
กำหนดกรอบ
แผนบริหารเศรษฐกิจที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หารือกับผู้บริหารกระทรวงการคลัง โดยคัดเลือกออกมาเป็น 10 เรื่องเร่งด่วนต้องดำเนินการโดยเร็ว ตามแผนงานใหญ่ของ คสช.ที่จะมี 30 เรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการให้เสร็จภายในเดือน มิ.ย.นี้ และต้องสอดคล้องกับ 30 ด้านของยุทธศาสตร์ใหญ่
แผนบริหารเศรษฐกิจที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หารือกับผู้บริหารกระทรวงการคลัง โดยคัดเลือกออกมาเป็น 10 เรื่องเร่งด่วนต้องดำเนินการโดยเร็ว ตามแผนงานใหญ่ของ คสช.ที่จะมี 30 เรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการให้เสร็จภายในเดือน มิ.ย.นี้ และต้องสอดคล้องกับ 30 ด้านของยุทธศาสตร์ใหญ่
จะเห็นได้ว่ามาตรการเร่งด่วนทางเศรษฐกิจ 10 ใน 30 มาตรการ ที่ต้องเริ่มใน 1 เดือน หรือเดือน มิ.ย.นี้ ก่อนจะถึงยุทธศาสตร์ 30 ด้าน มาตรการส่วนมากน่าจะช่วยอัดฉีดเศรษฐกิจได้ตามที่ คสช.หวัง เช่น การคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ในอัตรา 7% เป็นเวลา 1 ปี รอปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบ เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ และถนนต่างๆ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหาแนวทางลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม มาตรการดูแลผู้ประกอบการเป็นการเร่งด่วน อาทิ การค้ำประกันสินเชื่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีโอท็อป และรายย่อย เพื่อให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่น มาตรการปล่อยกู้ให้กับลูกค้ารายย่อยที่มีประวัติดีไม่เป็นหนี้เสีย รายละไม่เกิน 1.5 ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.125% นาน 13 ปี
อย่างไรก็ตาม มาตรการอัดฉีดเศรษฐกิจดังกล่าว ส่วนใหญ่หากใช้มากเกินไป หรือยาวนานเกินไป จะส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจมากกว่าผลดี เช่น มาตรการพลังงาน ที่ล่าสุดทาง คสช. ต้องกลับลำจากที่ให้ก๊าซหุงต้ม หรือแอลพีจีภาคครัวเรือน ทยอยปรับขึ้นราคากิโลกรัมละ 50 สตางค์ ทุกต้นเดือนติดกัน 12 เดือน ตามกำหนดเดิมที่ทยอยขึ้นมาแล้วกว่าครึ่งทาง
แต่หลังจากที่ คสช.ประชุมกับคลัง ได้สั่งตรึงก๊าซหุงต้มที่ขึ้นถึงเดือน พ.ค. 22.63 บาทต่อกิโลกรัมไว้ที่เดิมอย่างไม่มีกำหนด และสั่งตรึงราคาขายปลีกดีเซลไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท จนกว่าจะมีการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันเป็นการถาวร
การอัดฉีดเศรษฐกิจผ่านโครงการประชานิยมที่การเมืองเคยใช้หาเสียงดังกล่าว หากทำเพียงระยะสั้นไม่กี่เดือน มาตรการนี้คงพอมีประโยชน์มากกว่าโทษ แต่ถ้าใช้ยาวรอจนกว่าจะปรับโครงสร้างราคาน้ำมันเสร็จอย่างถาวร สิ่งนี้อาจจะส่งผลเสีย ดังที่ทราบกันแล้วว่าทำให้การใช้พลังงานไม่มีประสิทธิภาพ ไม่เกิดการประหยัด ต้องเสียเงินตราต่างประเทศไปซื้อพลังงานเข้ามาใช้ ทำให้เกิดการบิดเบือนในอุตสาหกรรมรถยนต์ เสียเงินเปลี่ยนเครื่องยนต์มาใช้ก๊าซตามที่รัฐตรึงราคา ขณะที่น้ำมันราคาแพงขึ้นไปเกือบ 2 ลิตร 100 บาท
เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงอยากให้ คสช.กำหนดเวลาในการใช้มาตรการทางเศรษฐกิจที่จะมีออกมามากถึง 30 เรื่อง และต้องเริ่มใช้ในเดือน มิ.ย. เพื่อไม่ให้การอัดฉีดเศรษฐกิจที่มากและยาวเกินไป ทำให้ความแข็งแกร่งของไทยเสียไป หวังผลระยะสั้นเหมือนการเมืองที่ผ่านมา







