
จัดเต็ม 4 สูบ มหกรรมกระตุ้นศก.ฉบับคสช.
หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. 2557
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. 2557 ที่ผ่านมา นอกจากติดจรวดแก้ปัญหาความมั่นคงภายในประเทศแล้ว ยังเดินหน้าแบบเกียร์ห้าฟื้นเศรษฐกิจให้พ้นจากก้นเหว
ยุทธศาสตร์สำคัญของ คสช. คือฟื้นเศรษฐกิจในทุกด้านเพื่อให้เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจทั้ง 4 ตัว ไม่ว่าจะเป็น 1.การบริโภคภาคเอกชน 2.การลงทุนภาคเอกชน 3.การใช้จ่ายภาครัฐ และ 4.การส่งออก ให้กลับมาทำงานได้อีกครั้ง เพราะจะทำให้การฟื้นฟูเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพและเห็นผลได้ทันตา จากที่ผ่านมานั้นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจดับหมดทุกส่วนจากปัญหาการเมืองยืดเยื้อมานานครึ่งปี เหลือเพียงเครื่องยนต์ส่งออกเพียงตัวเดียวเท่านั้น ซึ่งก็ไม่เพียงพอต่อการแบกรับชะตากรรมเศรษฐกิจทั้งประเทศจนทำให้เศรษฐกิจถอยหลังลงทุกวัน
ทว่าสถานการณ์การเมืองในวันนี้กำลังเปลี่ยนจากหลังมือเป็นหน้ามือ จากรัฐบาลรักษาการที่ไม่มีอำนาจบริหารเศรษฐกิจ มาเป็นรัฐบาล คสช. ที่สามารถทุบโต๊ะมาตรการบริหารเศรษฐกิจได้เพียงชั่วข้ามคืน
ยิ่งเมื่อมีการประกาศ “ดรีมทีม” ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ ทั้ง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง และ ณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีต รมว.พาณิชย์และกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ก็ยิ่งเห็นได้ชัดว่ามีการให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทุกด้าน ทุกระยะ ทั้งสั้นกลางยาว เพราะทั้งสามคนนับเป็นผู้บริหารเศรษฐกิจชั้นนำของประเทศ ทั้งด้านการวางยุทธศาสตร์และด้านการวางแผนมาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ว่ากันว่าดรีมทีมเศรษฐกิจดังกล่าวให้คำปรึกษา คสช.ตั้งแต่ยังไม่ได้รับการแต่งตั้ง ทำให้ คสช.เดินเครื่องเศรษฐกิจได้ทันทีตั้งแต่วันแรกๆ ที่เข้ามาบริหารประเทศ ที่เห็นได้ชัดคือประกาศิตของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในฐานะหัวหน้า คสช. ที่สั่งกระทรวงการคลังเดินหน้าจ่ายหนี้โครงการรับจำนำข้าวให้แก่ชาวนา ซึ่งรัฐบาลติดค้างอยู่ 9.2 หมื่นล้านบาท ภายใน 20 วัน
เพราะนอกจากจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของชาวนาแล้ว ยังช่วยหมุนเงินให้การบริโภคภาคเอกชนฟื้นตัวได้ จนกระทรวงการคลังประเมินว่าเงินจำนำข้าวจะสามารถช่วยกระตุ้นให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อย่างน้อยถึง 0.2% ส่งผลให้เศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงขาลงพลิกกลับเป็นช่วงขาขึ้น เพราะเศรษฐกิจระยะสั้นได้รับการอัดฉีดกระตุ้นได้ทันท่วงที
นอกจากนี้ ยังมีการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายปี 2557 ที่มีงบลงทุนค้างท่ออีก 23 แสนล้านบาท เดินหน้าเซ็นสัญญาเป็นการด่วน รวมไปถึงการเร่งจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2558 ให้ทันใช้ภายในปีงบประมาณใหม่ วันที่ 1 ต.ค. 2557 นี้ จากเดิมที่คิดว่าจะล่าช้าใช้ได้กลางปีหน้า ซึ่งนับเป็นจุดสำคัญที่ทำให้การใช้จ่ายภาครัฐฟื้นตัว รวมถึงทำให้การลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัวด้วย
ยิ่งเมื่อ คสช.ยังประกาศปลดล็อกการลงทุนที่ต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่ พล.อ.ประยุทธ์จะนั่งหัวโต๊ะอนุมัติโครงการลงทุนที่ยังค้างพิจารณาอีก 7 แสนล้านบาท รวมถึงการเร่งออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) ที่ยังค้างอยู่อีกกว่า 400 แห่ง เป็นเงินลงทุนอีกนับแสนล้านบาท ซึ่งการลงทุนทั้งสองส่วนนี้มีผลอย่างยิ่งต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นและยังเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญของเศรษฐกิจระยะกลางและระยะยาวของไทยอีกด้วย
ด้านการทำงบประมาณรายจ่ายปี 2558 ที่จะพิจารณากันภายในวันสองวันนี้ และสรุปได้ในไม่กี่วันข้างหน้า ก็จะมีการดึงเม็ดเงินโครงการลงทุนด้านคมนาคมขนส่ง 2 ล้านล้านบาท และโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ของรัฐบาลชุดเดิมมาปัดฝุ่นดำเนินการต่อ โดยไม่ได้คิดแบ่งแยกรังเกียจว่าหากเป็นโครงการของรัฐบาลเดิม ทาง คสช.จะต้องเมินหน้าไม่เห็นด้วย
ในทางตรงกันข้าม หากเห็นว่าโครงการใดมีประโยชน์กับเศรษฐกิจก็จะผลักดันเดินหน้ามาใส่ไว้ในงบประมาณปี 2558 ทันที เพราะที่ผ่านมาไม่มีใครคัดค้านโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท แค่ไม่เห็นด้วยกับการกู้นอกระบบ เพราะทำให้มีการรั่วไหลตรวจสอบไม่ได้
หากดูแนวคิดของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ที่เคยให้ความเห็นโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท ก่อนหน้าการยึดอำนาจของ คสช. ระบุว่า โครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท จะแบ่งเป็น 2 ส่วน ในส่วนแรก 1.2 ล้านล้านบาท เป็นการลงทุนรถไฟทางคู่ 4.27 แสนล้านบาท รถไฟฟ้า 4.72 แสนล้านบาท ทางหลวง 2.3 แสนล้านบาท และทางหลวงเชื่อมเออีซีและท่าเรืออีกประมาณ 89 หมื่นล้านบาท ทั้งหมดเป็นโครงการที่มีความจำเป็นต้องลงทุน เพราะช่วยลดต้นทุนการขนส่ง เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทย
ในส่วนที่สอง วงเงิน 7.8 แสนล้านบาท เป็นโครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯเชียงใหม่ 3.87 แสนล้านบาท กรุงเทพฯนครราชสีมา 1.7 แสนล้านบาท กรุงเทพฯหัวหิน 1.24 แสนล้านบาท และกรุงเทพฯระยอง 1 แสนล้านบาท ซึ่ง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เห็นว่าหากงบประมาณไม่พอ การสร้างรถไฟความเร็วสูงจะเป็นการลงทุนที่เกินตัว และรถไฟทั้ง 4 สายไม่คุ้มค่าที่จะลงทุนทุกสาย แต่หากมองในแง่ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจก็มีเพียงสายกรุงเทพฯระยอง และกรุงเทพฯนครราชสีมาที่น่าลงทุน
จากภาพดังกล่าวนั้นบ่งชี้ว่า งบประมาณรายจ่ายปี 2558 ในส่วนของงบลงทุนจะมีการเดินหน้าโครงรถไฟทางคู่และรถไฟฟ้าในเมือง รวมถึงถนนหนทางต่างๆ อย่างแน่นอน แต่สำหรับรถไฟความเร็วสูงยังเป็นเรื่องที่ยังต้องพิจารณาว่าจะลงทุนหรือไม่ โดยมีความเป็นไปได้ที่จะศึกษาในเส้นทางน่าลงทุนอย่างจริงจัง ก่อนที่จะเดินหน้าในงบประมาณปี 2559 ต่อไป ซึ่งน่าจะมีงบประมาณเพียงพอลงทุนมากกว่า
สำหรับงบประมาณปี 2558 มีการประมาณวงเงินอยู่ที่ 2.6 ล้านล้านบาท เป็นงบขาดดุล 2 แสนล้านบาท มีงบลงทุนอยู่ประมาณ 4 แสนล้านบาท เท่ากับงบประมาณปีก่อนหน้า ซึ่งถือว่าไม่ได้เพิ่มขึ้นเพราะ คสช.มียุทธศาสตร์ในการบริหารปีแรกต้องเป็นโครงการที่ลงทุนได้รวดเร็วทันที เป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง จึงมีสัดส่วนลงทุนโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้เงินจำนวนไม่มาก
อย่างไรก็ตาม หากดูจากรูปการณ์การบริหารประเทศของ คสช. ซึ่งยังอยู่เพียงแค่ช่วงตั้งไข่แล้ว มีการประเมินว่ายังต้องใช้เวลาในการบริหารประเทศอีกไม่น้อยกว่า 2 ปีนั้น หมายความว่า คสช.ยังต้องทำงบประมาณเพื่อการบริหารประเทศในปีงบประมาณ 2559 รวมถึงปีงบประมาณ 2560 ซึ่งจะมีการบรรจุโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่เป็นพื้นฐานการพัฒนาประเทศมากขึ้น
สำหรับด้านการส่งออก ที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าขยายตัวไว้ 5% แต่เมื่อ สมคิด ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักการตลาดมือหนึ่งของประเทศ รวมถึง ณรงค์ชัย ที่ตอนนี้นั่งเป็น กนง. ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งมีส่วนสำคัญกับการส่งออกนำเข้า ย่อมไม่ทิ้งโอกาสฉวยจังหวะดีที่เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว ซึ่งช่วยสร้างโอกาสขยายการส่งออกของไทยให้ได้มากกว่าเป้าที่ตั้งไว้เดิม จะเป็นอีกแรงสำคัญในการทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้มากขึ้นด้วย
นอกจากนี้ คสช.ยังเตรียมประกาศโรดแมปทางเศรษฐกิจชุดใหญ่อย่างเป็นทางการสัปดาห์หน้า ซึ่งจะทำให้เห็นภาพใหญ่และทิศทางการบริหารเศรษฐกิจของ คสช. ยิ่งจะทำให้ความมั่นใจของต่างประเทศกลับมาเต็มที่อีกครั้ง รวมถึงการที่สถาบันจัดอันดับชั้นนำของโลกยังคงอันดับเครดิตของประเทศไว้ที่ระดับน่าลงทุนและมุมมองมีเสถียรภาพ ทำให้เศรษฐกิจดูน่าสนใจขึ้นมาอีกไม่น้อย เพราะแม้ว่าที่ผ่านมาจะเจอปัญหาการเมืองมาถึงครึ่งปี แต่พื้นฐานเศรษฐกิจกลับยังดีอยู่
แม้แต่ สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ยังเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะเปลี่ยนจากหลังมือเป็นหน้ามือ จากหมดหวังมามีพลัง จากไม่มีแสงที่ปลายอุโมงค์มาเห็นแสงที่ปลายอุโมงค์ เพราะมาตรการต่างๆ ตามนโยบายของ คสช.ที่เดินหน้าเต็มสูบทั้ง 4 เครื่องยนต์ ส่งผลดีกับเศรษฐกิจในปีนี้ดีกว่าที่ประมาณการเดิมว่าจะขยายตัวได้ 2.6% มีความเป็นไปได้ที่จะขยายตัวได้ถึง 3% ในปีนี้ และมากกว่า 3% ในปีหน้า
เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็วนั้น เบื้องต้นจึงต้องยกเครดิตให้ คสช.ที่ตระหนักถึงปัญหาและฟอร์มทีมเร่งบริหารอย่างเป็นระบบ
ทว่าที่ท้าทาย คสช.และทีมที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจต่อจากนี้ไปเห็นจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อทั้งคนไทยและเวทีโลกให้ชัดเจนว่า ไทยแลนด์มีเสถียรภาพทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจที่พร้อมจะเติบโตอย่างยั่งยืนและสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก โดยหลุดพ้นจากวังวนกีฬาสีการเมืองที่ยืดเยื้อได้เสียที







