
2014 ปีโลกป่วนมะกัน-จีนเขย่าเสถียรภาพ ศก.ไร้ทิศ
เข้าสู่โค้งสุดท้ายของครึ่งปีแรกด้วยความแตกตื่นปนงุนงงกันเล็กน้อย สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองทั่วโลก
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
เข้าสู่โค้งสุดท้ายของครึ่งปีแรกด้วยความแตกตื่นปนงุนงงกันเล็กน้อย สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองทั่วโลก โดยสิ่งที่ทำให้ชวนงงก็คือสถานการณ์เศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆ ขณะที่สิ่งที่ชวนให้ตื่นตระหนกก็คือสถานการณ์ทางการเมือง โดยเฉพาะในด้านที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงระหว่างประเทศ
สำหรับสภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกนั้น ต้องยอมรับว่า ช่วงเกือบ 6 เดือนที่ผ่านมา ตกอยู่ในสถานการณ์ที่คาดการณ์ได้ค่อนข้างยาก กล่าวคือ ถ้ามองในแง่บวก ก็มีข้อมูลที่ทำให้เชื่อได้ว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่สดใส แต่ครั้นจะมองในแง่ลบก็มีหลักฐานอ้างอิงได้เช่นกันว่าการเติบโตของโลกยังไม่อยู่ในระยะปลอดภัย
ดังนั้น บรรดานักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจทั่วโลกจึงอดออกอาการงุนงงสับสนตามที่ได้เกริ่นไว้แล้วตอนต้นไม่ได้
อย่างไรก็ดี ในมุมมองของนักวิเคราะห์สายกลางทั้งหลาย ช่วงที่ผ่านมาน่าจะเป็นระยะเวลาของการฟื้นฟูและปรับตัวของเศรษฐกิจทั่วโลกมากกว่า ยืนยันได้จากความเคลื่อนไหวในประเทศเสาหลักเศรษฐกิจทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ จีน ยุโรป และญี่ปุ่น
ใน สหรัฐ ประเทศมหาอำนาจที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลก ตัวเลขทางเศรษฐกิจมากมายทั้งดัชนีภาคการผลิต ความเชื่อมั่นผู้บริโภค ยอดการนำเข้าส่งออก หรือตัวเลขการจ้างงานและอัตราว่างงานล้วนเป็นไปในทางบวก ส่งผลให้นักลงทุนหันเข้าหาสหรัฐเป็นการใหญ่ ทว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในไตรมาสแรกกลับหดตัวลง 1% สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์กันไว้ก่อนหน้า
ด้าน จีน มหาอำนาจแห่งเอเชียและประเทศผู้ทรงอิทธิพลทางการค้าในอันดับ 2 ของโลก เป็นที่รับทราบโดยทั่วหน้ากันตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้วว่าการเติบโตของจีนจะชะลอตัวลงแน่นอน หลังจากที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงออกมาส่งสัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลจีนจะให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อพึ่งพาการบริโภคภายในที่จะทำให้การเติบโตเป็นไปอย่างยั่งยืนแทนที่การโหมกระตุ้นเหมือนช่วงหลายปีที่ผ่านมาที่แม้จะทำให้จีนโตอย่างหวือหวา แต่กลับเปราะบางและมีความเสี่ยงหนี้สินเพิ่มขึ้น
กระนั้นถึงจะเข้าใจตรงกัน แต่ตัวเลขการเติบโตของจีน อย่างภาคการผลิต การส่งออกนำเข้า หรืออัตราเงินเฟ้อ กลับลดลงเร็วและต่อเนื่องจนน่าตกใจ ทำให้นักวิเคราะห์และนักลงทุนเริ่มไม่แน่ใจว่าเศรษฐกิจจีนจะอ่อนแอกว่าจีดีพีที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ว่าจะอยู่ที่ 7.5% ในปีนี้หรือไม่
หันมามองที่ ญี่ปุ่น กับ ยุโรป อีกสองเสาหลักเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก หลายฝ่ายเห็นสอดคล้องกันว่ากำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวจากวิกฤตอย่างช้าๆ แน่นอน แต่ก็ยังไม่อาจวางใจได้เต็มที่ในเมื่อยังมีปัจจัยเสี่ยงใหญ่สั่นคลอนเสถียรภาพเศรษฐกิจอย่างภาวะเงินฝืดที่ทั้งสองแห่งยังไม่อาจสลัดหลุดพ้นได้โดยง่าย
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองในภาพรวมทั่วโลกแล้ว สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปีนี้ ไม่ได้อยู่ในสภาพน่าหนักใจและตกอยู่ในภาวะสาหัสเหมือนช่วงหลายปีก่อนหน้าเมื่อเทียบกับสถานการณ์ด้านความมั่นคง โดยตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยเฉพาะในเอเชียยังคงเป็นศูนย์หน้าการเติบโตที่ดึงดูดนักลงทุนทั่วโลกเช่นเดิม
ขณะเดียวกัน ในช่วง 23 เดือนที่ผ่านมา นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่และผู้เชี่ยวชาญหลายสำนัก เริ่มตั้งข้อสังเกตตรงกันว่า เสถียรภาพความมั่นคงระหว่างประเทศดูจะเป็นชนวนตึงเครียดที่น่าตกใจจนจำเป็นต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดในช่วงครึ่งปีหลังนี้ โดยมีประเด็นอยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับรัสเซีย สหรัฐกับจีน จีนกับญี่ปุ่น และจีนกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)
สรุปให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือว่าเกือบครึ่งปีที่ผ่านมา รวมถึงแนวโน้มที่น่าจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ ทั่วโลกมีแววเบนความสนใจจากประเด็นเศรษฐกิจมาเป็นประเด็นด้านเสถียรภาพและความมั่นคงมากขึ้น เห็นได้จากความมึนตึงในทะเลจีนใต้ และทะเลจีนตะวันออก ของภูมิภาคเอเชีย และในยุโรปตะวันออก บริเวณประเทศยูเครน
หลักฐานยืนยันแนวโน้มความเคลื่อนไหวข้างต้นก็คือ 1) สถานการณ์ในการประชุมด้านความมั่นคงแห่งเอเชียแปซิฟิก หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “แชงกรีลา ไดอะล็อก” (ShangriLa Dialogue) ที่สิงคโปร์ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่สหรัฐกับจีนเปิดศึกปะทะคารมกันอย่างเผ็ดร้อน และ 2) การปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบายด้านการต่างประเทศของประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐ
สำหรับการประชุมแชงกรีลา ไดอะล็อก ครั้งล่าสุดนี้ นานาประเทศได้ประจักษ์กับการวิวาทะที่ร้อนแรง โดยสหรัฐพร้อมด้วยพันธมิตรเหนียวแน่นอย่างญี่ปุ่นออกโรงประณามจีนว่าเป็นผู้บั่นทอนเสถียรภาพในอาเซียน จนกลายเป็นอุปสรรคต่อความร่วมมือระหว่างกันในระยะยาว หลังพยายามกล่าวอ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะพิพาทในทะเลจีนใต้ ทั้งจัดการติดตั้งแท่นขุดเจาะน้ำมันเรียบร้อยจนเวียดนามทั้งประเทศประท้วงเดือด และอ้างความเป็นเจ้าของฝ่ายเดียวกับเกาะเตียวหยูหรือเกาะเซนกากุจนญี่ปุ่นทนไม่ไหว ต้องลุกขึ้นมาปรับรัฐธรรมนูญเพื่อเพิ่มศักยภาพของกองกำลังป้องกันตัวเอง โดยได้แรงหนุนจากสหรัฐ
ร้อนถึงจีนที่ต้องลุกขึ้นโต้ทันทีว่าคำพูดดังกล่าวเป็นการคุกคามยั่วยุและกล่าวโทษอย่างไร้เหตุผล แถม พล.ต.จู เชิงหู ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยป้องกันประเทศแห่งชาติจีนถึงกับตอกกลับในทำนองว่าเป็นสหรัฐต่างหากที่ก่อปัญหาสั่นคลอนเสถียรภาพระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ ความเห็นของจู เชิงหู ค่อนข้างสอดคล้องกับนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งที่ออกมาแสดงความเห็นหลังรับฟังทิศทางนโยบายการต่างประเทศของผู้นำสหรัฐก่อนหน้านี้ว่า แม้พญาอินทรีมีแนวโน้มจะลดบทบาททางการทหาร แต่การมุ่งแสวงหาพันธมิตรกระชับความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ ก็เพียงพอที่จะให้คาดการณ์ต่อไปได้ว่า สถานการณ์ความมั่นคงในเอเชียและอาเซียนนับต่อจากนี้น่าจะร้อนระอุเอาเรื่องเลยทีเดียว
ยังไม่นับรวมกรณีขัดแย้งก่อนหน้าระหว่างชาติตะวันตกนำโดยสหรัฐและยุโรปกับรัสเซียในวิกฤตยูเครน ที่ทำให้เกิดมาตรการคว่ำบาตรจนเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจรัสเซีย และกลายเป็นปัจจัยสั่นคลอนความมั่นคงด้านพลังงานในยุโรป จนหลายประเทศ โดยเฉพาะเยอรมนี ต้องวิ่งหาแผนเพื่อสร้างพลังงานทางเลือกกันจ้าละหวั่นในช่วงเวลาที่ผ่านมา ที่หลายฝ่ายมองว่ามีผลต่อเสถียรภาพของโลกโดยรวมไม่น้อย
ขณะเดียวกัน แนวโน้มด้านความมั่นคงครั้งนี้ยังจะส่งผลต่อสถานะและบทบาทของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) นับต่อจากนี้เช่นกัน โดย จอห์น ลี ผู้ช่วยศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยซิดนีย์และนักวิชาการสถาบันฮัดสันในกรุงวอชิงตันระบุว่า สถานการณ์ในขณะนี้ นอกจากทำให้อาเซียนมีความสำคัญบนเวทีโลกมากขึ้นแล้ว อาเซียนยังต้องใช้โอกาสนี้แสดงพลังให้ทั่วโลกรับรู้ทั่วหน้าว่าตัวเองมีอำนาจเพียงพอที่จะแสดงความเห็นและลงมติตัดสินใจในชะตากรรมของภูมิภาคโดยปราศจากแรงกดดันจากมหาอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นจีนหรือสหรัฐ
ทั้งนี้ สรุปในภาพรวมแล้ว ความเคลื่อนไหวของทั่วโลกในช่วงเกือบครึ่งปีแรก และทิศทางแนวโน้มนับต่อจากนี้ ประเด็นด้านเสถียรภาพกลายเป็นหัวใจหลักของสถานการณ์ที่ต้องจับตามองและเตรียมรับมือ โดยที่สภาวะเศรษฐกิจมีแววว่าจะผันผวนตามสถานการณ์ความมั่นคงที่น่าจะทวีความตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ







