posttoday
ส่งออกไม่น่าวางใจปัจจัยใน-นอก จ่อรุมเร้า

ส่งออกไม่น่าวางใจปัจจัยใน-นอก จ่อรุมเร้า

04 มิถุนายน 2557

การเข้ามาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อาจช่วยให้ภาวะเศรษฐกิจที่ตีบตันในหลายช่องทางเดินหน้าไปได้อย่างที่ควรจะเป็น

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

การเข้ามาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อาจช่วยให้ภาวะเศรษฐกิจที่ตีบตันในหลายช่องทางเดินหน้าไปได้อย่างที่ควรจะเป็น เช่น การเร่งจ่ายเงินโครงการรับจำนำข้าว การเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณค้างท่อปี 2557 การดำเนินงบประมาณรายจ่ายปี 2558 และการอนุมัติโครงการลงทุนต่างๆ ซึ่งเรียกได้ว่าในแง่ของการขับเคลื่อนภายในประเทศนั้นไม่น่าเป็นห่วง เพราะ คสช.เร่งรัดได้แบบฟาสต์แทร็ก

อย่างไรก็ตาม หากเข้าไปดูในแง่ “การหารายได้เข้าประเทศจากภาคการส่งออก” ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 58% ของจีดีพีประเทศไทยในปี 2556 หรือราว 2.19 แสนล้านเหรียญสหรัฐแล้ว ต้องยอมรับว่า เรื่องนี้เริ่มส่ออาการไม่น่าวางใจและมีแนวโน้มจะไม่ดีอย่างที่หลายฝ่ายเคยคาดการณ์กันเอาไว้

จากการเปิดเผยของกระทรวงพาณิชย์ พบว่า ตัวเลขการส่งออกเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ติดลบ 0.87% มีมูลค่าอยู่ที่ 1.724 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และยังเป็นมูลค่าที่ต่ำที่สุดในรอบ 2 ปี จนพาณิชย์อาจต้องทบทวนปรับเป้าหมาย 5% ของปีนี้ลงมา

แต่เสาหลักทางเศรษฐกิจอย่าง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นั้นได้เดินหน้าหั่นเป้าหมายส่งออกลงมาอยู่ที่ 3.7% ไปเรียบร้อยแล้ว จากกรอบเดิมที่ 5% (ลดลงจากเป้าเดิม 7% ในปีที่แล้ว) ขณะที่ผู้ส่งออกตัวจริงอย่างสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือให้ภาพที่เลวร้ายกว่านั้นว่า การส่งออกของไทยปีนี้น่าจะโตได้ไม่ถึง 3% เสียด้วยซ้ำ

หากพิจารณาจากปัจจัยลบหลักๆ 2 ประการ คือ ปัจจัยภายในประเทศและปัจจัยต่างประเทศ อย่างถี่ถ้วนแล้วจะเห็นได้ว่า ตัวเลข 3% นั้นมีความเป็นไปได้สูงอย่างน่าจับตา

หลายฝ่ายขณะนี้กำลังเป็นกังวลว่า ต่างชาติกว่า 62 ประเทศที่ประกาศเตือนการเดินทางมายังไทยหลังเกิดรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. และมีบางประเทศ เช่น ออสเตรเลีย ที่ถึงกับลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับเราถึงกับเร่งรัดบีบให้ไทยกลับเข้าสู่วิถีประชาธิปไตยด้วยการใช้มาตรการรุนแรงอย่าง “การคว่ำบาตรทางการค้า” (Trade Embargo) หรือการคว่ำบาตรทางการค้าแบบจำกัดวง (Trade Sanction) หรือไม่

โดยปกติแล้วประชาคมโลกจะดำเนินมาตรการตอบโต้การยึดอำนาจของทหารอย่างมากที่สุด ด้วยการใช้มาตรการคว่ำบาตรการซื้อขายอาวุธ (Arms Embargo) และการระงับงบประมาณช่วยเหลือทางทหารเท่านั้น เช่น กรณีที่ “สหรัฐ” ระงับงบความร่วมมือทางทหารกับไทยวงเงินปีละประมาณ 10 ล้านเหรียญสหรัฐ และกรณีที่ “ออสเตรเลีย” ห้ามซื้อขายอาวุธกับไทยชั่วคราว แต่จะไม่ลุกลามไปถึงด้านการค้า เพราะเป็นมาตรการที่กระทบกับประชาชนมากกว่าทหาร จะใช้ก็ต่อเมื่อยามสงครามหรือเกิดการนองเลือดเท่านั้น เช่น ประเทศมาลี ในแอฟริกา หรือรัฐบาลทหารที่พลิกนโยบายหันมาปิดประเทศ เช่น พม่า

ในกรณีเช่นนี้ประเทศไทยซึ่งมีผลประโยชน์ของต่างชาติตั้งอยู่มหาศาล และยังเป็นจุดภูมิรัฐศาสตร์สำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมืองของเอเชีย จึงไม่น่าถูกคว่ำบาตรทางการค้า ตราบใดที่เรายังอยู่ในระบบการค้าเสรีของโลก

ความน่าเป็นห่วงของการส่งออกไทยน่าจะอยู่ที่ “ผลกระทบทางอ้อม” จากรัฐประหารมากกว่า เมื่อรัฐบาลและเอกชนต่างชาติเกิดความไม่มั่นใจว่า คสช.และว่าที่รัฐบาลชุดใหม่ของไทยจะมีการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบและออกกฎหมายในเชิง “ชาตินิยม” ที่เข้าข่ายกีดกันทางการค้า (Protectionism) หรือส่งผลกระทบใดๆ ต่อการค้าระหว่างประเทศหรือไม่

นอกจากนี้ ความกังวลต่อเสถียรภาพทางการเมืองของไทย โดยเฉพาะความกังวลว่าอาจเกิดการชุมนุมหรือต่อต้านในรูปแบบใดๆ ขึ้นนั้น ยังอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของต่างชาติในการสั่งซื้อสินค้า เนื่องจากผู้นำเข้าอาจลังเลว่าผู้ผลิตหรือส่งออกของไทยไม่อาจส่งมอบสินค้าได้ตามกำหนด

อย่างไรก็ตาม หากเทียบน้ำหนักภายในกับ “ปัจจัยต่างประเทศ” แล้ว สถานการณ์เศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะ 3 เสาหลักอย่าง สหรัฐ ยุโรป และจีน ดูจะมีน้ำหนักกับการส่งออกของไทยยิ่งกว่าเรื่องใด

ประการแรก คือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับ 3 ของไทย อาจไม่รวดเร็วมากพอตามที่โลกคาดการณ์ หลังจากที่สหรัฐทบทวนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาสแรกของปีนี้ ว่าหดตัวลง 1% จากคาดการณ์เดิมก่อนหน้านี้ว่าจะขยายตัวได้ 0.1% ขณะที่การถีบตัวของเงินเดือนและค่าแรงในเดือน เม.ย. ที่เพิ่มขึ้นเพียง 0.2% จากเดือนก่อนหน้าก็อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคตามมา ทำให้ต้องจับตาดูว่าภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงของสหรัฐในช่วงครึ่งปีหลังนี้ จะฟื้นตัวได้เร็วทันการพุ่งขึ้นของตลาดวอลสตรีทหรือไม่

ขณะเดียวกันก็ต้องจับตาจีน ซึ่งเป็นทั้งผู้ส่งออกและนำเข้าหลักของโลก ว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบย่อมเยาออกมา หรือสามารถกระตุ้นให้เกิดการบริโภคภายในประเทศเพิ่มขึ้นได้หรือไม่ หลังจากที่จีนเผชิญปัญหาหนี้รัฐบาลท้องถิ่นและธนาคารเงาอย่างหนักในช่วงไตรมาสแรก จนฉุดให้การส่งออกและนำเข้าร่วงลงอย่างหนัก 2 เดือนติดต่อกัน ระหว่างเดือน ก.พ.มี.ค. ซึ่งเพิ่งจะฟื้นตัวขึ้นได้เล็กน้อย 0.9% ในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา และการนำเข้าก็กระเตื้องขึ้นเพียงเล็กน้อยเช่นกันที่ 0.8% ส่วนญี่ปุ่นซึ่งก็เป็นคู่ค้ารายใหญ่ของไทยนั้นก็เพิ่งขึ้นภาษีบริโภคไปในเดือน เม.ย. ทำให้มีการชะลอการสั่งสินค้าจากต่างประเทศ

ขณะเดียวกัน ปัจจัยเรื่องราคาสินค้าเกษตรโลกที่ตกต่ำ ก็ยังอาจมีผลต่อปริมาณและมูลค่าการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังนี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำที่ฉุดการส่งออกในภาพรวมไปด้วย ไม่ได้เกิดขึ้นกับไทยเพียงประเทศเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอินโดนีเซียที่เผชิญการขาดดุลการค้าถึง 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในเดือนเม.ย. จากปัญหาราคาน้ำมันปาล์มตกต่ำ

นอกจากนี้ ปัญหาเรื่องการแข่งขันภายในภูมิภาค ก็นับว่าน่าเป็นห่วงต่อภาคการส่งออกของไทยไม่แพ้กัน ซึ่ง นพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย เคยกล่าวไว้ว่า การส่งออกของไทยกำลังอยู่ในภาวะล้าหลัง เนื่องจากที่ผ่านมาไม่ได้พัฒนาจริงจัง ตรงข้ามกับคู่แข่งที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า หลายประเทศในอาเซียนกำลังเร่งเดินหน้าใช้ประโยชน์จากข้อตกลงเขตการค้าเสรีทั้งที่มีอยู่แล้วและที่เตรียมทำเพิ่มเติม เพื่อขยายการส่งออกให้มากขึ้น เช่น มาเลเซีย ที่มีแผนจะเจรจากับจีนในฐานะประธานอาเซียนปี 2558

นอกจากการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศแล้ว การขับเคลื่อนภาคการส่งออกที่ถือเป็นหัวใจของรายได้เข้าประเทศ จึงเป็นอีกประเด็นสำคัญที่ทีมเศรษฐกิจไม่อาจนิ่งนอนใจได้เช่นเดียวกัน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท