
ปฏิวัติเพื่อปฏิรูปบทพิสูจน์แรก
สังคมมีปฏิกิริยาทั้งบวกและลบต่อการรัฐประหารครั้งนี้ นอกจากปลดชนวนการนองเลือดแล้ว ถ้ามองในแง่บวก อำนาจเด็ดขาดสามารถทำสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างยั่งยืน สิ่งที่เดินหน้าไม่ได้ภายใต้รัฐบาลจากการเลือกตั้งเพราะติดหล่มประชานิยม
สังคมมีปฏิกิริยาทั้งบวกและลบต่อการรัฐประหารครั้งนี้ นอกจากปลดชนวนการนองเลือดแล้ว ถ้ามองในแง่บวก อำนาจเด็ดขาดสามารถทำสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างยั่งยืน สิ่งที่เดินหน้าไม่ได้ภายใต้รัฐบาลจากการเลือกตั้งเพราะติดหล่มประชานิยม
พลังงานเป็นเรื่องเศรษฐกิจที่เป็นประเด็นการเมืองมาก ทั้งในรัฐสภาและภาคประชาชน จึงเป็นโอกาสของ คสช.ที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องแม้ไม่ถูกใจ เช่น เรื่องราคาพลังงานที่ควรจะสะท้อนต้นทุนและกลไกตลาด เพื่อให้เกิดการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะมีผลถึงการจัดสรรทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจ ทำให้ประเทศแข่งขันได้ในระยะยาว และจะเพิ่มรายได้ให้ทุกภาคส่วน รวมทั้งประชาชนทั่วไปด้วย
พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช. ได้แถลงว่าจะปรับราคาพลังงานให้เป็นไปตามกลไกตลาด ต่อการที่มีกลุ่มคัดค้านการขยับขึ้นราคาน้ำมันก๊าซ ในขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่าควรปรับราคาตามกลไกตลาดนั้น ท่านบอกว่าเรื่องนี้ “คสช.เห็นด้วยกับทุกฝ่ายและคงจะต้องให้พบกันครึ่งทางบนข้อมูลที่แท้จริง” และจะให้ฝ่ายกฎหมายดูแลการเผยแพร่ข้อมูลเท็จที่ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด
นอกจากเหตุผลทางด้านประสิทธิภาพแล้ว ยังมีเรื่องของความไม่เป็นธรรมที่ควรจะต้องแก้ไข อาทิ ผู้ใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ ซึ่งรวมผู้ใช้มอเตอร์ไซค์ 17 ล้านคัน ที่เป็นผู้มีรายได้น้อย ต้องรับภาระภาษีสรรพสามิตและจ่ายเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในอัตราสูง ส่วนผู้ใช้น้ำมันดีเซลและ LPG กลับได้ใช้ในราคาต่ำมาก เพราะได้รับการอุดหนุนโดยไม่ต้องจ่ายภาษีสรรพสามิต หรือได้รับเงินจากกองทุนฯ ที่เก็บมาจากผู้ใช้เบนซินและแก๊สโซฮอล์
คสช.ควรตระหนักถึงปัญหา “วงจรอุบาทว์” ของ LPG เพราะในช่วงก่อนเมื่อราคาต่ำมากเทียบกับเชื้อเพลิงอื่น อุตสาหกรรมและรถยนต์ได้เปลี่ยนมาใช้ LPG มากขึ้นๆ อีกทั้งมีการลักลอบไปขายทำกำไรในประเทศเพื่อนบ้านที่ราคาสูงกว่า ทำให้ตัวเลข LPG เติบโตเฉลี่ยปีละ 10% หรือ 3 เท่าของ GDP
LPG ที่ผลิตในประเทศจึงไม่พอ ต้องนำเข้าในราคาตลาดโลกที่สูงกว่ามาก กองทุนฯ จึงต้องจ่ายชดเชยและจ่ายโรงกลั่นให้ปล่อย LPG ออกมาขายแทนเผาเป็นเชื้อเพลิงใช้เอง
เหล่านี้ทำให้ทั้งอัตราและปริมาณ LPG ที่ต้องชดเชยสูงขึ้นอย่างมาก ยิ่งเป็นภาระต่อผู้ใช้เบนซินและแก๊สโซฮอล์มากขึ้น
เนื่องจากการปรับราคา LPG จะมีผลกระทบต่อครัวเรือน จึงสมควรมีมาตรการปกป้องคนจนโดยให้เงินอุดหนุนเฉพาะกลุ่มในปริมาณที่เหมาะสม ไม่บิดเบือนกลไกตลาด แต่ต้องปรับปรุงมาตรการให้ปฏิบัติได้จริงและทั่วถึง
นอกจากนี้ ต้องเกลี่ยราคา LPG ที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงในภาคครัวเรือน ขนส่ง และอุตสาหกรรมให้เท่ากัน เพื่อไม่ให้เกิดการยักย้ายถ่ายเท อีกทั้งราคาขายปลีกของไทยก็ไม่ควรจะต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านเกินไป เพื่อไม่ให้เกิดการลักลอบไปขาย ทำให้คนไทยต้องจ่ายเงินอุดหนุนให้ต่างชาติ
การปรับราคา LPG เพื่อแก้ไขวงจรอุบาทว์เป็นเพียงขั้นแรก เพราะ LPG ยังมีเรื่องที่จะต้องสะสางอีกอย่างน้อย 2 ประเด็น คือ ราคา ณ โรงแยกก๊าซ และราคาขายให้ปิโตรเคมี
ราคา ณ โรงแยกก๊าซของ ปตท.ถูกควบคุมไว้ที่ 333 เหรียญ/ตัน ตั้งแต่ปี 2551 ตอนนั้นราคาก๊าซปากหลุมอยู่ที่ 236 เหรียญ/ตัน ซึ่งปัจจุบันได้ขึ้นไปถึง 360 เหรียญ/ตัน (+52%) สูงกว่าราคาควบคุม แต่นโยบายปรับราคาสู่ “ต้นทุน” ณ โรงแยกก๊าซที่ 550 เหรียญ/ตันนั้น ยังขาดความโปร่งใส ควรจะต้องสื่อสารแลกเปลี่ยนให้ได้ตัวเลขที่มีการยอมรับระดับหนึ่งในสังคม
LPG ส่วนใหญ่ที่ใช้ในปิโตรเคมีนั้นเป็นวัตถุดิบ ไม่ใช่เชื้อเพลิง ทำให้มีโครงสร้างราคาที่ต่างกันตั้งแต่ในอดีต ซึ่งมีการลงทุนสูงเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีทดแทนการนำเข้าเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ แต่เริ่มมีการเก็บเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในปี 2555 ด้วยแรงกดดันทางการเมือง ยิ่งทำให้ดูไม่เป็นธรรมเพราะจ่ายน้อยกว่าผู้ใช้อื่นๆ ทั้งที่ความจริงก็เขาจ่ายราคา LPG รวมสูงกว่าการใช้เป็นเชื้อเพลิงส่วนใหญ่ โดยเฉพาะค่าเนื้อก๊าซ (ไม่รวมภาษีและกองทุน) ก็สูงกว่าที่ใช้เป็นเชื้อเพลิง 2 เท่า เพราะเป็นราคาที่อิงกับราคาตลาดปิโตรเคมีโลกระดับหนึ่ง
แต่เนื่องจาก ปตท.ไม่เปิดเผยข้อมูลที่ชัดเจน จึงยากที่จะบอกว่าโครงสร้างราคาที่เป็นธรรมในปัจจุบันควรเป็นอย่างไร ทั้งสองประเด็นนี้ คสช.น่าจะเข้าไปสะสางเพื่อให้ “พบกันครึ่งทางบนความเป็นจริง” ซึ่งน่าจะหมายถึงจุดที่เป็นธรรมกับทุกๆ ฝ่าย
อีกเรื่องที่สังคมกำลังจับตามอง คือ การ “ล้างบาง” บอร์ดรัฐวิสาหกิจ หาก คสช.จะปฏิรูประบบการสรรหาและแต่งตั้งกรรมการในบริษัทที่รัฐถือหุ้นให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลของบริษัทชั้นนำ มีความโปร่งใสให้ประชาชนรับรู้และยอมรับได้ ให้กรรมการอิสระเป็นอิสระโดยแท้จริง แม้มีการวิ่งเต้นแต่ต้องไม่เล่นพวก ก็จะเป็นมาตรฐานใหม่ที่นักการเมืองจากระบบเลือกตั้งจะจำใจต้องปฏิบัติตาม และควรทำในทุกรัฐวิสาหกิจ
หากรัฐวิสาหกิจมีความเป็นมืออาชีพและปลอดการแทรกแซงจากภายนอก การล้วงลูกหาผลประโยชน์จะหมดไป และโอกาสที่บอร์ดจะกำกับดูแลให้ภายในองค์กรทำงานกันอย่างโปร่งใสสุจริตย่อมสูงขึ้น
สองเรื่องร้อนนี้เป็นบทแรกที่จะพิสูจน์ว่ารัฐประหารครั้งนี้ จะนำไปสู่ประชาธิปไตยที่เข้มแข็งขึ้นได้หรือไม่







