
กลยุทธ์ธุรกิจท่องเที่ยวในฤดูฝน
นับว่าน่าเห็นใจผู้ประกอบการท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ มากสำหรับปีนี้ เพราะเจอภาวะความผันผวนทางการเมืองจนเรียกได้ว่า...กลั้นใจจนเหนื่อย...มีเรื่องให้ลุ้นภาวนาทุกสัปดาห์โดยตลอด...อย่างน้อยก็ในรอบ6 เดือนที่ผ่านมา
นับว่าน่าเห็นใจผู้ประกอบการท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ มากสำหรับปีนี้ เพราะเจอภาวะความผันผวนทางการเมืองจนเรียกได้ว่า...กลั้นใจจนเหนื่อย...มีเรื่องให้ลุ้นภาวนาทุกสัปดาห์โดยตลอด...อย่างน้อยก็ในรอบ6 เดือนที่ผ่านมา
ผมเลยมีข้อคิดข้อเสนอจากการสังเกตและจากการศึกษาค้นคว้าผ่านบทความ ผ่าน Blog ต่างๆ เพื่อมาให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวลองพิจารณาดูว่าอาจเป็นประโยชน์ในการจะกัดฟัน...เข้าสู่ช่วงฤดูฝนนี้
ซึ่งโดยสถิติแล้ว ในช่วงฤดูฝนจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศไทยน้อยกว่าช่วงอื่นๆ คือระหว่างเดือน ก.ค.ก.ย.
ไม่ใช่เพราะเขากลัวฝนของเรานะครับ...ไม่เกี่ยวกัน
แต่เพราะช่วง ก.ค.ก.ย.นั้น ประเทศลูกค้าหลักๆ ของไทยด้านท่องเที่ยวเขาไม่ค่อยมีวันหยุดยาวน่ะครับ
แม้แต่ลูกค้าไทยเที่ยวไทยกันเอง เท่าที่ผ่านมาช่วงหน้าฝนของไทยไม่ใช่ช่วงปิดเทอมของสถานศึกษา ดังนั้น ทั้งครู ทั้งนักเรียน นักศึกษา ก็วางแผนเที่ยวน้อย
ส่วนกลุ่มทัศนศึกษานั้นปกติไม่ค้างแรม มักจะไปเช้าเย็นกลับ จึงทำให้ผู้ประกอบการด้านที่พักโรงแรมไม่ค่อยได้อานิสงส์จากกิจกรรมทัศนศึกษาเท่าไรนัก
แต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมาปีนี้ ที่ประชุมอธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษา 27 แห่ง มีมติปรับเวลาเปิดปิดภาคเรียนให้สอดคล้องกับเวลาของสากลและอาเซียน โดยให้ภาคเรียนที่ 1 เปิดเดือน ส.ค. ไม่ใช่เปิดเดือน มิ.ย. อย่างที่เคยทำมาตลอด ส่วนภาคเรียนที่ 2 จะเปิดเดือน ม.ค. จากเดิมเปิดตั้งแต่เดือน พ.ย.
แปลว่า...นักศึกษาและครูอาจารย์ใน 27 มหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยจะปิดเทอมช่วงหน้าฝนล่ะสิครับ...แหะๆ
ท่านผู้บริหารพอนึกหน้าลูกค้าใหม่ในฤดูฝนนี้ได้แล้วนะครับ ถ้าจัดกิจกรรมร่วมกับแหล่งเรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ทำโปรแกรมเที่ยวแบบอาสาสมัครบ้าง หรือจัดกิจกรรมสอนทำอาหาร ทำขนมเท่ๆ เก๋ๆ...จัดเทศกาลดนตรีหนีฝนเข้าอาคารบ้าง ก็น่าจะเป็นโอกาสที่ดี
ที่ยังแปลกแยกในประเด็นนี้อยู่หน่อย คือ เลื่อนปิดเทอมนี้ยังไม่รวมถึงระดับประถมมัธยมอาชีวศึกษา นะครับ กลุ่มนี้ยังเปิดเทอมต้นในช่วงเดือน พ.ค. และเปิดเทอมสองในช่วงเดือน พ.ย. เหมือนเช่นเคย
กลุ่มถัดไปได้แก่ นักธุรกิจต่างชาติที่เดินทางครับ...
ปัจจุบันนักธุรกิจที่ต้องการเดินทางเข้าลาว พม่า กัมพูชา เวียดนาม จำนวนมาก ยังต้องพึ่งพาการเดินทางผ่านศูนย์กลางการบินอย่างไทย ทั้งนี้เพราะสายการบินส่วนใหญ่ยังไม่บินตรงเข้าสู่เมืองในประเทศเหล่านี้
ขณะเดียวกัน โอกาสทางธุรกิจในประเทศลุ่มน้ำโขงกำลังเปิดขึ้นมหาศาล ทำให้มีนักเดินทางเพื่อธุรกิจไม่มีทางเลือก นอกจากต้องมารอต่อเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิเพิ่มขึ้นทุกที
ลองเอาตารางบินจากยุโรป สหรัฐ แคนาดาแอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น เกาหลี หรืออเมริกาใต้ มาเทียบเวลาที่นักธุรกิจเหล่านั้นจะต้องคอยที่สนามบินสุวรรณภูมิก่อนจะได้จับเที่ยวถัดไป เพื่อบินเข้าเมืองต่างๆ ในลุ่มน้ำโขงดู จะพบว่าคอยกันนานหลายชั่วโมงอยู่
ถ้าโรงแรมในกรุงเทพฯ จะมีแพ็กเกจ DayUse ไปเสนอให้วิ่งเข้าเมืองมาเร็วๆ พร้อมตารางนวดผ่อนคลายสั้นๆ เปิดอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เช็กอีเมลฟรี พร้อมกับขายบริการซักรีดให้เร็วๆ ในราคาที่น่าสนใจ ถ้าเข้าเมืองทำให้ช้าก็อาจเช่าฟลอร์โรงแรมใกล้สนามบินมาปรับปรุงร่วมกันไป ผมก็ยังมั่นใจว่าจะมีลูกค้าเข้ามาไม่น้อยทีเดียว
ผู้บริหารโรงแรมอาจจัดฟลอร์ที่พักประเภทนี้ แล้วลดอุปกรณ์ ลดบริการบางอย่างที่อาจหรูหราเกินจำเป็นลง เพื่อให้เหมาะกับกลุ่มนักเดินทางประเภท Jetset เหล่านี้ได้ใช้งีบหลับและผ่อนคลายในราคาสมเหตุสมผล ก็จะเข้าเทรนด์ของ Micro Stay ได้
กลุ่มถัดไปคือ ลูกค้าจากเอเชียใต้และตะวันออกกลาง เช่น จากอินเดีย จากดูไบ จากอาบูดาบี ซึ่งจะมาเที่ยวเมืองไทยในหน้าฝนพอดี
ไม่ใช่เขาพิศวาสฝนไทยขนาดนั้นนะครับ เพียงแต่ช่วงเดือน ก.ค.เป็นฤดูร้อนตับแลบของบ้านเขา โรงเรียนปิดเทอม แม่บ้านจะรบเร้าพ่อบ้านให้พาลูกออกเที่ยวเดินทาง เพราะขืนทนขังตัวอยู่แต่ในบ้านคงจะประสาทเสียไปก่อน เพราะครอบครัวแขกมีฐานะเหล่านี้มักมีลูกหลายคน เป็นครอบครัวใหญ่อยู่รวมกันนานๆ โดยไม่มีกิจกรรมเดินทางท่องเที่ยว มีหวังได้แว้ดๆ กัน...หมดสนุกพอดี
Facebook รายงานว่า นอกจากชาวอเมริกันและบราซิล ซึ่งเป็นผู้ลงทะเบียนใช้ Facebook มากที่สุดอันดับ 1 และ 2 ของโลกแล้ว อินเดียคือ อันดับ 3 ครับ...
ดังนั้น ประกาศไปทาง Facebook ของคุณเลยครับว่า คุณพร้อมจะมีแพ็กเกจน่าสนใจนำเสนอครอบครัวชาวอินเดียอย่างไร...
ฤดูฝนนี้ คุณก็ไม่ว่างแล้วล่ะครับ...
ยิ่งในเมื่อคนไทยเป็นผู้ใช้ Facebook 28 ล้านบัญชี มากเป็นอันดับ 9 ของโลก และส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ ลองโพสต์แพ็กเกจผ่าน Facebook อย่างน่ารักๆ ของวงการท่องเที่ยว ช่วง 10 โมงถึงบ่ายสาม เพราะจะเป็นช่วงที่คนไทยกำลังใช้ Facebook มากที่สุดนั่นเอง







