posttoday
ภารกิจสลายสีเสื้อ เปราะบาง ละเอียดอ่อน

ภารกิจสลายสีเสื้อ เปราะบาง ละเอียดอ่อน

30 พฤษภาคม 2557

หนึ่งในความท้าทายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คือ ภารกิจสลายความ ขัดแย้งที่ฝักรากลึกมายาวนานในสังคมให้ หมดสิ้นไป

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หนึ่งในความท้าทายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คือ ภารกิจสลายความ ขัดแย้งที่ฝักรากลึกมายาวนานในสังคมให้ หมดสิ้นไป เดินหน้ากระบวนการปรองดองสมานฉันท์เพื่อทำให้กระบวนการปฏิรูปที่ตั้งเป้าไว้สามารถเดินไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นที่ยอมรับของทุกฝักฝ่าย

แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ คสช.จะให้ น้ำหนักและเริ่มออกตัวแบบรวดเร็วจัดตั้ง “ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป” วางโครงสร้างทั้งส่วนกลาง และศูนย์ประจำพื้นที่กองทัพภาคที่ 1-4 แต่กระบวนการขั้นตอนการดำเนินการนั้นยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเดินหน้าฝ่าความขัดแย้งให้หมดไปอย่างถาวรได้อย่างไร

รายละเอียดที่เปิดเผยออกมาเวลานี้ ยังเป็นเพียงกรอบที่มีเป้าหมายเพื่อการสร้างความรักความสามัคคี สลายสีเสื้อ เตรียมการนำไปสู่การปฏิรูปในเรื่องต่างๆ ต่อไปในอนาคต โดย รูปแบบแนวทางการเข้าร่วมศูนย์ปรองดองนั้น จะเป็นการสมัครเข้าร่วมจากทุกภาคส่วน ทุกฝ่าย ทุกสี รวมไปถึงผู้นำและแกนนำหลัก ในแต่ละกลุ่ม ซึ่งมีทั้งรูปแบบ ประชุมหารือ จัดเวทีเสวนา และอื่นๆ

เป้าหมายแรกอยู่ที่การทำให้สถานการณ์สงบปราศจากความรุนแรง แต่ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ความขัดแย้งที่ลดระดับความ ร้อนแรงลงไปในปัจจุบัน เนื่องมาจากถูก “กฎอัยการศึก” และประกาศ คสช.หลายฉบับที่ออกตามมาหลัง “รัฐประหาร” ตีกรอบการชุมนุม พร้อมควบคุมตัวแกนนำแต่ละฝักฝ่ายเอาไว้

เช่นเดียวกับความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ต่างจังหวัด ที่กองทัพเข้าไปควบคุม ทั้งการจัดกิจกรรม และตัวแกนนำในแต่ละพื้นที่ พร้อมทั้งตรวจค้นบุกจับ ยึดอาวุธสงคราม ซึ่งปรากฏออกมาในหลายพื้นที่ ควบคุมการปลุกปั่นยุยง หมิ่นสถาบันในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ แต่ทั้งหลายเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าความขัดแย้งของแต่ละฝักฝ่ายในสังคมได้รับการคลี่คลายสลายตัวไป

ที่สำคัญ สภาวะเงียบสงบดังกล่าวอาจเป็นเพียงแค่ชั่วครู่ชั่วยามในช่วงการควบคุมของ คสช. หากวันหนึ่งวันใดที่ คสช.ผ่อนคลายความเข้มงวดของกฎระเบียบลงไป โอกาสที่เชื้อความขัดแย้งจะค่อยๆ คืบคลานกลับมาย่อมเป็นไปได้สูง ตราบใดที่รากเหง้าปัญหายังไม่ได้รับการสะสาง

ส่องดูบทบาทของ “ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์” ในแต่ละพื้นที่ซึ่งมอบหมายให้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด(กอ.รมน.จว.) ลงพื้นที่ไปชี้แจงประชาชนในประเด็นต่างๆ ทั้งสภาพความขัดแย้งที่ลึกถึงระดับครอบครัว อำนาจการปกครองที่ผ่านมา ไม่สามารถแก้ไขความขัดแย้งได้ แนวทาง การเลือกตั้งในรูปแบบเดิมมีการต่อต้านอย่างกว้างขวาง ถ้าเลือกตั้งจะก่อให้เกิดความวุ่นวายไม่จบสิ้น

การชุมนุมทางการเมืองตลอดระยะเวลา 6 เดือน มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งทางความ คิดและการแก่งแย่งผลประโยชน์ทางการเมือง จนนำไปสู่การแตกความสามัคคี มีการทุจริตคอร์รัปชั่นจำนวนมาก มีการปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังและรุนแรง ล่วงละเมิดสถาบันเบื้องสูง มีการจัดตั้งและใช้กำลังติดอาวุธ รวมถึงการตระเตรียมอาวุธสงครามจำนวนมากเพื่อปฏิบัติการอย่างรุนแรงต่อฝ่ายตรงข้าม โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน ผู้บริสุทธิ์

สอดรับกับกระทรวงมหาดไทย ที่ทำหนังสือด่วนที่สุดส่งไปถึงผู้ว่าราชการทุกจังหวัด ให้จัดตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์ระดับจังหวัด โดยรับสมัครอาสาสมัครช่วยทำงานด้านประชาสัมพันธ์ ด้วยเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนทุก หมู่เหล่ารักสามัคคีกัน ให้ความร่วมมือกับภาคราชการ เพื่อเดินหน้าการปฏิรูปประเทศให้เป็นประชาธิปไตยที่ถูกต้องและยั่งยืน ไม่มีการซื้อสิทธิขายเสียง และทุจริตคอร์รัปชั่น รวมทั้ง มุ่งเน้นให้ประชาชนไทยมีระเบียบวินัยรักษากฎหมายยิ่งขึ้น

แต่ในภาวะที่ความขัดแย้งฝังรากลึก บางฝักบางฝ่ายฝังใจกับชุดข้อมูลที่เคยได้รับหรือถูก ปลุกปั่นมายาวนาน การให้กองทัพเข้าไปทำความเข้าใจชี้แจงย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย หรือแม้แต่การดึงเอาแกนนำคู่ขัดแย้งมาเป็นตัวแทนช่วยสลายชุดความคิดเดิมๆ อาจจะต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล

แม้หลายพื้นที่เริ่มออกมาขานรับนโยบาย “สลายสีเสื้อ” อย่าง จ.ลำพูน ที่ตัวแทนกองพลทหารราบที่ 7 ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผอ.กอ.รมน.จว.ลำพูน ผกก.สภ.เมืองลำพูน เชิญแกนนำคนเสื้อแดงมาร่วมลงบันทึกข้อตกลงเอ็มโอยู ให้ความร่วมมือกับ คสช. ไม่มีการชุมนุมทางการเมืองในพื้นที่ จ.ลำพูน ไม่ให้ ข่าวสารแก่ประชาชนที่ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อย พร้อมปฏิบัติตามระเบียบ ประกาศของ คสช. เช่นเดียวกับ จ.กาฬสินธุ์ ที่แกนนำ นปช.ในพื้นที่พร้อมเป็นแนวร่วม ลดปัญหาความแตกแยก สร้างสังคมให้เกิดความสงบสุขในจังหวัด

ปัญหาเวลานี้จึงอยู่ที่กระบวนการดำเนินการว่าจุดหมายปลายทางจะจบลงอย่างไร เพราะด้านหนึ่งแม้ คสช.จะเร่งสลายสีเสื้อ แต่อีกด้านหนึ่งกลับถูกมองว่าการใช้ทหารเข้าสกัดการชุมนุมคัดค้านรัฐประหารในช่วงที่ผ่านมา ไปจนถึงการไล่บี้เรียกฝ่ายตรงข้ามหลายคนเข้าควบคุมตัว ตลอดจนถึงเข้าไประงับการทำธุรกรรมทางการเงินในกลุ่มที่ยังหลบเลี่ยงการจับกุมตัว ย่อมมีแต่จะทำให้บรรยากาศความขัดแย้งไม่หายไปจากสังคม

ยิ่งหากกระบวนการสลายความขัดแย้ง ต่อจากนี้ที่จะต้องเข้าไปแก้ไขในประเด็น “ต้นตอ” ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นคดีความของฝั่งเหลือง แดง ทหาร อดีตรัฐบาล เพื่อไทย หรือ ประชาธิปัตย์ ซึ่งล้วนแต่เต็มไปด้วยความ ขัดแย้งเมื่อฝ่ายหนึ่งต้องการให้นิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง ซึ่งแน่นอนว่าอาจจะคาบเกี่ยวไปถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ขณะที่ บางฝ่ายต้องการให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมปกติ แค่ประเด็นนี้ก็ยากจะหาข้อสรุปที่ยอมรับร่วมกัน

แม้แต่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังมองว่าหากนำเรื่อง “ปรอง ดอง” มาใช้นำไปสู่การ “นิรโทษกรรม” จะกลายเป็นปัญหาที่ทำให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น

นี่ยังไม่นับรวมกับประเด็นอย่างเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แก้ไขกฎหมาย เดินหน้ากระบวนการปฏิรูปในประเด็นต่างๆ ไม่ว่า จะเป็นระบบการเลือกตั้ง อำนาจองค์กรอิสระ โครงสร้างตำรวจ โครงสร้างบริหารระดับท้องถิ่น ที่ล้วนแต่ต้องนำไปสู่ความเห็นต่าง ซึ่งหากคัดเลือกคณะบุคคลที่ไม่มีความเป็นกลางเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย หรือเนื้อหาที่ออกมาถูกมองว่าพุ่งเป้าเล่นงานฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมาก เกินไป ย่อมบานปลายกลายเป็นความขัดแย้ง ไม่สิ้นสุด

ปฏิบัติการสลายความขัดแย้งของ คสช.รอบนี้จึงเต็มไปด้วยจุดเปราะบางที่พร้อมจะปะทุกลายเป็นความขัดแย้งได้ทุกเมื่อ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท