
นิรโทษกรรมจุดเสี่ยง "ปรองดอง"
ปฏิบัติการสลายสีเสื้อเดินหน้าสร้างความปรองดองสมานฉันท์ภายในชาติของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ปฏิบัติการสลายสีเสื้อเดินหน้าสร้างความปรองดองสมานฉันท์ภายในชาติของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถือเป็นภารกิจสำคัญที่จะช่วยนำพาสังคมหลุดพ้นวังวนปัญหาที่หมักหมมมายาวนาน และต้องใช้ทั้งเวลาและความพยายามอย่างสูงที่จะคลี่คลายสลายความขัดแย้งที่ฝังรากลึกลงไปในทั่วทุกพื้นที่เวลานี้
กิจกรรมและกลไกการทำงานด้านต่างๆ ตามที่ คสช.ดำเนินการอยู่ในเวลานี้ ยังเป็นเพียงแค่การออกตัวสะสางปัญหาเฉพาะหน้าที่พอจะทำได้ในทันที ภายใต้กรอบใหญ่ ซึ่ง คสช.จัดตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) ขึ้นมาดูแลเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ พร้อมส่งมือดีอย่าง “บิ๊กโชย” พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ มานั่งเป็นผู้อำนวยการ ศปป.
ส่องแผนการทำงาน 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 การเตรียมความพร้อมด้วยการเชิญผู้แทนส่วนที่เกี่ยวข้อง จัดตั้งคณะทำงาน หารือกำหนดกรอบแนวทางในการดำเนินการ
ขั้นที่ 2 ในช่วงเดือน มิ.ย. 2557 ขั้นการดำเนินการให้บรรลุเป้าหมาย ศปป. โดยคณะทำงานส่วนกลางรวบรวมความเห็นในส่วนกลาง และขั้นที่ 3 ในช่วงเดือน ก.ค. 2557 การประมวลข้อมูลที่ได้รับ นำไปสู่การนำเสนอ แนวทางการปฏิบัติประกอบการพิจารณาการแก้ไขปัญหาในภาพรวม
โดยทั้ง 3 ขั้นตอนนี้จะเชื่อมโยงไปกับ “สภาปฏิรูป” ที่มาจากองค์กรวิชาชีพและองค์กรการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย รวม 150 คน ที่จะลงมือสลาย “ต้นตอ” ปัญหาความ ขัดแย้ง
แน่นอนว่า นอกจากปัญหาเรื่องโครงสร้างสังคมในแต่ละด้าน การลดความเหลื่อมล้ำ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคมาตรฐานเดียวกัน ไปจนถึงการปลูกฝังค่านิยมต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่นแล้ว
อีกจุดหนึ่งที่ถือเป็นหนึ่งในสาเหตุปัญหาความขัดแย้งที่บานปลายมาจนถึงปัจจุบันคือเรื่อง “คดีความ” ของแต่ละฝักฝ่ายย้อนหลังไปตั้งแต่ช่วงก่อนรัฐประหาร 2549 ไม่ว่าจะเป็นคดีความจากการชุมนุมของเสื้อเหลือง เสื้อแดง โดยเฉพาะคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่เป็นเหตุให้ต้องระเหเร่ร่อนอยู่ต่างประเทศ หนำซ้ำยังกลายเป็นชนวนความขัดแย้งในช่วงเวลาต่อมา
อย่างไรก็ตาม เวลานี้ยังไม่มีความชัดเจนว่า คสช.จะดำเนินการกับคดีความเหล่านี้อย่างไร ซึ่งมีความเป็นไปได้หลายแนวทาง ไม่ว่าจะเป็นการล้างผิดให้ทุกฝักฝ่าย “เซตซีโร่” ให้ทุกอย่างกลับไปเป็นเหมือนก่อนรัฐประหาร 2549 หรือนิรโทษกรรมในบางคดีการเมือง ไม่รวมไปถึงคดีอาญา คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือทางเลือกอื่นๆ
ประเด็นนี้จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ คสช.ต้องขบคิดอย่างหนัก เพราะอย่าลืมว่าการนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่งสุดซอยที่พรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงพยายามดำเนินการมาหลายครั้งหลายคราท่ามกลางเสียงคัดค้านนั้น สุดท้าย ได้บานปลายจนปลุกมวลมหาประชาชนให้ออกมาคัดค้านจนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องตัดสินใจชิงยุบสภาลดแรงเสียดทาน
อีกทั้งไม่ใช่เพียงแค่ฝั่ง กปปส.เท่านั้นที่จะคัดค้านการนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง แต่ทางฝั่งคนเสื้อแดงเองยังไม่พอใจที่จะให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ และ สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ ได้รับการนิรโทษกรรมจากเหตุการณ์การสลายการชุมนุมคน เสื้อแดงเมื่อปี 2553 จนมีผู้เสียชีวิตเกือบ ร้อยคน หาก คสช.ตัดสินใจเลือกล้างผิดแบบ สุดซอยย่อมนำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ และทำให้ความพยายามสร้างการปรองดองไม่ประสบความสำเร็จ
ยิ่งจับสัญญาณจาก คสช. ที่พยายามสร้างความเท่าเทียมเสมอภาคให้กับประชาชนทุกสีเสื้อ และดึงให้แต่ละฝักฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม ในกลไกสร้างความสมานฉันท์ ยิ่งทำให้หลายคนคิดว่า คสช.อาจจะเลือกตัดสินใจทางเลือกแบบวินวิน ได้ด้วยกันทุกฝ่าย แต่สุดท้ายอาจกลายเป็นปัญหาตามมา
ถึงขั้นที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องออกมา ดักคอแสดงความเป็นห่วงว่าการนำเรื่อง “ปรองดอง” มาใช้นำไปสู่การ “นิรโทษกรรม” จะกลายเป็นปัญหาที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง มากขึ้น ทำให้โฆษก กอ.รมน. ต้องออกมาชี้แจงว่าการจัดตั้งศูนย์ปรองดองฯ นั้น ไม่เกี่ยวข้องกับการนิรโทษกรรมให้ใคร ไม่มีการต่อรองใดๆ โดยเฉพาะการนิรโทษกรรมให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ
แต่ทว่าหลายฝ่ายยังเชื่อว่าสุดท้ายหากจะสลายความขัดแย้งให้หมดไปจริงๆ ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยง ต้องเข้ามาสะสางคดีความต่างๆ เหล่านี้ เพราะหลายคดีเป็นเรื่องของความ ขัดแย้งทางการเมือง
อีกทางออกหนึ่งที่มีเสียงสนับสนุนจากหลายฝ่ายการยึดหลักของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ซึ่งมี คณิต ณ นคร เป็นประธาน ให้ทุกคนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและคนที่จะเข้าสู่กระบวนการปรองดอง สมานฉันท์ต้องยอมรับความจริงเสียก่อนว่าตัวเองทำผิด
สอดรับกับความเห็นของ ถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส. ซึ่งมองว่าการนิรโทษกรรม ไม่ใช่จับเสื้อแดง จับมวลมหาประชาชนมาเขย่ารวมกันแล้วนิรโทษกรรมทั้งหมด ซึ่งไม่สามารถปรองดองได้ ต้องนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการ ค้นหาความจริงให้ยุติเสียก่อนว่าใครผิดใครถูก ช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร แต่จะนำมาสู่การปรองดอง นิรโทษกรรมเพื่อให้เกิดสมานฉันท์
ท่าทีของ คสช.ในเวลานี้จึงพยายามพักเรื่องนี้เอาไว้ก่อน และเดินหน้าจัดการสลายความ ขัดแย้งในด้านอื่นให้เดินหน้าไปได้ก่อน เพื่อลดแรงเสียดทานจากอารมณ์สังคมที่ถูกปลุกปั่นจนคุกรุ่น ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา หากทุกอย่างดำเนินไปด้วยดีจึงน่าจะหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณา
ท่ามกลางการจับตาว่าสุดท้ายนิรโทษกรรมฉบับ คสช.จะออกมาแบบไหน จะมีส่วนสลายความขัดแย้งที่เป็นอยู่ในสังคมให้หมดไป หรือ จะกลายเป็นชนวนความขัดแย้งระลอกใหม่ที่ดึงทุกอย่างกลับไปสู่วังวนเดิมๆ







