posttoday
คสช.เชือดประธานบอร์ดก้าวแรกล้างรัฐวิสาหกิจ

คสช.เชือดประธานบอร์ดก้าวแรกล้างรัฐวิสาหกิจ

03 มิถุนายน 2557

ในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เรามักจะได้ยินว่า เป็นเรื่องปกติที่ต้องโยกย้ายคนของตนเองเข้ามานั่งบริหารทั้งในส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ

โดย...เสาวรส รณเกียรติ

ในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เรามักจะได้ยินว่า เป็นเรื่องปกติที่ต้องโยกย้ายคนของตนเองเข้ามานั่งบริหารทั้งในส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ แนวคิดนี้ต่อเนื่องมาถึงยุคน้องสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ด้วย

ฉะนั้น หากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เป็นหัวหน้า คสช. จะปรับเปลี่ยนโยกย้ายข้าราชการ ก็มีเหตุผลเพียงพอที่จะทำแบบเดียวกัน และได้ทำไปแล้วแบบสายฟ้าแลบในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นต้น

และแน่นอน ผู้บริหารและคณะกรรมการ (บอร์ด) รัฐวิสาหกิจ ก็หนีไม่พ้น และแม้จะมีข่าวลือมาเป็นระยะ หลังจาก คสช.ยึดอำนาจ แต่เพิ่งชัดเจนแจ่มแจ้ง เมื่อ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ รองหัวหน้า คสช. ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ ให้สัมภาษณ์ภายหลังจากเรียกประชุมประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการรัฐวิสาหกิจ 5-6 แห่ง เมื่อวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา ว่า จะมีการโยกย้ายเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ

“ต้องมีการปรับเปลี่ยนกรรมการ โดยกรรมการที่มีเวลาทำงานน้อย ควรที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อให้คนที่มีเวลามากมาทำงาน”

พล.อ.อ.ประจิน ยังมีนโยบายด้วยว่า การเปลี่ยนบอร์ดรัฐวิสาหกิจจะต้องไม่ทำผิดกฎหมาย

เพราะนโยบายนี้เอง ที่ทำให้ข่าวลือที่จะมีการปรับเปลี่ยนคณะกรรมการบริษัท ปตท. แหล่งขุดทองของบรรดานักการเมืองทั้งหลาย ลอยหายไปในสายลม เพราะ ปตท. เป็นทั้งบริษัทมหาชนและบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ การปรับเปลี่ยนผู้บริหารจะต้องผ่านที่ประชุมผู้ถือหุ้นก่อน แม้จะใช้อำนาจตามประกาศ คสช.ได้ แต่คงไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่ต้องหักด้ามพร้าด้วยเข่า

อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวระบุว่า การเปลี่ยนแปลงบอร์ดรัฐวิสาหกิจครั้งนี้ คสช.ไม่ได้มีความต้องการที่จะเข้าไปรื้อทั้งยวง เปลี่ยนทั้งระบบ เพราะไม่มีประโยชน์ เนื่องจากบางแห่งไม่ได้มีปัญหาที่ต้องเข้าไปแก้ไข ยังปล่อยให้บริหารตามปกติได้ รวมทั้งการเปลี่ยนทั้งยวงจะติดปัญหาตัวบุคคลที่จะมาเป็นบอร์ด เพราะรัฐวิสาหกิจ 5-6 แห่ง มีกรรมการรวมไม่ต่ำกว่า 500-600 คน

แม้จะปรับเปลี่ยนเฉพาะคนของขั้วอำนาจเก่าที่มีประมาณ 200 กว่าคน แต่ก็ยากยิ่งที่จะหาตัวบุคคลมาเป็นกรรมการแทนได้ครบ และอาจมีปัญหาเพิ่มขึ้นอีกก็ได้ เพราะการหาคนจำนวนมาก อาจพลาดไปคว้าคนของขั้วอำนาจเก่ามานั่งโดยไม่รู้ตัวก็ได้

ด้วยเหตุนี้ รอบนี้จึงจะพุ่งเป้าเฉพาะรัฐวิสาหกิจที่มีคนสนิทของนักการเมืองนั่งเป็นประธานบอร์ด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีผลประโยชน์สูง หรือบางแห่งถูกใช้เป็นกลไกแขนขาในการออกนโยบายประชานิยม

ฉะนั้น รอบนี้จึงจะเปลี่ยนเฉพาะ “ประธานกรรมการ” เท่านั้น ส่วนกรรมการที่เหลือก็ให้ประธานกรรมการไปดำเนินการเอง

สาเหตุที่จำกัดเฉพาะบางรัฐวิสาหกิจที่มีคนสนิทของนักการเมืองนั่งทับอยู่ นอกจากไม่ให้ใช้เป็นแหล่งตักตวงผลประโยชน์แล้ว สถานการณ์การเมืองที่ยังไม่นิ่ง ฝ่ายตรงข้ามยังมีการเคลื่อนไหวต่อต้านเพื่อเอาชนะทุกวิถีทาง ทำให้หวั่นเกรงกันว่าคนของนักการเมืองขั้วอำนาจเก่าอาจใช้ประโยชน์รัฐวิสาหกิจที่ตัวเองเป็นบอร์ดอยู่สนับสนุนการก่อความไม่สงบ หรือใช้เป็นช่องทางในการดิสเครดิต คสช.ได้ โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจบางแห่งที่สหภาพพนักงานมีความเข้มแข็ง เรียกระดมคนโดยใช้เวลาไม่นานได้

เรียกว่า เป็นการปรับเปลี่ยนเพื่อตัดไฟแต่ต้นลม

และด้วยเหตุนี้ คสช.จึงไม่เห็นความจำเป็นที่ พล.อ.อ.ประจิน ต้องลาออกจากประธานบอร์ด บริษัท การบินไทย และกรรมการ บริษัท ปตท. นั่นเอง และการนั่งเป็นกรรมการเอง ยังทำให้สามารถบริหารทั้งสองแห่งให้ดำเนินงานตามโรดแมปที่ คสช.วางไว้ได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม นอกจากบอร์ดรัฐวิสาหกิจแล้ว การปรับเปลี่ยนรอบนี้ยังรวมถึงบอร์ดขององค์กรมหาชนที่มีคนของขั้วอำนาจเก่านั่งอยู่ด้วย

ประมาณการกันว่า การปรับเปลี่ยนประธานกรรมการของรัฐวิสาหกิจและองค์การมหาชนรอบนี้จะมีไม่ต่ำกว่า 15 แห่ง ใครอยากรู้ว่าเป็นที่ใดบ้าง ก็แค่เอาลิสต์รายชื่อแกนนำขั้วอำนาจมากาง แล้วเทียบกับรายชื่อประธานบอร์ดรัฐวิสาหกิจและองค์กรมหาชน ก็จะรู้ทันทีว่า ประธานบอร์ดรายไหนบ้างที่ต้องถูก “เชือด”

ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนเฉพาะประธานกรรมการ ถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญยิ่ง เพราะใช้คนไม่มาก และสามารถคัดสรรเอาเฉพาะบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ ในทิศทางเดียวกับที่รัฐวิสาหกิจนั้นๆ ต้องการได้ เมื่อได้ประธานบอร์ดที่เชื่อถือได้แล้ว ก็ให้ประธานบอร์ดไปคัดสรรกรรมการใหม่เอง ซึ่งจะทำให้รัฐวิสากิจนั้นๆ ได้กรรมการที่มีความรู้ ความสามารถ ตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจนั้นๆ ได้

ขณะเดียวกัน ประธานบอร์ดมีอำนาจที่กว้างขวางพอสมควร โดยเฉพาะอำนาจในการผลักดันให้รัฐวิสาหกิจนั้นๆ ดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล หรือถ้าเป็นยุคนี้ก็คือ นโยบายของ คสช.ได้

อย่างไรก็ตาม ถ้ายึดจากคำชี้แจงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ที่ระบุว่า การที่ คสช.เข้ามาบริหารประเทศครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเพราะเรื่องการทุจริตและการทำผิดกฎหมาย

เพราะฉะนั้น การคัดเลือกบุคคลที่จะเป็นประธานบอร์ดรัฐวิสาหกิจที่จะมาปรับเปลี่ยน คสช.ครั้งนี้ จึงต้องทำให้ประชาชนคนไทยมั่นใจได้ว่าบุคคลเหล่านั้นจะเข้ามาบริหารรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส ไม่ใช่เข้ามาทุจริต เบียดบังผลประโยชน์ของรัฐ

โดยเฉพาะในรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่เป็น “ขุมทรัพย์” ของนักการเมืองมาหลายยุคหลายสมัย เช่น บริษัท ปตท. ที่ปีนี้มีแผนที่จะขยายการลงทุนถึง 6 หมื่นล้านบาท ไม่นับงบประชาสัมพันธ์อีกมากมายมหาศาล

บริษัท ท่าอากาศยานไทย ที่กำลังจะลงทุนขยายสนามบินสุวรรณภูมิ เฟส 2 วงเงินลงทุนถึง 6.2 หมื่นล้านบาท การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ที่มีแผนลงทุนรถไฟฟ้าสายต่างๆ แต่ละสายมูลค่าไม่ต่ำกว่า 56 หมื่นล้านบาท เป็นต้น

หรือแม้กระทั่งรัฐวิสาหกิจที่ประสบปัญหาขาดทุน อย่าง บริษัท การบินไทย ที่ขาดทุนบักโกรกตั้งแต่ปีที่แล้วถึงไตรมาสแรกปีนี้ ขาดทุนไปแล้วรวม 1.46 หมื่นล้านบาท ก็ต้องฝากรองหัวหน้า คสช. ฝ่ายเศรษฐกิจ พล.อ.อ.ประจิน ที่นั่งเป็นประธานบอร์ดการบินไทย เริ่มสะสางปัญหาที่หมักหมมในการบินไทยมานานด้วย

แต่เหนือสิ่งอื่นใดหลังจากการปรับเปลี่ยนบอร์ด คือ การปฏิรูปโครงสร้างรัฐวิสาหกิจทุกแห่งที่ควรจะเป็นแผนงานเร่งด่วนของ คสช.

เพราะไหนๆ ปัจจุบัน คสช.ก็มีอำนาจเต็มในการบริหารงานและมีความตั้งใจอย่างเต็มที่ที่จะเข้ามาสะสางปัญหาของประเทศ ก็ลงมือผ่าตัด ปฏิรูป หัวจรดท้ายรัฐวิสาหกิจไทยพร้อมกันทีเดียวไปเลย

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69