posttoday
ว่าด้วยเรื่องบริบทของคนไทย

ว่าด้วยเรื่องบริบทของคนไทย

04 มิถุนายน 2557

ผู้เขียนเผอิญได้ไปเป็นกรรมการกำหนดหลักสูตรของสถาบันแห่งหนึ่ง ไม่ใช่กรรมการที่จะได้รับค่าตอบแทนมากมายอะไร เนื่องจากเป็นสถาบันที่มีวัตถุประสงค์ในการช่วยเหลือชุมชนให้ช่วยตัวเองได้ แต่ได้ทำให้เห็นและได้แง่คิดบางอย่างเกี่ยวกับคนไทยที่ทำให้รู้สึกภาคภูมิใจ โดยเฉพาะเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับสภาพของรัฐบาลและการเมืองในปัจจุบัน ที่ในตอนแรกทำให้ผู้เขียนค่อนข้างท้อใจกับความเอาแต่ได้ของคนบางกลุ่ม

ผู้เขียนเผอิญได้ไปเป็นกรรมการกำหนดหลักสูตรของสถาบันแห่งหนึ่ง ไม่ใช่กรรมการที่จะได้รับค่าตอบแทนมากมายอะไร เนื่องจากเป็นสถาบันที่มีวัตถุประสงค์ในการช่วยเหลือชุมชนให้ช่วยตัวเองได้ แต่ได้ทำให้เห็นและได้แง่คิดบางอย่างเกี่ยวกับคนไทยที่ทำให้รู้สึกภาคภูมิใจ โดยเฉพาะเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับสภาพของรัฐบาลและการเมืองในปัจจุบัน ที่ในตอนแรกทำให้ผู้เขียนค่อนข้างท้อใจกับความเอาแต่ได้ของคนบางกลุ่ม

เห็นได้ว่าคนไทยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะชนชั้นกลางที่มีความรู้ความสามารถ แต่ไม่ได้หวังลาภยศสรรเสริญมากมาย หรือร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี ยังคงก้มหน้าก้มตาทำงานช่วยเหลือชุมชนและประเทศชาติ ผู้เขียนใช้คำว่า “มากมาย” และ “มหาเศรษฐี” เพราะเห็นว่าในความเป็นมนุษย์ทั่วๆ ไปนั้น ย่อมมีความต้องการลาภยศสรรเสริญหรือเงินทองกันบ้าง เพื่อความเป็นอยู่ที่สุขสบาย แต่ความต้องการอย่างมากมายมหาศาลที่เกินขอบเขต โดยไม่คำนึงถึงความผิดชอบชั่วดี สามารถกลับดำให้เป็นขาวเพื่อประโยชน์ของตนเอง นั่นแหละที่เป็นอันตราย ทั้งต่อประเทศชาติและต่อตนเองในที่สุด

ดังนั้น สภาพที่เห็นจึงมีคนกลุ่มหนึ่ง ไม่มากนักที่ดูเหมือนเป็นครีมอยู่ข้างบน ครีมในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเฉพาะคนเก่งที่มีความสามารถ แต่รวมถึงพวกฉกฉวยโอกาส ฉลาดแกมโกง นักการเมืองบางกลุ่ม มหาเศรษฐีทั้งหลายที่ร่ำรวยขึ้นจากทรัพยากรบางประเภท ครีมเหล่านี้แสวงหาผลประโยชน์ไปเรื่อยๆ โดยใช้ความได้เปรียบทางสังคม และพยายามแสดงความเอื้อเฟื้อบ้างเป็นครั้งคราว กับกลุ่มคนถัดลงมาที่ส่วนใหญ่ก้มหน้าก้มตาทำมาหากิน และบางกลุ่มก็พยายามช่วยเหลืออุ้มชูกลุ่มที่ด้อยโอกาสทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจ โดยไม่สนใจว่ากลุ่มครีมที่อยู่ข้างบนจะทำอะไรกันบ้าง ซึ่งก็คงเป็นลักษณะของคนไทยดั้งเดิม ที่ไม่ก้าวร้าว ไม่อยากมีเรื่อง ขี้เกรงใจ เพิ่งจะมาคราวนี้ละมั้งที่คนกลุ่มที่สองนี้ลุกขึ้นมามีปากมีเสียงกับเขาบ้าง แต่ก็เพราะมีผู้ทุ่มเทเสียสละอย่างมากมายเป็นแกนนำให้เห็น แล้วก็มีคนกลุ่มที่สามซึ่งเป็นผู้ด้อยโอกาสทั้งด้านการศึกษา เศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ คนเหล่านี้บางส่วนก็พร้อมที่จะช่วยตนเอง แต่บางส่วนก็ต้องการเพียงความช่วยเหลือที่ได้มาง่ายๆ โดยไม่สนใจว่าอนาคตระยะยาวจะเป็นอย่างไร ซึ่งก็น่าจะเป็นเรื่องของทัศนคติและการศึกษา เชื่อหรือไม่ว่าดัชนีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ UNDP (United Nations Development Programme) จัดทำขึ้นนั้น ประเทศไทยตกอยู่ในอันดับที่ 84 ซึ่งนับว่าต่ำมาก ขณะที่งบประมาณของประเทศไทยที่ให้กับการศึกษานั้นมากเป็นอันดับ 2 ของโลก แต่ผลของคุณภาพการศึกษาของไทยนั้น ตกอยู่ในอันดับที่ 88 ของโลก และเป็นอันดับที่ 8 ของอาเซียน (อาเซียนมี 10 ประเทศ) เรียกว่าเกือบบ๊วย โชคดีที่ยังอุตส่าห์ได้เป็นรองบ๊วย

ปัญหาทั้งหลายแหล่ของประเทศ ความไม่รู้จักคิดวิเคราะห์ของคนไทย จึงน่าจะยกให้กับคุณภาพของการศึกษาว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่ง

การศึกษาหรือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นั้น เป็นรากเหง้าที่สำคัญมากๆ ไม่ว่าจะมองด้านเศรษฐกิจที่ไทยไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ด้านสังคมที่คนส่วนใหญ่ยังมองผลประโยชน์ของตนเองและวงศ์วานว่านเครือในระยะสั้นๆ โดยไม่มองผลเสียที่จะเกิดในอนาคต ซึ่งถ้าจะมองให้ไกลกว่าปัญหาการเมือง เพราะเดี๋ยวจะหาว่าผู้เขียนเอียงข้าง จึงจะขอยกตัวอย่างอื่นที่ไม่ใช่เรื่องของการเมืองดีกว่า โดยขอหยิบยกเอาดัชนีบางตัวของ UNDP มาชี้ให้เห็นอีก เพราะน่าจะเป็นรูปธรรมมากกว่า ดัชนีที่ว่าก็คือเรื่องของการนำเข้า ท่านทราบหรือไม่ว่า ประเทศไทยนำเข้ายาฆ่าหญ้ามากเป็นอันดับ 4 ของโลก และนำเข้ายาฆ่าแมลงมากเป็นอันดับ 5 ของโลก ทั้งๆ ที่เรามีทรัพยากรทางชีวภาพมากมายที่สามารถนำมาวิจัยและนำไปใช้ฆ่าแมลงได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ หากประชากรหรือชุมชนของไทยจะมีการวิจัยพัฒนามากขึ้น ซึ่งก็ต้องมาจากพื้นฐานการศึกษา และก็เช่นเดียวกัน มีการตรวจพบว่าคนในประเทศไทยมีสารเคมีปนเปื้อนในเลือดในระดับสูงถึง 36% ผู้เขียนไม่สามารถบอกได้ว่าสารเคมีปนเปื้อนในเลือดสูงขนาดนี้จะนำไปสู่โรคอะไรได้บ้าง แต่ถ้าเดาเอาตามประสาประชาชนทั่วไป ก็คิดว่ามันน่ากลัวมาก และที่คนไทยเป็นสารพัดมะเร็งกันนั้นก็น่าจะมาจากสาเหตุนี้ด้วย

ผู้เขียนจึงขอฝากไว้กับใครก็ตามที่จะมารับผิดชอบปฏิรูปประเทศไทยในอนาคตอันใกล้นี้ อย่าลืมปฏิรูปการศึกษาไปพร้อมๆ กัน ตั้งแต่หน่วยงานที่จัดการศึกษา ไปจนถึงผู้ให้การศึกษา เพราะผลงานมันฟ้อง และไหนๆ จะปฏิรูปกันทั้งทีแล้ว อย่าลืมอัดฉีดคุณธรรมเข้าไปด้วย ให้รู้จักว่าอะไรดี อะไรชั่ว ให้รู้จักความพอเพียง สังคมจะได้ไม่กลับมายุ่งเหยิงอย่างทุกวันนี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท