
ตรวจสอบโปร่งใส
แม้ว่าจะได้อำนาจมาด้วยการรัฐประหาร แต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็พยายามดำเนินการหลายด้าน เพื่อให้ประชาชนไว้วางใจในการบริหารราชการแผ่นดิน และปราศจากความคลางแคลงใจว่าจะมีการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดนั้นแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน
แม้ว่าจะได้อำนาจมาด้วยการรัฐประหาร แต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็พยายามดำเนินการหลายด้าน เพื่อให้ประชาชนไว้วางใจในการบริหารราชการแผ่นดิน และปราศจากความคลางแคลงใจว่าจะมีการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดนั้นแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน
ทั้งนี้ เพราะ คสช.เข้ามาบริหารประเทศหลังจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมาเผชิญกับข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตมากมายหลายโครงการ แต่ละโครงการเกี่ยวข้องกับวงเงินมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นโครงการรับจำนำข้าวที่ขาดทุนไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท รวมทั้งโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท
ขณะเดียวกัน ห้วงระยะเวลาที่ คสช.เข้ามาบริหารประเทศ ก็ต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่กำลังอยู่ในขั้นวิกฤต แต่เมื่อปัญหาทางการเมืองเริ่มสงบ ภาคเอกชนก็เริ่มขยับ เห็นได้จากความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน พ.ค. ขยับขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 14 เดือน และภาคเอกชนคาดว่าจะเห็นการขยับขยายการลงทุนในอีก 23 เดือนข้างหน้า
ขณะเดียวกัน คสช.ก็ต้องการเร่งการลงทุนภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็วที่สุด โดยงบประมาณ 2557 ยังมีงบลงทุนค้างท่ออยู่เกือบ 3 แสนล้านบาท เฉพาะโครงการมูลค่า 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ยังค้างท่อถึง 1.7 แสนล้านบาท ซึ่งรวมทั้งโครงการรถไฟฟ้าและรถไฟรางคู่ ที่เป็นนโยบายเร่งด่วนของ คสช.
หากแต่การเร่งลงทุนดังกล่าว ก็ต้องไม่เปิดโอกาสหรือเป็นช่องให้มีการทุจริต ซึ่งกระทบภาพลักษณ์ของ คสช. การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) มาติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณ จึงเป็นกลไกหนึ่งที่ คสช.นำมาใช้
แต่ที่สุดแล้ว การสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนถึงความโปร่งใส และความคุ้มในการลงทุนของภาครัฐที่กำลังเร่งดำเนินการอยู่นี้ คงไม่เพียงแค่ตั้งกรรมการตรวจสอบเพียงเท่านั้น หากแต่ต้องมีการเปิดเผยผลการตรวจสอบออกสู่สาธารณะอีกด้วย โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่มูลค่านับพันล้านบาทขึ้นไป
การเปิดเผยผลการตรวจสอบสู่สาธารณะนั้น ถือเป็นหลักวิธีสากล ว่าเป็นหนทางที่จะป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นได้อย่างดี เพราะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบอีกทางหนึ่ง
หากทำได้ คสช.ก็จะได้รับความยอมรับจากประชาชนถึงความโปร่งใส สุจริตในการทำงาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการยึดอำนาจครั้งนี้







