posttoday
มะกันนโยบายต่างประเทศ ลุยผูกมิตร-เลิกลุยเดี่ยว

มะกันนโยบายต่างประเทศ ลุยผูกมิตร-เลิกลุยเดี่ยว

30 พฤษภาคม 2557

เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งทางบวกและทางลบจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศในสหรัฐไปได้พอสมควรทีเดียว

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งทางบวกและทางลบจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศในสหรัฐไปได้พอสมควรทีเดียว หลังประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐ ขึ้นกล่าวแจกแจงวิสัยทัศน์ด้านนโยบายการต่างประเทศ ท่ามกลางนักเรียนนายร้อยกว่า 1,000 นาย ที่วิทยาลัยการทหารสหรัฐแห่งเวสต์ พอยต์

สำหรับเนื้อหาใจความหลักของแถลงการณ์ครั้งนี้สามารถสรุปสาระสำคัญหลักออกมาได้ 5 ประเด็นด้วยกัน ก็คือ 1) การใช้กำลังทางการทหารไม่ใช่คำตอบหรือทางออกของทุกปัญหา และการแสวงหาความร่วมมือจากนานาประเทศเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับสหรัฐ 2) กระนั้น เพื่อรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมบางครั้งก็จำเป็นต้องใช้กำลังของกองทัพเพื่อแก้ปัญหา 3) ขณะเดียวกันก็มุ่งให้ความสำคัญกับภัยคุกคาม หลักของโลก หรือก็คือการมีมาตรการป้องกันการก่อการร้าย 4) รวมถึงเตรียมทยอยลดจำนวนพลทหารของกองทัพในประเทศอัฟกานิสถาน โดยในปี 2014 นี้จะลดจำนวนทหารให้เหลือ 9,800 นาย ก่อนจัดการถอนทหารทั้งหมดในปี 2016 และ 5) เน้นความถูกต้องโปร่งใสของการดำเนินงานทุกนโยบายด้านการต่างประเทศ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นและเสียงสนับสนุนจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ

สรุปให้สั้น กระชับ และเข้าใจง่ายที่สุดก็คือ นโยบายด้านการต่างประเทศของสหรัฐนับต่อจากนี้จะมุ่งเน้นไปที่กระบวนการทางการทูต การเจรจา และมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ขณะที่การใช้กำลังทหารเข้าห้ำหั่นเผชิญหน้าโดยตรงจะยังคงมีอยู่ เพียงแต่ไม่ใช่แนวทางหลักที่สหรัฐจะยึดมั่นถือมั่นอย่างแน่วแน่ เหมือนในช่วงที่หลายปีที่ผ่านมาอีกต่อไป

ทั้งนี้ มองในมุมมองของนักวิจารณ์และนักวิเคราะห์สายทหารซึ่งชื่นชอบความแข็งกร้าว การเปลี่ยนแปลงท่าทีด้านการต่างประเทศของผู้นำสหรัฐในครั้งนี้อาจไม่ค่อยถูกอกถูกใจสักเท่าไรนัก เหตุผลเพราะขาดการแสดงออกถึงความมีอิทธิพลและความเข้มแข็งของสหรัฐอย่างเหมาะสมตามความเป็นจริงที่ควรจะเป็น

กระนั้น ถ้ามองในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศนอกสายทหาร ท่าทีของประธานาธิบดีโอบามาแห่งสหรัฐ นับเป็นการส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงบทบาทและท่าทีการเข้าผูกสัมพันธ์ของพญาอินทรีของโลกแห่งนี้กับนานาประเทศครั้งสำคัญเลยทีเดียว

ขณะเดียวกัน ต้องยอมรับว่าแม้สหรัฐจะพยายามลดโทนแข็งกร้าวดุดันของตนเองลงอย่างมาก เมื่อเทียบกับช่วงปี 2001-2002 ซึ่งกำลังคุกรุ่นไปด้วยบรรยากาศของการก่อการร้าย ทว่า สหรัฐก็ยังไว้ลายสถานะความเป็นชาติมหาอำนาจด้วยการประกาศอย่างชัดเจนว่า ต่อให้มีกระแสเรียกร้องจากประชาชนในประเทศ ขอให้สหรัฐเลิกยุ่งวุ่นวายกับกิจการภายในของประเทศอื่นๆ แต่สหรัฐก็ยังจำเป็นต้องทำหน้าที่ดำรงสถานะเป็นผู้นำบนเวทีโลกต่อไป และการเลือกโดดเดี่ยวตนเอง ไม่ข้องแวะกับใคร ดูจะไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาดนักสำหรับตัวสหรัฐเอง

ดังนั้น ด้วยแนวคิดที่สหรัฐเชื่อมั่นว่าตนเองยังมีความจำเป็นและมีความสำคัญ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่นโยบายการต่างประเทศสหรัฐครั้งนี้ จะยังคงเปิดทางให้สหรัฐเข้าไปมีบทบาทสำคัญหรือบทบาทนำบนเวทีโลกไม่เปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์หลายสำนักส่วนใหญ่เห็นสอดคล้องตรงกันว่า เมื่อพิจารณาโดยตัดรายละเอียดปลีกย่อยทิ้งไป เป็นที่น่าสังเกตว่านโยบายด้านการต่างประเทศของสหรัฐ ภายใต้แนวคิดของประธานาธิบดีโอบามา มีแนวโน้มส่งผลกระเทือนต่อท่าทีสหรัฐที่น่าจับตามองมากที่สุดอยู่ประการหนึ่งก็คือ ประเด็นด้านการผูกสัมพันธ์เร่งเดินหน้าหาพันธมิตรของสหรัฐ

ผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งแสดงความเห็นว่าเมื่อตัดประเด็นข้อขัดแย้งภายในที่สหรัฐเข้าไปมีบทบาทเกี่ยวข้องด้วยประเทศต่างๆ ไล่เรียงตั้งแต่ ยูเครน ซีเรีย หรืออัฟกานิสถาน ปัจจัยหนึ่งที่สหรัฐยังเห็นว่าเป็นภัยคุกคามตนเองมากที่สุดไม่เปลี่ยนแปลงก็คือประเด็นด้านการก่อการร้าย

ขณะที่การเดินหน้าลุยเดี่ยวด้วยกำลังทหารของสหรัฐในช่วงหลายปีที่ผ่านมายังนับเป็นบทเรียนราคาแพงที่สุดที่ทำให้สหรัฐตระหนักได้ว่า ไม่อาจบรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ในการจัดการถอนรากถอนโคนภัยก่อการร้ายได้อย่างลุล่วงด้วยลำพังตัวคนเดียวแน่นอน

ยิ่งเมื่อบวกกับวิกฤตการเงินในปี 2008 ที่ทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐซบเซาแทบกระอักอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง ก็ยิ่งทำให้สหรัฐยิ่งตระหนักว่า การจะดำเนินนโยบายด้านการต่างประเทศแบบวันแมน (One Man) หรือฉายเดี่ยว ไม่ใช่เรื่องที่ดีต่อสหรัฐเท่าไรนัก

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ ด้วยเหตุผลด้านเศรษฐกิจและบทเรียนต่อจากขจัดภัยก่อการร้ายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้กลายเป็นปัจจัยผลักดันให้สหรัฐเปลี่ยนทิศทางนโยบายการต่างประเทศของตนเอง ด้วยการเร่งลงมือผูกมิตรกระชับสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ ให้แนบแน่นมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ความร่วมมืออันดีระหว่างกันนี้กลายเป็นมาตรการและปราการป้องกันการก่อการร้ายที่สหรัฐเชื่อมั่นว่ามีประสิทธิภาพสูงสุด

หลักฐานยืนยันที่เห็นได้ชัดเจนก็คือการเตรียมตั้งกองทุนมูลค่า 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อใช้เป็นเงินช่วยเหลือประเทศพันธมิตรของสหรัฐในการต่อสู้กับการก่อการร้าย และเปิดทางให้กองทัพสหรัฐจัดโครงการฝึกซ้อมรบหรือฝึกอบรมระหว่างประเทศร่วมกันกับกองทัพของประเทศต่างๆ

ขณะที่ก่อนหน้านี้ สหรัฐเพิ่งจะจับมือแสดงท่าทีสนับสนุนการเพิ่มกองกำลังและขยายประสิทธิภาพกองทัพของญี่ปุ่น เดินหน้าฝึกซ้อมรบร่วมกับกองทัพของเกาหลีใต้ หรือการส่งเรือดำน้ำและเรือลาดตระเวนให้กับฟิลิปปินส์

นอกจากนี้ สหรัฐยังมีการเสนอให้สภาคองเกรสสหรัฐพิจารณาอนุมัติข้อตกลงน่านน้ำทางทะเลของสหประชาชาติ เพื่อให้สหรัฐมีสิทธิอันชอบธรรมในการเข้าไปมีส่วนร่วมกับข้อพิพาทน่านน้ำทะเลจีนใต้ ซึ่งกำลังเป็นปัญหาคุกรุ่นภายในภูมิภาคเอเชียอยู่ในขณะนี้

ยังไม่นับรวมท่าทีโดยรวมของผู้นำสหรัฐที่เน้นย้ำว่า ปฏิบัติการทางการทหารนับต่อจากนี้จะมุ่งไปที่การให้ความร่วมมือและให้ความช่วยเหลือประเทศพันธมิตรต่างๆ ของสหรัฐในการรับมือหรือจัดการปัญหาต่างๆ เช่น ดูแลการอพยพค่ายผู้ลี้ภัย ตลอดจนการกำจัดภัยการก่อการร้ายในแต่ละภูมิภาค

ทั้งนี้ แม้แถลงการณ์ด้านนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีโอบามาแห่งสหรัฐครั้งล่าสุด จะไม่ได้เปิดเผยลึกลงไปในรายละเอียดตามที่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายแอบคาดหวัง แต่กระนั้น การเปิดปากครั้งล่าสุดนี้ก็เพียงพอให้เห็นแนวโน้มชัดเจนอย่างหนึ่งว่า นอกจากวิธีการทางการทหารและการทูตที่สหรัฐใช้เป็นเครื่องมือสำคัญด้านการต่างประเทศของตนเองแล้ว การงัดกลยุทธ์ขึ้นมาซื้อใจและผูกมิตรกับบรรดานานาประเทศของสหรัฐนับต่อจากนี้ย่อมจะเข้มข้นขึ้นแน่นอนด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท