
ยอดโรงงานใหม่ติดลบ40%เชื่อครึ่งปีหลังก้าวกระโดด
ยอดเปิดโรงงาน พ.ค. ทรุดติดลบเฉียด 40% เชื่อครึ่งปีหลังเห็นการฟื้นตัว ผลจากการเมืองชัด
ยอดเปิดโรงงาน พ.ค. ทรุดติดลบเฉียด 40% เชื่อครึ่งปีหลังเห็นการฟื้นตัว ผลจากการเมืองชัด
นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา จำนวนโรงงานที่ประกอบกิจการใหม่ยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องมาอยู่ที่ 216 แห่ง ลดลง 39.66% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นการติดลบอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปีจากปัญหาทางการเมือง ขณะที่เงินลงทุนก็ลดลงเหลือ 1.59 หมื่นล้านบาท หรือลดลง 47.92% เพราะนักลงทุนรอความชัดเจนจากปัญหาการเมือง นโยบายจากภาครัฐ
ขณะที่ใน 5 เดือนแรกมีโรงงานขอเปิดใหม่ทั้งสิ้น 1,477 แห่ง ลดลง 15.84% มูลค่าการลงทุน 1.08 แสนล้านบาท ลดลง 12.79%
ด้านอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการลงทุนตั้งโรงงานสูงสุด คือ อุตสาหกรรมผลิตยานพาหนะและอุปกรณ์ การซ่อมยานพาหนะและอุปกรณ์ ผลิตภัณฑ์อโลหะ พลาสติก อาหาร
สำหรับการขยายกิจการนั้น พบว่า ในเดือน พ.ค. มีแค่ 41 แห่ง ลดลง 33.87% เทียบกับเดือน พ.ค.ของปีก่อน มูลค่าการลงทุน 2,216 ล้านบาท ลดลง 73.44% ทำให้ยอดการขยายกิจการใน 5 เดือนแรกอยู่ที่ 216 แห่ง ลดลง 18.49% เงินลงทุน 3.8 หมื่นล้านบาท ลดลง 41.3%
อธิบดีกรมโรงงาน กล่าวอีกว่า สำหรับการเลิกกิจการนั้น ในเดือน พ.ค. มีโรงงานเลิกกิจการทั้งสิ้น 63 แห่ง ลดลง 47.93% เทียบกับเดือน พ.ค. 2556 ทำให้การเลิกกิจการในช่วง 5 เดือน อยู่ที่ 432 แห่ง ลดลง 28.12% อุตสาหกรรมที่เลิกกิจการมากที่สุดใน 5 เดือนแรก คือ อุตสาหกรรมผลิตยานพาหนะและอุปกรณ์ รวมทั้งการซ่อมยานพาหนะและอุปกรณ์ อุตสาหกรรมแปรรูปไม้และผลิตภัณฑ์จากผลิตภัณฑ์อโลหะ
นายณัฐพล กล่าวว่า แนวโน้มครึ่งปีหลังการขยายโรงงานน่าจะเห็นการเติบโตได้ชัดเจน หลังสถานการณ์การเมืองกลับสู่ภาวะปกติ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมีความชัดเจนมากขึ้น ผู้บริโภคเริ่มมีความมั่นใจและกลับมาจับจ่ายใช้สอยสินค้า การเร่งรัดการใช้งบประมาณ และการแก้ปัญหาการออกใบอนุญาตตั้งโรงงาน ร.ง.4 จะทำให้มีโรงงานใหม่ในครึ่งปีหลังเพิ่มขึ้น
สำหรับอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มดีขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมผลิตยานพาหนะและอุปกรณ์รวมทั้งการซ่อมยานพาหนะ เนื่องจากครึ่งปีแรกที่ผ่านมามีการชะลอตัวลงจากยอดขายภายในประเทศที่ลดลง รวมทั้งอุตสาหกรรมผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่ปัจจุบันเข้าสู่ระบบทีวีดิจิตอลทำให้ผู้บริโภคมีการซื้อโทรทัศน์ใหม่ และกล่องรับสัญญาณเพื่อรองรับระบบดิจิตอลมากขึ้นทำให้ธุรกิจเครื่องใช้ใช้ไฟฟ้าน่าจะมีการเติบโตกว่าครึ่งปีแรก







