
เครดิตไทยปึ้ก
มูดี้ส์ประกาศคงอันดับความน่าลงทุนเชื่อพื้นฐานเศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง
มูดี้ส์ประกาศคงอันดับความน่าลงทุนเชื่อพื้นฐานเศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง
คสช.ดันความสุขผุดรถไฟรางคู่.มูดี้ส์เชื่อมั่นไทย คงอันดับเครดิตเป็นประเทศน่าลงทุน ระบุรัฐประหารไม่มีผล
มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส บริษัทจัดอันดับเครดิตรายใหญ่ของโลก ประกาศคงอันดับเครดิตพันธบัตรระยะยาวของไทยไว้ที่ระดับ Baa1 พร้อมแนวโน้มมีเสถียรภาพ โดยเห็นว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่ง สามารถต้านทานปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองได้
ทั้งนี้ มูดี้ส์เป็นบริษัทแรกที่ประกาศคงอันดับเครดิตและแนวโน้มของไทยไว้ หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พ.ค.
มูดี้ส์ ระบุว่า ปัจจัยบวกที่ทำให้ไม่เปลี่ยนแปลงอันดับเครดิต มาจากความสามารถในการบริหารจัดการด้านการคลังของไทย โดยเฉพาะการบริหารจัดการหนี้ที่ยังมีประสิทธิภาพ ความเข้มแข็งของ 3 สถาบันหลักทางเศรษฐกิจ คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ที่ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากรัฐประหาร และเชื่อว่าในปีนี้ไทยจะเกินดุลบัญชีเดินสะพัดราว 1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จากที่ขาดดุลต่อเนื่องมา 2 ปี
พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และหัวหน้า คสช. ได้หารือกับรองหัวหน้า คสช.ด้านต่างๆ สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) โดย พล.อ.ประยุทธ์ มอบหมายให้ฝ่ายเศรษฐกิจสรุปแผนการล้างท่องบประมาณปี 2557 ให้เสร็จและนำกลับมาให้พิจารณาภายใน 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นก็จะเริ่มพิจารณางบประมาณรายจ่ายปี 2558
นอกจากนี้ ได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาทอีกครั้ง อาทิ จะเดินหน้าโครงการรถไฟรางคู่ภายในปีนี้ ส่วนรถไฟฟ้าความเร็วสูง จะศึกษาจุดคุ้มทุน และต้องไม่กระทบวินัยการเงิน การคลัง
ด้าน สศช.ยังได้รายงานการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ที่เน้นเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งหัวหน้า คสช.ได้ให้ทุกฝ่ายร่วมมือกัน เพื่อให้ดัชนีความสุขของประชาชนเพิ่มขึ้น
ขณะที่ พ.อ.ณัฐวัฒน์ จันทร์เจริญ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า หัวหน้า คสช. เน้นเรื่องการทำให้สังคมอยู่ด้วยกันด้วยการเคารพกฎหมาย และให้ทุกฝ่ายร่วมกันทำทุกวิถีทางให้ค่าดัชนีชี้วัดความสุขของคนไทยเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปสำรวจว่า หลังวันที่ 22 พ.ค. คนไทยมีความสุขเพิ่มขึ้นหรือไม่
สำหรับความคืบหน้าการทำงานของฝ่ายเศรษฐกิจนั้น พ.อ.ณัฐวัฒน์ ระบุว่า หัวหน้า คสช.ได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท อีกครั้ง โดยให้ไปพิจารณาว่าโครงการใดมีประโยชน์กับประชาชน รวมถึงกระบวนการด้านผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) ต้องมีความโปร่งใส
“คสช.พร้อมเดินหน้าโครงการรถไฟรางคู่ ภายในปี2557 แต่ต้องมีการศึกษาเส้นทางที่เป็นประโยชน์มากที่สุด ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูง ได้มอบหมายให้กลับไปศึกษาจุดคุ้มทุน และการลงทุนจะต้องไม่กระทบวินัยการเงินการคลัง หากจะเดินหน้าอาจเป็นการร่วมทุนกับเอกชน โดยใช้เงินลงทุนจากแหล่งเงินภายในประเทศเป็นหลัก” พ.อ.ณัฐวัฒน์ กล่าว
นอกจากนี้ การลงทุนโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทนั้น พ.อ.ณัฐวัฒน์ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้ให้ศึกษาระบบป้องกันน้ำท่วมอย่างเป็นระบบ และให้ป้องกันโครงการในลักษณะที่ใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก โดยให้เน้นนำโครงการในพระราชดำริ เช่น โครงการแก้มลิง มาเป็นแนวทาง และให้กรมชลประทานเป็นเจ้าภาพศึกษา รวมถึงให้ทหารเป็นผู้ช่วยฝ่ายปฏิบัติ
พ.อ.ณัฐวัฒน์ กล่าวว่า ขณะที่เรื่องนโยบายพลังงานนั้น คสช.ได้มีนโยบายว่ากลไกราคาต้องเป็นไปตามกลไกตลาดภาพรวม รวมถึงอาจต้องหามาตรการอื่นบรรเทาภาระประชาชน เช่น กองทุนน้ำมัน และให้พิจารณาข้อเรียกร้องของคนไทยที่อยากใช้น้ำมันราคาถูก รวมถึงสนับสนุนนโยบายด้านพลังงานทดแทนด้วย
นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า นโยบายเศรษฐกิจระยะสั้นของ คสช. ได้รับการตอบรับที่ดี และมีแนวทางที่สอดคล้องกับที่ภาคเอกชนเสนอ ซึ่งเป็นมาตรการที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่อง กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย ส่วนทีมที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจแต่ละท่านก็มีประสบการณ์ ความรู้ แต่ยังไม่ทราบชัดเจนว่าแต่ละท่านจะเข้ามาดูแลส่วนไหน
รวมทั้งให้ประชาชนเข้าถึงทรัพยากรอย่างทั่วถึงเป็นธรรม







