posttoday
วัดใจปฏิรูปตำรวจโจทย์ใหญ่ไร้การเมมืองแทรก

วัดใจปฏิรูปตำรวจโจทย์ใหญ่ไร้การเมมืองแทรก

30 พฤษภาคม 2557

โมเดลการปฏิรูปวงการตำรวจไทย กำลังเป็นที่จับจ้องของผู้ใต้บังคับบัญชาว่าแนวทางจะออกมาเป็นอย่างไร

โดย...เอกชัย จั่นทอง

โมเดลการปฏิรูปวงการตำรวจไทย กำลังเป็นที่จับจ้องของผู้ใต้บังคับบัญชาว่าแนวทางจะออกมาเป็นอย่างไร

ภายหลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่งตั้ง พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ทำหน้าที่รักษาราชการแทน ผบ.ตร. พร้อมไฟเขียวให้เร่งดำเนินการปฏิรูปตำรวจทันทีนั้น

พล.ต.อ.วัชรพล รับไม้ต่อด้วยการเรียกประชุมแบ่งงานใหม่ทั้งหมด นายตำรวจหลายคนถูกโยกไปนั่งตบยุงลดบทบาทความสำคัญลงหลังการเปลี่ยนขั้วอำนาจใหม่ ไฮไลต์เด็ดในวงประชุมคือแนวคิดการปฏิรูปตำรวจที่ต้องทำให้แล้วเสร็จในช่วง 4 เดือนนี้ โดยจะให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเปลี่ยนเป็นกระทรวง ใช้ชื่อว่ากระทรวงการรักษาความปลอดภัย ภายในมี 17 กรมในสังกัด มี ผบ.ตร.นั่งเป็นปลัดกระทรวง และมีรัฐมนตรีเข้ามากำกับดูแล

แน่นอน เกิดคำถามตามมาทันทีว่า ทำไมต้องปฏิรูปให้เสร็จสรรพใน 4 เดือนนี้ ทั้งนี้เป็นเพราะการบริหารจัดการในช่วงนี้เป็นไปได้ง่าย บวกกับได้รับความไว้วางใจจากฝ่ายทหาร และ พล.ต.อ.วัชรพล ก็เหลืออายุราชการอีกเพียง 4 เดือนก็จะโบกมืออำลาตำแหน่งแล้ว การเข้ามากำกับงานปฏิรูปตำรวจในห้วงเวลาเช่นนี้จึงสำคัญยิ่ง และแม้จะมีเวลาไม่นาน แต่ พล.ต.อ.วัชรพล ก็เป็นผู้กุมอำนาจองค์กรตำรวจในช่วงที่กำลังจะแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการประจำปีนี้

โจทย์ที่ พล.ต.อ.วัชรพล ต้องพิสูจน์คือ จะนำพาองค์กรตำรวจไปสู่การปฏิรูปได้สำเร็จให้ปลอดการเมือง มีระบบคุณธรรม การเมืองไม่สามารถเข้ามาสั่งซ้ายหันขวาหันได้หรือไม่ เพื่อให้มีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่เหมือนศาล อัยการ ไม่อยู่ภายใต้อาณัตินักการเมือง

คงต้องวัดใจวัดพลังกันในอีก 4 เดือน ว่างานที่ออกมาจะทำให้องค์กรสีกากีปลอดการเมืองแทรกแซงในอำนาจทางการเมืองอย่างแท้จริงได้มากน้อยแค่ไหน

อย่างไรก็ดี แผนการปฏิรูปครั้งนี้ยังมีข้อชวนให้สงสัยว่าหากให้มีรัฐมนตรีเข้ามากำกับดูแลในกระทรวงของตำรวจอีกชั้นหนึ่ง ก็อาจทำให้อดมองไม่ได้ว่าจะปลอดการเมืองเสียทีเดียว เพราะตัวอย่างการบริหารบ้านเมืองในทุกยุคทุกสมัยก็มีการล้วงลูกแทรกแซงมากมายในกระทรวง ทบวง กรมอื่นๆ

ที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติถูกย่ำยีศักดิ์ศรีจากนักการเมืองไม่เหลือชิ้นดี หากมองการบริหารงานปัจจุบันภายใต้ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ 2547 อยู่ภายใต้การควบคุมบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี การแต่งตั้งนายตำรวจระดับ ผบ.ตร. เป็นอำนาจของคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (กตช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ในการที่จะเป็นผู้เสนอชื่อผู้เหมาะสมขึ้นดำรงตำแหน่ง ขณะที่นายตำรวจระดับรอง ผบ.ตร.ลงมา เป็นอำนาจของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ที่จะพิจารณาแต่งตั้ง

ทว่าคณะกรรมการทั้งสองคณะนี้มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน หรือมอบหมายรองนายกรัฐมนตรีเข้ามารับผิดชอบดูแลได้

ฉะนั้น การปฏิรูปองค์กรตำรวจที่สำคัญลำดับแรกและด่วนที่สุด คือ ต้องตัดขาดอำนาจทางการเมืองไม่ให้มีส่วนในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ เพื่อให้การแต่งตั้งเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของ ผบ.ตร.และ รอง ผบ.ตร.อย่างแท้จริง หรืออาจยกเลิก ก.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งเป็นคนจากฝ่ายการเมืองที่ส่งเข้ามาก้าวก่าย หรืออดีตนายตำรวจที่เกษียณไปแล้ว เพราะที่ผ่านมาปัญหาวุ่นวายในการแต่งตั้งทุกครั้งก็เพราะมี “แขกไม่ได้รับเชิญ” เข้ามาแทรกแซงคำสั่ง ฝากเด็กในคาถา หรือพวกพ้องให้ได้ตำแหน่งดี ทำเลทอง แต่ทำงานไม่ได้ สุดท้ายประชาชนก็ไม่ปลอดภัยจากผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่เข้ามาเพียงเพื่อโกยเงินจากธุรกิจมืดเท่านั้น

แน่นอนว่าการปฏิรูปเป็นเรื่องใหม่เอี่ยมที่ต้องสะสางล้างไพ่ล้างกรมกันหมด การเขียนกฎระเบียบกรอบอำนาจหน้าที่ของตำรวจต้องละเอียดครอบคลุม ปลอดการเมืองตามแนวทางที่ประกาศไว้ ต่อไปศักดิ์ศรีนายตำรวจอาจไม่ต้องถูกขยี้จากฝ่ายการเมืองอีกก็เป็นได้ หากมุ่งมั่นที่จะไม่ให้ “คนนอกสาย” เข้ามาจุ้นจ้านในรั้วปทุมวัน

จากนี้โมเดลปฏิรูปวงการตำรวจ หน้าตาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติใหม่จะสวยงามขนาดไหน นายตำรวจน้อยใหญ่กำลังตื่นเต้นกับประวัติศาสตร์วงการตำรวจไทยอีกครั้งหนึ่ง

อายุราชการของ พล.ต.อ.วัชรพล ที่เหลืออีกเพียง 4 เดือนก่อนจะเกษียณ กับการก้าวเข้ามารับหน้าเสื่อเช่นนี้ ถือเป็นงานหนักอย่างยิ่งยวดที่จะพาให้การปฏิรูปวงการสีกากีสำเร็จลุล่วงได้ อย่างรวดเร็ว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท