
ลูกหลานเมืองอุบลขาดสติ บรรพชนหลั่งน้ำตา
ความสูญเสียวอดวายที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมาไม่ได้เพียงวอดวายแค่ศาลากลาง จะเป็นด้วยเหตุผลประการใด จะเป็นน้ำมือของใคร แต่นั่นเพลิงได้เผาผลาญความเป็นเมืองอุบล จนมอดไหม้เป็นเถ้าถ่านที่ทุกคนที่อยู่เมืองอุบลล้วนรับบาปกรรมนั้นด้วยกัน
ความสูญเสียวอดวายที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมาไม่ได้เพียงวอดวายแค่ศาลากลาง จะเป็นด้วยเหตุผลประการใด จะเป็นน้ำมือของใคร แต่นั่นเพลิงได้เผาผลาญความเป็นเมืองอุบล จนมอดไหม้เป็นเถ้าถ่านที่ทุกคนที่อยู่เมืองอุบลล้วนรับบาปกรรมนั้นด้วยกัน
โดย...ทีมข่าวภูมิภาค
จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์กว่าจะเป็นเมืองอุบล ซึ่งมีมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2228 เจ้าปางคำ เจ้าเมืองเชียงรุ้ง แสนหวีฟ้า อพยพไพร่พลหนีความวุ่นวายออกจากเมืองเข้าพึ่งพระเจ้าสุริยะวงศ์ธรรมิกราช แห่ง เวียงจันทร์และเจ้าสุริยะวงศ์ฯได้ให้นำไพร่พลไปตั้งที่เมืองลุ่มภู มีอิสระไม่ขึ้นต่อเวียงจันทร์ เจ้าปางคำได้สถาปนาเมืองเป็น”นครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน”เป็นจุดเริ่มต้นประวัติศาสตร์แห่งบรรพบุรุษเมืองอุบล ที่สร้างตำนานการต่อสู้กว่าจะเป็นเมืองอุบลนับรวมกว่า 107 ปีในสมัยพระปทุมราชวงศา(เจ้าคำผง) ผู้เป็นหลานเจ้าปางคำ
พุทธศักราช 2335 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาเมืองอุบลขึ้นเป็นเมืองประเทศราช ชื่อ”อุบลราชธานีธานีศรีวนาลัย ประเทศราช” โปรดเกล้าฯให้พระประทุมราชวงศาเป็นพระประทุมวรราชสุริยวงศ์ (คำผง) เป็นเจ้าผู้ครองเมืองอุบลราชธานีศรีวนาลัยประเทศราช ถือเป็นเจ้าเมืองคนแรกของอุบลราชธานี ทรงพระราชทานพระสุพรรณบัตร และเครื่องยศเจ้าเมืองประเทศราช และให้ทำพิธีสบถสาบานถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ต่อหน้าพระพักตร์เสกให้ ณ วันจันทร์ เดือน 8 แรม 13 ค่ำ จุลศักราช 1154 ปี จัตวาศก ซึ่งตรงกับวันที่ 16 กรกฎาคม 2335
นับรวมการสถาปนาก่อตั้งเมืองอุบลราชธานีจนถึงปัจจุบันรวม 218 ปี วันนี้บูรพกษัตราและบรรพบุรุษ เมืองอุบลราชธานีต้องร่ำให้เสียใจกับการกระทำของลูกหลานคนเมืองอุบลที่ขาดสติ จุดบ้านเผาเมืองตัวเอง 19 พฤษภาคม ไฟโหมลุกท่วมศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานีจนวอดเป็นเถ้าถ่าน โดยแม้จะมีอุปกรณ์ เครื่องมือดับเพลิงที่พร้อมก็ไม่สามารถเข้าดับไฟที่เกิดจากน้ำมือของลูกหลานเมืองอุบลได้......ทุกคนได้แต่เฝ้ายืนมองไฟที่ค่อยๆโหมลุก ควันที่ค่อยพวยพุ่งขยายจนดำทมึน ท่วมทั่วศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี......และคงได้แต่เฝ้ามองความหายนะจากการเผาผลาญของไฟแห่งความไร้สติของลูกหลานเมืองอุบลที่ค่อยๆอ่อนลงกับภาพที่ค่อยปรากฏชัดขึ้นของซากศาลากลางจังหวัดที่มีเพียงโด่เด่ของแท่งปูนกับคราบของการเผาผลาญ ประจานคนที่เป็นลูกหลานคนเมืองอุบลฯเอง
21 พ.ค. น้ำตาและความรู้สึกเหมือนพึ่งตื่นจากภวังค์ ชวน ศิรินันท์พร พ่อเมืองอุบลราชธานีคนปัจจุบัน พร้อมด้วยลูกหลานคนเมืองอุบลฯกว่า 3000 คนได้พร้อมใจยืนอาลัยต่อหน้าซากศาลากลาง ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความขัดแย้ง ไร้สติ ของลูกหลานเมืองอุบล ที่บรรพบุรุษต้องหลั่งน้ำตา พร้อมทั้งวางพวงมาลา”กราบขอโทษบูรพกษัตริย์ และ บรรพชน แทนลูกหลานที่ขาดสติ” ท่ามกลางความโศกเศร้าและน้ำตา หลายคนถึงกับปล่อยโฮ
“รู้สึกสลดหดหู่ใจ กับภาพที่ปรากฏ นับเป็นการทำลายน้ำใจชาวอุบลทุกคน ศาลากลางสร้างมานานเกิดมาก็เห็น “นายบพิตร พันธ์พินิจ ป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยจังหวัดอุบลราชธานีกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ
นายบพิตร พันธุ์พินิจ กล่าวถึงผลกระทบว่าศาลากลางเป็นเหมือนสัญลักษณ์จังหวัด เป็นศูนย์รวมของส่วนราชการทุกกระทรวง ความสูญเสียที่เกิดขึ้นมีทั้งทรัพย์สิน วัฒนธรรมที่สั่งสมกันมานาน ผลกระทบเกิดอย่างมากมหาศาลต่อประชาชนหลีกเลี่ยงไม่ได้คือในระบบราชการที่จะทำหน้าที่บริการประชาชนไม่สามารถดำเนินการได้ในระยะนี้เนื่องจากเอกสารต่างๆถูกทำลาย ต้องใช้เวลาระยะหนึ่งในการกู้รื้อฟื้นข้อมูลใหม่
“เข่าอ่อนเมื่อทราบข่าว ผมเป็นคนอุบลคนอุบลเป็นคนที่มีน้ำใจเอื้ออารีย์ มีเหตุผล เป็นเมืองคนดีมีสัญลักษณ์แห่งความดีที่เชลยศึกสร้างไว้เชิดชูแก่คนอุบลฯ วันนี้ผมเข่าอ่อนไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นกับเมืองอุบลโดยลูกหลานเมืองอุบลเอง”นายณรงค์ศักดิ์ ครุภัณฑ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬาจังหวัดอุบลราชธานีกล่าวในความรู้สึก
นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวถึงผลกระทบว่าผลกระทบเฉพาะหน้าคือการเบิกจ่ายงบประมาณของหน่วยงานต่างๆทุกกระทรวงจะไม่สามารถทำได้ในระยะนี้เพราะเอกสารหลักฐานที่ส่งเบิกต้นฉบับถูกเผาทำลายไป ทำให้ล่าช้าในการดำเนินการ ข้าราชการมีความกังวลกับการเริ่มงานใหม่จะดำเนินการอย่างไร อย่างไรก็ตามส่วนเงินเดือนไม่มีปัญหาเพราะระบบอยู่ที่ส่วนกลาง
“แม่เห็นภาพความสูญเสีย เห็นซากศาลากลางแล้วสะเทือนใจ ถ้าให้แลกได้ก่อนจะมีการบุกเผาทำลาย แลกกับให้เผาตัวเองได้ก็จะยอม” นางพิศมัย จึงจิตรักษ์ อุปนายกสมาคมผู้นำสตรีจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวอย่างหดหู่ใจ
นางพิศมัย กล่าวว่าศาลากลางเห็นมาตั้งแต่รู้ความจนขณะนี้อายุกว่า 60 ปีแล้ว ศาลากลางจังหวัดเป็นศูนย์รวม ห้องประชุมมิตรไมตรีบนศาลากลางเป็นสถานที่ประชุมแลกเปลี่ยนข้อคิดความรู้และจุดประสานงานเพื่อการพัฒนา ที่ตนเองได้เข้ามาใช้ประสานงาน ประชุม จนเกิดโครงการต่างๆ เกิดการพัฒนาบ้านเมืองในหลายด้านทั้งกลุ่มอาชีพ กลุ่มสตรี การเผาศาลากลางซึ่งจะเป็นด้วยอารมณ์ชั่ววูบ และขาดสติ เป็นการทำลายความรู้สึกของคนทั้งจังหวัด และทั้งประเทศไทย ...ทุกคนที่เห็นก็อดกลั้นน้ำตาไม่ได้นางพิศมัยกล่าว
นางกัลยา ดาวทองวรกิจ เจ้าของร้านหมูยอดาวทอง เลขที่ 173/2 ถ.ศรีณรงค์ ต.ในเมืองอุบลราชธานี ซึ่งเป็นคนไทยเชื้อสายเวียตนาม และได้รับสัญชาติไทยเป็นคนไทย 100 เปอร์เซ็นต์เมื่อปี พ.ศ.2541 กล่าวว่าเป็นคนไทยเชื้อสายเวียตนามที่เกิดในเมืองไทยที่จังวหวัดอุบลราชธานี เห็นศาลากลางมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบจำความได้อยากให้เมืองไทยสงบสุข มีความรักสามัคคี กันรู้สึกสลดหดหู่ใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อยากร้องให้เมื่อเห็นซากปรักหักพังพินาศของศาลากลาง
นางกัลยา ดาวทองวรกิจ กล่าวว่าหมูยอเป็นอาหารที่ขึ้นชื่อของเมืองอุบลในระยะนี้ได้รับผลกระทบอย่างมากไม่สามารถขายได้กรุงเทพฯเคยสั่งไปจำหน่ายก็หยุดสั่งในช่วงนี้ ส่วนนักท่องเที่ยวที่ซื้อเป็นของฝากและการจำหน่ายปกติวันละกว่า 30,000 บาท ปัจจุบันขายได้ไม่ถึง 3,000 บาท และหวังว่าบ้านเมืองจะกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว
เช่นเดียวกับนายสุทิน วิวัฒนศิริทรัพย์ เจ้าของร้านหมูยอแม่ฮาย กล่าวว่าช่วงนี้ขายไม่ได้เนื่องจากความไม่ปกติ มีเคอร์ฟิวประชาชนไม่เดินทาง ซึ่งทุกร้านได้รับผลกระทบถ้วนหน้า ส่วนความคิดเห็นและความรู้สึกต่อเหตุการณ์นั้นนายสุทิน แสดงท่าทีหวาดกลัวและไม่ขอพูดเพราะกลัวผลกระทบกับธุรกิจหากพูดไปไม่ว่าฝ่ายเหลือ หรือฝ่ายแดง ก็ไม่เป็นผลดี
นายชวน ศิรินันท์พร ผวจ.อุบลราชธานี กล่าวว่า มีความรู้สึกเสียใจมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำที่ขาดสติของลูกหลานคนเมืองอุบล ตนเองไม่ได้เกิดที่เมืองอุบลแต่มีความรู้สึกเสียใจสลดหดหู่ อย่างไรก็ตามขอให้กำลังใจข้าราชการทุกคนให้มีกำลังใจและมุ่งมั่นทำงานเพื่อรับใช้-บริการประชาชน ในระยะแรกได้ขอใช้ อาคารอำนวยการศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ ศ.อ.ศ.อ. เป็นสถานที่ทำงาน เป็นศูนย์ราชการชั่วคราวเพื่อให้การบริการประชาชนเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และขอให้พี่น้องชาวอุบลตั้งสติ มีกำลังใจร่วมมือกันพัฒนาฟื้นฟูเมืองอุบลราชธานี กลับสู่ความเป็นเมืองแห่งคนดี เมืองนักปราชญ์ต่อไป นายชวนกล่าว
สัญลักษณ์”อนุสาวรีย์แห่งความดี”ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่มุมด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือทุ่งศรีเมือง เป็นอนุสรณ์ที่เชลยศึกสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่รวมกันสร้างเชิดชูคนเมืองอุบลว่าเป็นคนดี มีน้ำใจ เมืองอุบลเป็นเมืองแห่งคนดี ความสูญเสียวอดวายที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมาไม่ได้เพียงวอดวายแค่ศาลากลาง จะเป็นด้วยเหตุผลประการใด จะเป็นน้ำมือของใคร แต่นั่นเพลิงได้เผาผลาญความเป็นเมืองอุบล จนมอดไหม้เป็นเถ้าถ่านที่ทุกคนที่อยู่เมืองอุบลล้วนรับบาปกรรมนั้นด้วยกัน........
ขอครั้งนี้เป็นความเจ็บปวดครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย ของคนเมืองอุบล น้ำตาบรรพชน....อย่าได้ต้องหลั่งไหลเพราะน้ำมือลูกหลานต่อไปอีกเลย







