
เตือนแผนปรองดองต้องไม่มีนิรโทษกรรม
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเป็นครั้งแรกหลังจากที่มีการยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถึงแนวทางการทำงานของ คสช. ว่า คสช.ต้องระวังสองเรื่องที่ไม่ควรให้เกิดขึ้น คือ การนิรโทษกรรมและการคอร์รัปชั่น สิ่งที่ได้ดำเนินการในบางเรื่องเป็นการตอบโจทย์เหตุการณ์เฉพาะหน้า เช่น เร่งจ่ายเงินให้ชาวนา แต่การควบคุมสถานการณ์น่าจะมีการผ่อนคลายลงโดยลำดับ เพราะตามสภาพสังคมคงยากที่จะใช้อำนาจในลักษณะนี้ ไปได้ยาวนาน เพราะจะทำให้ความอึดอัดสะสม โดยปัญหาที่มีมากขณะนี้เป็นเรื่องของสื่อมวลชน และความเหลื่อมล้ำในการรับข้อมูลข่าวสาร ซึ่งจากการดูท่าทีที่ไม่มีการเคลื่อนไหวของผู้นำมวลชนหลังถูกปล่อยตัวจากการควบคุม ก็ดูจะสงบเรียบร้อย ดังนั้น การควบคุมสถานการณ์ก็น่าจะคลี่คลายลงได้
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเป็นครั้งแรกหลังจากที่มีการยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถึงแนวทางการทำงานของ คสช. ว่า คสช.ต้องระวังสองเรื่องที่ไม่ควรให้เกิดขึ้น คือ การนิรโทษกรรมและการคอร์รัปชั่น สิ่งที่ได้ดำเนินการในบางเรื่องเป็นการตอบโจทย์เหตุการณ์เฉพาะหน้า เช่น เร่งจ่ายเงินให้ชาวนา แต่การควบคุมสถานการณ์น่าจะมีการผ่อนคลายลงโดยลำดับ เพราะตามสภาพสังคมคงยากที่จะใช้อำนาจในลักษณะนี้ ไปได้ยาวนาน เพราะจะทำให้ความอึดอัดสะสม โดยปัญหาที่มีมากขณะนี้เป็นเรื่องของสื่อมวลชน และความเหลื่อมล้ำในการรับข้อมูลข่าวสาร ซึ่งจากการดูท่าทีที่ไม่มีการเคลื่อนไหวของผู้นำมวลชนหลังถูกปล่อยตัวจากการควบคุม ก็ดูจะสงบเรียบร้อย ดังนั้น การควบคุมสถานการณ์ก็น่าจะคลี่คลายลงได้
“ต้องจับตาดูเรื่องการตั้งศูนย์ปรองดอง ถ้าตั้งโจทย์การปรองดองเป็นเรื่องการต่อรองผลประโยชน์ของทุกฝ่าย จะเป็นการตั้งโจทย์ผิด เพราะที่ผ่านมามีการนำคำว่าปรองดองไปใช้ และนำไปสู่การนิรโทษกรรม จะทำให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น หวังว่าการที่ คสช.ระบุจะสร้างความชอบธรรมให้กับทุกฝ่าย จะไม่เป็นการนำสู่การนิรโทษกรรม เพราะการสร้างความชอบธรรมให้กับทุกฝ่าย คือ การทำให้ทุกฝ่ายเคารพกฎหมายที่ทุกฝ่ายต้องยอมรับผิดชอบกับการกระทำของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นสีไหน ต้องยอมรับในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม” หัวหน้าพรรค ปชป. กล่าว
วิทยา แก้วภราดัย อดีต สส.นคร ศรีธรรมราช พรรค ปชป. และแกนนำ กปปส. กล่าวว่า ขณะนี้ได้ทำหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้จัดการเครือข่ายระบอบทักษิณให้ราบคาบได้ ประชาชนต้องให้ความร่วมมือรวบรวมข้อเท็จจริงของเครือข่ายที่มีอยู่ที่ไปรังแกคนอื่น จึงต้องให้ข้อมูลกับ คสช. ถ้าสามารถหยุดระบอบทักษิณได้ ก็หยุดการก่อกวนวุ่นวาย จะเข้าสู่ระดับสองคือการปฏิรูปทางการเมืองเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งได้
ทั้งนี้ ในส่วนของพรรคการเมืองไม่มั่นใจว่าจะคงสภาพอยู่หรือไม่ เพราะมีการระงับใช้รัฐธรรมนูญ และ คสช.ไม่ได้มีประกาศ ให้ดำรงพรรคการเมืองอยู่ไว้ พรรคการเมืองอาจจะยุติไปโดยกฎหมาย อย่างไรก็ตาม บรรยากาศขณะนี้รู้สึกปลอดโปร่งมากขึ้นและอยากจะตรวจสอบผู้คนในสังคมในนครศรีธรรมราช ว่ามีใครบ้างที่รับใช้ระบอบทักษิณ ขัดขวางการต่อสู้ของประชาชน
อย่างไรก็ดี ในการประชุม คสช. ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ประชุมครั้งแรกที่กองบัญชาการกองทัพบก พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. ได้ตอบข้อซักถามสื่อมวลชนถึงการจัดการปัญหาทางการเมือง โดยเฉพาะกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะมีการดำเนินการอย่างไร ว่า หัวหน้า คสช.ไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องนี้ งานทุกอย่างให้นับตั้งแต่เข้ามาทำงาน คือ วันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา หัวหน้า คสช.ไม่เคยพูดถึงเรื่องอดีต
“ท่านต้องการทำทุกอย่างให้เข้าที่เข้าทาง ไม่ใช่เวลาที่จะพูดเรื่องอดีต และงานทุกอย่างเริ่มตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา ท่านเคยพูดต่อวงประชุมต่างๆ ว่า เมื่อ ผมผูกเชือกรองเท้า ผมเดินทันที ไม่หันไปมองข้างหลัง” พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ กล่าว
ขณะที่ พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษก คสช. กล่าวว่า หัวหน้า คสช.ได้ให้แนวทางกับหัวหน้าส่วนราชการ โดยเน้นย้ำถึงแนวทางการบริหารใน 3 ระยะ คือ ระยะแรก การบริหารราชการตามปกติ รวมถึงกฎหมายพิเศษเพื่อ ขับเคลื่อนงาน ระยะสอง การสร้างสภาวะแวดล้อม ให้เหมาะสมเพื่อเข้าสู่การมีธรรมนูญปกครอง สภาปฏิรูป สภานิติบัญญัติ และระยะสาม เป็นเรื่องของการนำไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบด้วยการเลือกตั้ง ดังนั้น ให้ส่วนราชการตั้งใจดำเนินการในขั้นที่ 1 กำหนดดำเนินการให้บรรลุไปโดยเร็ว เพื่อไปสู่ขั้นที่ 2 และ 3
นอกจากนี้ ยังย้ำให้ทุกภาคส่วนมีการตัดสินใจในการปฏิบัติงานและจะต้องรับฟังความคิดเห็นของกลุ่มที่กระทบโดยตรง และคำนึงถึงผลกระทบของประชาชนเป็นสำคัญ ให้ฝ่ายต่างๆ ไปดำเนินการ นอกจากนี้ กระบวนการร่างกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมได้ให้แนวทางคงหลักการ โดยให้กระบวนการยุติธรรมการบังคับใช้กฎหมายเป็นไปด้วยความเข้มแข็งเป็นธรรม เพื่อให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม







