่างรอบคอบ ทำให้แผนงานของ สบอช. ทั้ง 10 โมดูล ไม่สามารถแก้ไขปัญหาภัยพิบัติของประเทศได้ หากมีการดำเนินงานต่อไป นอกจากจะเป็นการสูญเปล่าทางงบประมาณแล้ว ยังก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมในระยะยาวอย่างยากจะแก้ไขอีกด้วย

4.เบียดเบียนประชาชน
ประชาชนนับล้านครอบครัวจะได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามแผนงานของ สบอช. และเดือดร้อนแสนสาหัส จะเกิดความแตกแยก เกิดแรงต่อต้านประท้วง ซึ่งอาจนำไปสู่การยุติโครงการกลางคัน ก่อให้เกิดความสูญเสียทางงบประมาณ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างใหญ่หลวง

ข้อเสนอที่ 2 จัดระบบ-ทบทวนใหม่ โดยดำเนินการดังต่อไปนี้

1.วางแผนเร่งด่วนอย่างรัดกุม เพื่อรับมือกับฤดูฝนที่ก้าลังจะมาถึง โดยไม่มีการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองเก่าและข้าราชการที่ได้รับประโยชน์จากการจัดการภัยพิบัติทางน้ำ

2.คิดใหม่ด้วยข้อมูลที่ไม่บิดเบือน ทบทวน พิจารณาและปรับใช้แผนการบริหารจัดการน้ำที่กรมชลประทานได้ศึกษาและน้าเสนอร่วมกับ JICA (Japan International Cooperation Agency) รวมทั้งแนวคิดที่ วสท. ได้นำเสนอไว้ในเอกสาร “แนวทางที่ถูกต้องในการบริหารจัดการอุทกภัย ลุ่มน้าเจ้าพระยา ฉบับ วสท.” อย่างสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและด้าเนินการตามหลักวิชาการอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้

3.สร้างการมีส่วนร่วม สร้างความเข้าใจ ให้ข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจน รับฟังความคิดเห็นและเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีโอกาสร่วมตัดสินใจอย่างเต็มที่ ทั่วถึงและเป็นธรรม

4.ตรวจสอบบุคคลหรือกลุ่มบุคคลผู้เข้าไปทำหน้าที่ในคณะกรรมการชุดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการและการบริหารจัดการน้ำ รวมทั้งเครือญาติและพวกพ้อง ต้องไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งทางตรงและทางอ้อมในการดำเนินโครงการ

5.กรณีที่โครงการใดๆ ยังไม่ได้มีการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ หรือการศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน จะต้องกำหนดให้มีการศึกษาและจัดทำรายงานตามหลักวิชาการก่อนดำเนินโครงการ ซึ่งหากศึกษาแล้วพบว่าอาจก่อให้เกิดผลกระทบในระดับสูงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ สมควรต้องพิจารณายกเลิกโครงการได้

โครงการใดๆ ที่มีผลการศึกษาในประเด็นต่างๆ อย่างชัดเจนแล้วแต่ทำไว้เป็นเวลานาน ไม่ได้ดำเนินโครงการด้วยสาเหตุใดก็ตาม ควรต้องมีการทบทวนการศึกษาอีกครั้ง ตามสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจมองไม่เห็น (Unforeseen Problem) แต่อาจเกิดขึ้นได้ต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชน

โครงการใดๆ ที่ได้มีการศึกษาในประเด็นต่างๆ อย่างชัดเจนรอบด้าน เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างเป็นรูปธรรม และหน่วยงานผู้รับผิดชอบโดยตรงมีความพร้อมที่จะดำเนินการอยู่แล้ว อาจพิจารณาให้หน่วยงานเจ้าของโครงการรับผิดชอบด้าเนินโครงการด้วยความโปร่งใสตรวจสอบได้

ข้อเสนอที่ 3 ทบทวนตรวจสอบผลการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่และข้าราชการที่เกี่ยวข้องต่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ผ่านมา

เนื่องจากในการจัดการภัยพิบัติน้ำหลายครั้งที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นมหาอุทกภัยในปี พ.ศ.2554 และในปี พ.ศ. 2556 ที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมจังหวัดปราจีนบุรี ได้ปรากฏเป็นที่ชัดเจนว่า การบริหารจัดการน้าไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ท้าให้อุทกภัยที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดผลกระทบที่รุนแรงเกินความคาดหมาย ดังนั้น จึงควรมีการทบทวนตรวจสอบผลการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง หากผู้มีอำนาจกำกับดูแลไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยให้สำเร็จลุล่วงไปได้ หรือมีการสั่งการที่ผิดพลาด หรือแฝงผลประโยชน์จากกลุ่มการเมือง หรือหวังประโยชน์อื่นใดที่ไม่ถูกต้อง สมควรต้องมีการแสดงความรับผิดชอบและมีการปรับเปลี่ยนบุคลากรที่มีความเหมาะสม มีความรู้ความสามารถ ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนเข้ามาด้าเนินการรับผิดชอบต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท