posttoday
ตถตา มันเป็นเช่นนั้นเอง

ตถตา มันเป็นเช่นนั้นเอง

03 มิถุนายน 2557

ในที่สุดก็เกิดรัฐประหารขึ้นอีกจนได้ เป็นรัฐประหารกลางวันแสกๆ ณ เวลา 16.30 น. วันพฤหัสบดีที่ 22 พ.ค. 2557 หลังจากทหารออกมา “ควบคุมสถานการณ์” โดยการประกาศกฎอัยการศึกได้เพียง 2 วัน

ในที่สุดก็เกิดรัฐประหารขึ้นอีกจนได้ เป็นรัฐประหารกลางวันแสกๆ ณ เวลา 16.30 น. วันพฤหัสบดีที่ 22 พ.ค. 2557 หลังจากทหารออกมา “ควบคุมสถานการณ์” โดยการประกาศกฎอัยการศึกได้เพียง 2 วัน

เป็นรัฐประหารที่หลายฝ่ายคงไม่คาดคิดว่าทหารจะ “กล้าทำ” ที่แม้แต่ปัญญาชนชั้นแนวหน้าที่ “แหลมคม” อย่าง นิธิ เอียวศรีวงศ์ ก็คงไม่คาดคิด เพราะจากข้อเขียนเรื่อง “การเมืองของกฎอัยการศึก” ที่ตีพิมพ์เผยแพร่ เมื่อวันจันทร์ที่ 26 พ.ค. หลังรัฐประหารแล้ว 4 วัน แต่เขียนขึ้นตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. ก่อนทหารลงมือทำรัฐประหาร นิธิก็ยังคิดว่าทหารจะยังเพียงทำหน้าที่ “คนกลาง” เรียกฝ่ายต่างๆ ไป “เจรจาหาทางออก”

ผู้เขียนเชื่อมานานแล้วว่า ในที่สุดก็จะต้องเกิดรัฐประหารขึ้นในประเทศไทย แม้ส่วนมากจะเห็นว่ารัฐประหารเป็นวิธีการที่ “ล้าสมัย” หรือ “ผิดยุค” แล้วสำหรับประเทศไทย จนบางคนถึงขั้น “ฟันธง” ว่าคงไม่มีใครที่ไหน “โง่พอ” ที่จะทำก็ตาม

ช่วงปลายเดือน ก.ย. 2556 ก่อนเกิดปรากฏการณ์ “มวลมหาประชาชน” ผู้เขียนได้รับเชิญจากทั้งวอยซ์ทีวีและไทยพีบีเอส ไปแสดง “วิวาทะ” กับ จรัล ดิษฐาอภิชัย “คนเดือนตุลา” ที่เลือกข้างเป็นฝ่าย “แนวร่วมทักษิณ” จากสาเหตุที่มีการจัดงาน “40 ปี 14 ตุลา” แยกเป็น 2 งาน ผู้เขียนก็ยืนยันว่าประเทศไทยคงหนีไม่พ้น “วังวน” รัฐประหารไปได้

เหตุผลที่ผู้เขียนเชื่อเช่นนั้นมีหลายประการ ประการแรก เพราะประเทศไทยยังไม่สามารถก้าวพ้นออกไปจาก “วงจรอุบาทว์” (Vicious Cycle) ที่ระบบการเมืองจะสลับกันระหว่าง “ประชาธิปไตยสามานย์” กับรัฐประหารของทหาร เพราะฝ่าย “ประชาธิปไตย” ของประเทศไทยยังเต็มไปด้วย “นักการเมือง” หรือ “นักเลือกตั้ง” ที่เข้ามาฉกฉวยกอบโกยผลประโยชน์ โดยไม่ยึดมั่นในหลักการของประชาธิปไตยที่แท้จริง ให้ความสำคัญสูงกับการเลือกตั้ง และเมื่อได้อำนาจก็ใช้อำนาจโดยไม่สนใจว่าเป็นการใช้อำนาจเพื่อ “ประโยชน์สุข” ที่แท้จริงของประเทศชาติและประชาชนหรือไม่ ทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นทั้งในรูปของการทุจริตในโครงการ และในการโยกย้ายแต่งตั้งต่างๆ ทำลายระบบคุณธรรมและธรรมาภิบาลทั้งในระบบราชการและหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ ทำให้เกิดปัญหามากมายทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม แทนที่ประเทศจะเจริญก้าวหน้าไม่ถึงกับต้องเท่าทันประเทศที่เจริญแล้วในยุโรปหรืออเมริกา แต่ประเทศที่เคยล้าหลังกว่าไทยอย่างเกาหลีใต้ สิงคโปร์ กลับแซงหน้าไปอย่างไม่เห็นฝุ่น และอนาคตก็ดูจะมืดมนเมื่อปรากฏในรายงานของชมรมเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ว่าเรากำลังจะล้าหลังที่สุดแม้ในหมู่ประเทศอาเซียน ฯลฯ สภาพเช่นนี้ย่อมทำให้เกิดความไม่พอใจกับ “ระบบเลือกตั้ง” ซึมลึกและแผ่กว้างออกไปเรื่อยๆ

ประการที่สอง ประเทศไทยไม่สามารถสร้างระบบ “ตรวจสอบถ่วงดุล” (Check and balance) ที่มีประสิทธิผลในระบบการเมืองการปกครองทั้งในกลไกภาครัฐและภาคประชาชน ในภาครัฐ ระบบรัฐสภากลายเป็นกลไกที่ “ส้องเสพสันนิวาส” กับรัฐบาล จนแม้มาตรการที่ “รุนแรง” อย่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็ไม่เคยล้มรัฐบาลที่ฉ้อฉลลงได้ กลไกอย่าง ป.ป.ช.และศาลปกครองก็ไร้ประสิทธิภาพ จนเป็นที่พึ่งของประเทศชาติและประชาชนไม่ได้ ช่วงที่ผ่านมาดูจะมีแต่ศาลรัฐธรรมนูญที่ “ทำงาน” ในอำนาจหน้าที่ได้โดยสมควร แต่ก็มีข้อจำกัดที่จะต้องเป็นฝ่ายรอ “รับเรื่อง” ไปพิจารณา และต้องตัดสินในกรอบอำนาจหน้าที่และกฎหมายที่กำหนดเท่านั้น จึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้จน “สุดทาง” ในฟากของประชาชน การ “ตื่นตัว” ของประชาชนที่สามารถผนึกกำลังกันมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การเดินขบวนต่อต้านการเลือกตั้งสกปรกเมื่อ พ.ศ. 2500 การชุมนุมต่อต้านครั้งประวัติศาสตร์เมื่อ 14 ต.ค. 2516 การชุมนุมอย่างต่อเนื่องยาวนานของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และล่าสุดคือปรากฏการณ์มวลมหาประชาชนก็สามารถก่อผล คือเปิดโปงความชั่วร้ายและทำให้ผู้มีอำนาจอ่อนแอลงถึงขีดหนึ่งเท่านั้น สุดท้ายก็ต้องจบลงด้วยการรัฐประหารทุกครั้ง

ประการที่สาม เพราะเหตุที่กลไกตามรัฐธรรมนูญ เช่น รัฐสภา และองค์กรตรวจสอบอย่าง ป.ป.ช. และศาลปกครองไม่สามารถทำหน้าที่ “จัดการ” กับอำนาจรัฐที่ฉ้อฉลได้ และ “มวลมหาประชาชน” ก็ไม่สามารถโค่นล้มอำนาจรัฐที่แม้หมดความชอบธรรมแล้วลงจากอำนาจได้ กองทัพจึงเป็น “องค์กรเดียวที่เหลืออยู่” และที่เคย “ทำหน้าที่” นี้ในระบบการเมืองการปกครองของไทยมายาวนาน ที่ในที่สุดก็จะเข้ามา “ทำหน้าที่” จนได้

กองทัพเป็น “องค์กรเดียวที่เหลืออยู่” ในสังคมไทยที่เข้ามาทำหน้าที่นี้ เพราะในประวัติศาสตร์กองทัพได้ทำหน้าที่นี้มาโดยต่อเนื่อง และมักสามารถ “ยึดอำนาจ” ได้สำเร็จโดย “ไม่เสียเลือดเสียเนื้อ” บางครั้งมีความรุนแรงเกิดขึ้นก็มักอยู่ในวงจำกัด การยึดอำนาจที่ล้มเหลวจนกลายเป็นกบฏส่วนมากเกิดจากการก่อการของกองกำลังข้างน้อย ซึ่งผลที่สุดกองทัพก็ “จัดการกันเอง” จนจบลงได้โดยไม่ยืดเยื้อยาวนาน ข้อสำคัญกองทัพไทยเป็นองค์กรที่มีการจัดโครงสร้าง ระบบ และการหล่อหลอมให้มีหน้าที่ด้านความมั่นคง โดยครอบคลุมทั้งจากเหตุภายนอกและภายในประเทศมาโดยตลอด และต่อมายังขยายบทบาทหน้าที่ในด้านการพัฒนาด้วย กองทัพจึงเห็นว่า “เป็นหน้าที่” ที่จะต้องเข้าไป “จัดการ” เพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง จะปล่อยให้เกิดปัญหาลุกลามจนกระทบความมั่นคงทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ได้

ชนวนแห่งการรัฐประหารครั้งนี้ก่อตัวมานาน ดัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ” ได้ “เปิดปาก” พูดว่า ติดตามเหตุการณ์มาตั้งแต่ปี 2553 แล้ว จนเกิดการปะทุของเหตุการณ์ คือการใช้เสียงข้างมากออกกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับสุดซอย การประกาศไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ การ “ระเบิด” ของกรณีฉาวโฉ่เรื่องทุจริตจำนำข้าว ประกอบกับเกิดการ “ตื่นรู้” ครั้งใหญ่ของมวลมหาประชาชน ขณะที่ “มวลชน” ที่หนุนรัฐบาลประกาศจัดตั้งกองกำลังและเตรียมสะสมอาวุธ จนเกิดการเผชิญหน้าของผู้ชุมนุมสองฝ่าย เกิดการบาดเจ็บล้มตายของประชาชนไปแล้วจำนวนไม่น้อย ล้วนเป็นสถานการณ์ที่นำไปสู่ “การเชิญชวน” ให้เกิดรัฐประหารทั้งสิ้น

หลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 2 ก.พ. 2557 ที่ในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินให้เป็นโมฆะ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ได้ส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้าไว้แล้วว่าเหตุการณ์ลักษณะนั้นเคยนำไปสู่รัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 แล้ว คราวนี้ก็มีโอกาสจะเป็นเช่นนั้น การที่เหตุการณ์มีท่าทางจะรุนแรง บานปลาย โดยรัฐบาลไม่มีทีท่าว่าจะยอมลงจากอำนาจ และ สุเทพ เทือกสุบรรณ “ทิ้งไพ่” ประกาศจะมอบตัวหลังต่อสู้มานานและไม่ต้องการให้ประเทศชาติเสียหายไปมากกว่านี้ ในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ ก็ต้องประกาศว่า “ถ้าเช่นนั้นก็ขอโทษ ผมต้องยึดอำนาจ”

รัฐประหารครั้งนี้จึงเป็นไปตามหลักธรรมะที่ท่านพุทธทาสได้นำมาสอนไว้ คือ ตถตา : มันเป็นเช่นนั้นเอง

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69